TAKE A PEEK AT
PROGRAM HIGHLIGHTS
LET US GUIDE YOU
RECOMMENDED ROUTES
อัพเดทและเที่ยวชมงาน
สนทนากับ Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research ในวันที่เสาไฟ ผ้าตาข่าย และลานคนเมืองกลายเป็นสถาปัตยกรรมของผู้คน ใน Bangkok Design Week 2026
ถ้าจะพูดถึง “การออกแบบเพื่อรอด” กรุงเทพฯ น่าจะเป็นหนึ่งในเมืองที่มีสไตล์การเอาตัวรอดชัดเจนที่สุด เราเห็นมันผ่านผ้าใบกันแดดหน้าแผงลอย รถที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของร้านค้า หรือเรือที่แปลงตัวเองเป็นสะพานข้ามคลอง สิ่งเหล่านี้สะท้อนสัญชาตญาณของคนเมืองที่หาทางอยู่กับข้อจำกัด จนบางครั้งเราลืมไปว่ามันคือ “การออกแบบ” รูปแบบหนึ่งJenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research คือสตูดิโอของ เจอร์รี่ หง (Jenchieh Hung) และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี สองสถาปนิกที่ทำงานควบคู่ไปกับบทบาทของอาจารย์ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันเส้นทางการทำงานของทั้งคู่ก็ผ่านประสบการณ์ในต่างประเทศมายาวนาน ตั้งแต่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน ไปจนถึงการร่วมงานกับสตูดิโอระดับโลกอย่าง Renzo Piano Building Workshop และ Kengo Kuma & Associates ก่อนจะกลับมาร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอด้วยกันที่กรุงเทพฯสำหรับ Bangkok Design Week 2026 พวกเขาเลือกสำรวจภาษาของเมืองผ่านสิ่งธรรมดาที่เรามองข้าม ตามปณิธานประจำสตูดิโอที่เชื่อว่า ก่อนจะออกแบบอะไรสักอย่าง เราต้องเข้าใจบริบทรอบข้างให้ดีเสียก่อน จนกลายมาเป็น High Line Bangkok โปรเจกต์ People Pavilion หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานครพวกเขาใช้เพียงผ้าตาข่ายสีขาวและเขียวขึงเข้ากับเสาไฟเดิมในพื้นที่ เปลี่ยนลานร้อนกลางเมืองให้กลายเป็นพื้นที่พักพิงที่มีทั้งร่มเงา ลม และบรรยากาศใหม่ให้ผู้คนอยากเข้ามาใช้งาน กลางวันคือที่นั่งเล่น กลางคืนคือพื้นที่ที่แสงไฟไหลผ่านเส้นผ้าอย่างนุ่มนวล แม้งานจะถูกรื้อถอนหลังจบเทศกาลฯ ไปแล้ว แต่ก็ยังทิ้งคำถามสำคัญเอาไว้ว่า สิ่งที่เราเดินผ่านทุกวันนั้น อาจเป็นอะไรได้มากกว่าที่เคยคิดวันนี้ เราอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปสำรวจจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ ผ่านบทสนทนากับเจอร์รี่และกุลธิดา ถึงกระบวนการทำงาน วิธีคิดเรื่องเมืองและผู้คน ไปจนถึงบทบาทของงานออกแบบในวันที่เมืองเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวันสำหรับ HAS design and research สถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่การสร้างอาคาร แต่คือการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ และบริบทรอบตัว เส้นทางของทั้งเจอร์รี่และกุลธิดาจึงค่อย ๆ หล่อหลอมผ่านประสบการณ์การทำงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน ไปจนถึงการร่วมงานกับสตูดิโอระดับโลกอย่าง Renzo Piano Building Workshop และ Kengo Kuma & Associates ก่อนจะกลับมาก่อตั้ง HAS design and research ในกรุงเทพฯ ด้วยความเชื่อว่า งานออกแบบที่ดีไม่จำเป็นต้องโดดเด่นที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นงานที่เข้าใจสถานที่และผู้คนได้ลึกที่สุด ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ก็ยังมองว่าวิชาชีพนี้คือสิ่งที่สามารถทำไปได้ตลอดชีวิต หากเราได้ทำในสิ่งที่รักจริง ๆQ: วิธีคิดแบบ ‘ทำความเข้าใจบริบท’ สำคัญกับการออกแบบสไตล์ HAS design and research อย่างไรกุลธิดา : ถ้าเทียบง่าย ๆ มันเหมือนกับการเล่าเรื่องหนังสักเรื่อง เราต้องคิดพล็อตก่อน ต้องรู้ว่าโลเคชันอยู่ที่ไหน มีเรื่องราวอะไรในพื้นที่นั้น อาชีพเราก็เหมือนกัน เรารู้แล้วว่าจะสร้างอะไร แต่เราจะเอาเนื้อหาอะไรมาพูดถึงมัน ก็ต้องไปมองว่าในบริบท ณ ที่ตรงนั้น ผู้คนแถวนั้นมีคาแรกเตอร์อะไร มีเรื่องราวอะไรที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับอาคารได้ ถ้าให้อธิบายสไตล์การออกแบบของ HAS design and research ก็เหมือนกับการดูหนังที่ไม่เฉลยตั้งแต่ต้น ผู้ชมจะค่อย ๆ คลี่คลายเรื่องราวไปเรื่อย ๆ นั่นคือไคลแม็กซ์ของสถาปัตยกรรม และพอออกไปแล้วก็จะได้รับข้อมูลหรือความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เหมือนตอนที่เข้ามาพวกเราเคยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ ‘Chameleon Architecture: Shifting / Adapting / Evolving’ ว่า สถาปัตยกรรมของ HAS design and research เปรียบเหมือนกิ้งก่า บางวันโดดเด่น บางวันกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์และบริบทในช่วงเวลานั้นเรียกร้องอะไร และถ้าสมดุลนั้นเกิดขึ้นได้ มันก็จะสร้างภาพใหม่ของสถาปัตยกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อนJenchieh: การทำความเข้าใจบริบทคือหัวใจสำคัญของการออกแบบ เพราะสถาปัตยกรรมไม่ควรเป็นเพียงวัตถุที่ถูกวางลงบนพื้นที่ แต่ควรเติบโตมาจากความสัมพันธ์ของสถานที่ ผู้คน และวิถีชีวิต เราให้ความสำคัญกับการสังเกตสภาพแวดล้อม ทั้งแสง ลม วัสดุ วัฒนธรรม และพฤติกรรมของผู้ใช้งาน เพื่อให้พื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลายครั้งข้อจำกัดของบริบทกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างภาษาใหม่ทางสถาปัตยกรรม โดยสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปทรง แต่คือการสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถานที่อย่างแท้จริงเบื้องหลังการทำงานกับ BKKDW2026 และการออกแบบ People Pavilion พื้นที่ที่เชื่อม ‘โครงสร้างเมือง’ กับ ‘ชีวิตผู้คน’ เข้าด้วยกันBangkok Design Week คือหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่ทำให้ HAS design and research มองเห็นศักยภาพของ “งานออกแบบ” ในการเปิดบทสนทนาใหม่ให้กับเมือง ตั้งแต่ช่วงแรกที่พวกเรากลับมาเมืองไทยจากเซี่ยงไฮ้และเข้าร่วมงานด้วยการเปิดสตูดิโอย่านเพชรเกษมให้ผู้คนเข้ามาทำความรู้จักวัสดุและพื้นที่รอบตัว ไปจนถึงการได้เห็นว่าเทศกาลฯ นี้สามารถค่อย ๆ ปลุกชีวิตและความสนใจในหลายย่านของกรุงเทพฯ พร้อมกันได้จริง ขณะเดียวกัน ใน BKKDW2026 พวกเขายังร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อ “กรุงเทพฯ” ผ่านทั้ง People Pavilion และนิทรรศการ Sustaining Bangkok Identities ที่ชวนตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ผู้คน และการออกแบบร่วมสมัย Q: จุดเริ่มต้น คอนเซปต์ และกระบวนการทำงานของ People Pavilion เป็นอย่างไรกุลธิดา : จุดเริ่มต้นมาจากทีม Urban Ally ที่ดูแลย่านพระนคร โทรมาชวนให้ร่วมงานในปีนี้ ซึ่งฟังดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วมีความยากซ้อนอยู่หลายชั้น ทั้งข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ และการที่พื้นที่นี้จะมีกิจกรรมทับซ้อนกันหลายงานพร้อม ๆ กัน ก่อนหน้านี้ HAS design and research เคยทำ Pavilion ด้านนอกอาคารมาแล้วหลายหลังในจีน จริง ๆ แต่ละที่ก็จะมีเงื่อนไขต่างกัน พวกเราจึงเคยชินกับการทำงานในเงื่อนไขที่ยาก พอได้รับการเชิญจึงตอบรับทันที เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำในกรุงเทพฯ มาตั้งนานแล้วสำหรับ People Pavilion ใน Bangkok Design Week 2026 ครั้งนี้ เราเริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่สำรวจจริง ซึ่งพบว่า คนในลานคนเมืองมักหลบแดดใต้ต้นไม้ตอนกลางวัน และมาใช้พื้นที่ใต้เสาไฟตอนกลางคืน คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เราจะเชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องสร้างโครงสร้างใหม่เลย เลยเป็นที่มาของไอเดียการใช้เสาไฟที่มีอยู่เดิมเป็นโครงสร้างหลัก แล้วขึงผ้าตาข่ายที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่น ให้แสงผ่านได้ กรองแสงได้ และลมพัดผ่านได้ โดยลากจากด้านบนลงสู่พื้นให้บิดเป็นเกลียว จนก่อให้เกิดร่มเงาใหม่ในพื้นที่ที่ปกติร้อนจนไม่มีใครอยากนั่ง เส้นสายเหล่านั้นยังนำแสงจากเสาไฟไหลลงมาตามเส้นได้ในเวลากลางคืนด้วย แนวคิดนี้ยังมาจากการตีความคำว่า ‘Design SOS’ ผ่านการทำความเข้าใจวิธีที่คนไทยแก้ปัญหาและเอาชีวิตรอดด้วยสิ่งที่มีอยู่ใกล้มือ ตั้งแต่ร้านค้าริมทางที่ใช้รถมาจอดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างร้าน ไปจนถึงสะพานเรือข้ามฟากที่ตลาดน้ำที่สมุทรปราการ ทางชุมชนเขาสร้างกันขึ้นเองเพราะสะพานจริงอยู่ไกล แล้วก็ดึงภาษาเหล่านั้นมาตีความใหม่ใน Pavilion อย่างมีเหตุผลสำหรับในพาร์ทของผ้าตาข่าย ผ้าที่เราเลือกใช้จะเป็นโทนสีขาวและเขียว ซึ่งเชื่อมโยงทั้งธรรมชาติและสีประจำตัวของกทม. ไปพร้อมกัน สุดท้ายก็เลยดึงสีเขียวของ กทม. มาเป็นสีหลักแต่กว่าจะได้รับอนุมัติจาก กทม. ต้องผ่านการประชุมเกือบทุกกองของ กทม. มีวิศวกรมาคำนวณแรงลม แรงดึง และพิสูจน์ว่าเสาไฟรับน้ำหนักได้จริง ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มคุยจนติดตั้งแล้วเสร็จประมาณสามเดือน และช่วงติดตั้งต้องลงพื้นที่ย่านพระนครแทบทุกวัน (หัวเราะ)หลังจบงาน ผ้าตาข่ายที่ถอดออกมาก็ถูกส่งต่อให้ภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำไปตัดเย็บเป็นกระโปรง เส้นรอยตะเข็บยังเห็นได้ชัดว่าคือผ้าชิ้นเดิมที่เคยพลิ้วอยู่บน Pavilion มาก่อน จนแทบกลายเป็น zero waste จริง ๆ ค่ะQ: แล้วนิทรรศการ Sustaining Bangkok Identities ที่ทำควบคู่กันมาใน Bangkok Design Week 2026 ครั้งนี้ล่ะJenchieh : นิทรรศการ Sustaining Bangkok Identities เป็นอีกโปรเจกต์ที่เราทำควบคู่กับ Bangkok Design Week 2026 ร่วมกับนิสิตปริญญาโท i+mARCH คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานของนิสิตที่ชวนตั้งคำถามว่า “อัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ” จะสามารถดำรงอยู่และพัฒนาไปพร้อมกับอนาคตของเมืองได้อย่างไร โปรเจกต์นี้ไม่ได้มองอัตลักษณ์ในฐานะสิ่งที่หยุดนิ่ง แต่เป็นสิ่งที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านวิถีชีวิต ผู้คน ความทรงจำ และสภาพแวดล้อมของเมือง ที่พวก เราเชื่อว่าการเรียนรู้ผ่านการสังเกตเมืองจริง และการทำงานร่วมกันระหว่างการศึกษาและวิชาชีพ เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างมุมมองใหม่ต่ออนาคตของกรุงเทพฯQ: คิดว่า Bangkok Design Week มีบทบาทอย่างไรในการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับนักออกแบบไทยกุลธิดา : มีบทบาทแน่นอนค่ะ (หัวเราะ) คิดว่าเทศกาลฯ นี้ทำให้นักออกแบบแข็งแรงขึ้นมาก เพราะแค่การเข้าร่วมงาน เราก็ต้องเรียนรู้ทั้งการประสานงาน การนำเสนอไอเดีย รวมถึงการทำงานร่วมกับคนหลายฝ่ายไปพร้อมกันอย่างโปรเจกต์นี้เอง ต้องเข้าประชุมกับเกือบทุกกองของ กทม. เพื่อค่อย ๆ ผ่านกระบวนการอนุมัติในแต่ละขั้น กระบวนการเหล่านี้แหละคือการเติบโต เพราะมันทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการทำงานออกแบบในเมืองจริง ๆ ต้องอาศัยการสื่อสารและความร่วมมือมากแค่ไหนยิ่งถ้าเป็นการสร้าง pavilion ขึ้นมาสักหลัง ซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งพื้นที่ ผู้คน และบริบทหลายด้านพร้อมกัน มันก็ยิ่งต้องคิดซ้อนกันหลายชั้นกว่าจะออกมาเป็นงานหนึ่งชิ้นได้ ไม่ใช่แค่มีไอเดียแล้วจบ แต่ต้องผ่านการประสานงานกับหลายฝ่ายตลอดทั้งกระบวนการ นี่คือสิ่งสำคัญที่ Bangkok Design Week มอบให้กับนักออกแบบได้ และยังเป็นโอกาสที่หาได้ยากจากที่อื่นJenchieh : Bangkok Design Week เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ทำให้งานออกแบบเชื่อมโยงกับผู้คน เมือง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้จริง เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้ทดลองความคิดใหม่ สร้างการร่วมมือและต่อยอดสู่การทำงานในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุด คือการทำให้ผู้คนเห็นว่าการออกแบบสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนได้Q: People Pavilion จะไปต่ออย่างไรในอนาคตกุลธิดา: อย่างที่ได้บอกไป ในแง่วัสดุ ผ้าตาข่ายที่ได้ถูกนำกลับไปใช้ใหม่และกลายเป็นกระโปรงไปแล้วค่ะ แต่ในแง่ของความหมาย สิ่งที่ High Line Bangkok หรือ People Pavilion ที่พวกเราออกแบบพยายามปลุกขึ้นมา คือการตั้งคำถามว่า โครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างเสาไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่แยกขาดจากผู้คนเสมอไป แต่มันสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมืองได้เหมือนกันในอนาคต พวกเราก็คงอยากส่งต่อแรงกระเพื่อมนี้ไปยัง pavilion อื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เพราะสำหรับ HAS design and research นั้น pavilion ที่ดีไม่ควรเป็นแค่วัตถุที่ถูกนำไปตั้งอยู่ในพื้นที่ แต่ควรเป็นสิ่งที่สามารถเล่าเรื่องบางอย่าง สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคนที่เข้ามา และต่อยอดไปสู่บทสนทนาหรือผลลัพธ์บางอย่างได้จริง ไม่อย่างนั้นก็คงพูดได้ไม่เต็มปากว่านี่คือ People PavilionJenchieh : People Pavilion จะไม่ใช่เพียงโครงสร้างชั่วคราว แต่เป็นการกระตุ้นแนวคิดของพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างประสบการณ์ร่วมกันได้อย่างถาวรอนาคตของวงการดีไซน์ไทย ในสายตาของ HAS design and researchQ: คิดว่าวงการดีไซน์ไทยกำลังอยู่ตรงจุดไหนของการเปลี่ยนผ่านกุลธิดา : โชคดีที่ได้มีโอกาสมองภาพวงการนี้ในหลายมุมพร้อมกัน ทั้งในฐานะสถาปนิก อาจารย์ และบรรณาธิการรับเชิญให้กับนิตยสารต่างประเทศที่พูดถึงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ได้เห็นแนวโน้มและพัฒนาการของวงการจากมุมกว้างต้องบอกตรง ๆ ว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ดีมาก ทั้งในแง่คุณภาพงานและระบบนิเวศรอบข้าง มีการผลักดันจากหลายฝ่ายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน มีช่องทางที่กระตุ้นให้ผู้คนรู้คุณค่าของงานออกแบบ และสิ่งนั้นไม่ได้ส่งผลแค่ในวงวิชาชีพ แต่ส่งไปถึงเจ้าของโครงการด้วย เมื่อเจ้าของโครงการเข้าใจคุณค่าของงานออกแบบ วงการก็จะพัฒนาต่อไปได้มากยิ่งขึ้น และถ้ามองไปถึงภาพใหญ่ระดับโลก ตอนนี้ยุโรปและอเมริกาหันมาโฟกัสเอเชียมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในยุโรปเองแทบไม่มีพื้นที่ให้สร้างตึกใหม่แล้ว ส่วนใหญ่ก็ต้องปรับปรุงอาคารเก่า ขณะที่รากเหง้าและเอกลักษณ์ของงานออกแบบในเอเชียคือสิ่งที่โลกมองหา อนาคตของนักออกแบบไทยจึงสดใสกว่าที่เคยเป็นมาJenchieh : วงการดีไซน์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการสร้างงานที่สวย ไปสู่การสร้างคุณค่า ที่เชื่อมโยงกับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นักออกแบบรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของดีไซน์ว่า จะสามารถสร้างอิทธิพลต่อเมืองและชีวิตประจำวันได้อย่างไร นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะประเทศไทยกำลังเริ่มสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของงานออกแบบที่มีทั้งความร่วมสมัยและรากทางวัฒนธรรมไปพร้อมกันQ: ในวันที่โลกของการออกแบบเชื่อมถึงกันหมดแล้ว ‘ตัวตน’ และ ‘ความเป็นท้องถิ่น’ ยังสำคัญอยู่ไหมสำหรับนักออกแบบร่วมสมัยกุลธิดา : สำคัญมาก และมันคือสิ่งที่สอนนิสิต นักศึกษาอยู่เลย นักออกแบบต้องรู้ว่าตัวเองอยากพูดถึงอะไร มีความตั้งใจที่ชัดเจนว่า เราอยากสร้างอะไร ถ้าขาดสิ่งนี้ไป งานออกแบบก็จะไม่พัฒนาส่วนความเป็นท้องถิ่นในวันนี้คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างในเวทีโลก ความเป็นไทยร่วมสมัยมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากอินโดนีเซีย ต่างจากมาเลเซีย และนั่นคือโอกาสของนักออกแบบไทยที่จะก้าวออกไปไกลกว่าแค่ในประเทศหรือในภูมิภาค ไม่ใช่แค่วงการออกแบบ แต่มันส่งผลไปในทุกมิติของงานสร้างสรรค์Jenchieh : ผมคิดว่า ยิ่งโลกเชื่อมถึงกันมากขึ้น ตัวตนและความเป็นท้องถิ่นยิ่งสำคัญ เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้งานออกแบบมีความหมายและไม่เหมือนกัน ความร่วมสมัยในวันนี้ไม่ใช่การลบความแตกต่าง แต่คือการนำรากทางวัฒนธรรม ความทรงจำ และวิถีชีวิต มาตีความใหม่ให้เชื่อมกับโลกปัจจุบันQ: แล้วความ ‘ยั่งยืน’ ในระดับวงการออกแบบคืออะไรกันแน่กุลธิดา : ทุกวันนี้คำว่า sustainable (ยั่งยืน) อยู่ในทุกอณูของชีวิต ตั้งแต่ขวดน้ำยันอาหารการกิน แต่ถ้าพูดถึงความยั่งยืนในวงการออกแบบ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความยั่งยืนทางจิตใจของนักออกแบบเอง คือการมีทิศทาง มีความตั้งใจที่ชัดเจนว่า เราอยากพูดถึงอะไร ถ้าขาดตรงนี้ไป งานออกแบบก็ไม่พัฒนา และเราก็จะมีนักออกแบบน้อยลงเรื่อย ๆ ความยั่งยืนที่แท้จริงของวงการจึงต้องเริ่มจากการผลักดันให้คนในวงการมีพลังที่จะทำงานต่อไปได้อย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่ผลิตงานออกมาว่าสามารถทำได้จริงJenchieh : ความยั่งยืนในระดับวงการออกแบบ ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้วัสดุสีเขียวหรือเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพยากร สามารถเติบโตไปด้วยกันได้ในระยะยาว มันคือการออกแบบที่เข้าใจทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อมกัน แม้เวลาจะเปลี่ยนไปQ: อยากเห็นสถาปัตยกรรมสาธารณะในกรุงเทพฯ พัฒนาไปในทิศทางไหนกุลธิดา : มีอยู่วันหนึ่งหลังจากทำงานเสร็จ ระหว่างเดินในซอย เราก็เงยหน้าไปเห็นเส้นสายไฟพาดข้ามกันอยู่เต็มท้องฟ้า ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าสายไฟเหล่านี้มีสีคงจะดีแค่ไหน ซึ่งหลังจากนั้นก็เริ่มเห็นคนโพสต์ภาพมุมเดียวกันในโซเชียลมีเดีย แบบ High Line Bangkok นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าคนเริ่มมองเมืองในแบบที่ต่างออกไปแล้วสำหรับตัวเองคงอยากเห็นโครงสร้างพื้นฐานของเมืองถูกมองในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน ไม่ใช่แค่สิ่งที่ตั้งอยู่แยกออกไป อย่างในจีนมีโรงไฟฟ้าที่คนเข้าไปเรียนรู้การผลิตไฟได้ นั่นคือการเปิดให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งกรุงเทพฯ ก็มีศักยภาพแบบนั้น แค่ต้องเปลี่ยนวิธีมองว่าสิ่งที่มีอยู่แล้ว สามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างไรJenchieh : พื้นที่สาธารณะไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ว่าง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่สร้างความสัมพันธ์ ระหว่างคน เมือง และธรรมชาติให้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง Q: สุดท้ายนี้ ในวันที่เมืองและโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ทั้งสองคนคิดว่า งานออกแบบทำหน้าที่อะไรกับผู้คนและสังคมกุลธิดา : เยียวยาจิตใจ ไม่ต้องสงสัยเลย มีภาพหนึ่งที่ยังจำได้ชัดคือระหว่างติดตั้ง High Line Bangkok มีคนไร้บ้านที่ปกตินอนอยู่แถวเสาไฟในพื้นที่นั้นเดินมามองและบอกว่า “สวยดี” เพียงเท่านั้นก็รู้สึกได้เลยว่างานออกแบบมีพลังในการยกระดับความรู้สึกของคนได้จริง แม้จะเป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ ก็ตามและยังมีอีกภาพที่น่าประทับใจคือกลุ่มผู้สูงอายุที่ปกติเต้นแอโรบิกในลานคนเมืองโดยหันหน้าเข้าทิศทางเดิม พอ pavilion ขึ้นมา เขาก็หันมาใช้มันเป็นฉากหลังใหม่โดยที่ไม่มีใครบอก นั่นคือสิ่งที่งานออกแบบทำได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรเลย คนที่ไม่รู้จักงานออกแบบเลยก็ยังสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่งานชิ้นหนึ่งสร้างขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เชื่อว่างานออกแบบยังมีความหมายในสังคมเสมอ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหนก็ตามJenchieh : ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วมากขึ้น งานออกแบบยิ่งมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เมือง และอนาคต สำหรับ HAS design and research การออกแบบไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสิ่งใหม่ แต่คือการสร้างความเข้าใจ ความหวัง และความสุขให้กับผู้คนในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงภาพถ่ายโดย iameverything และ DOF Sky|Ground
22 มิ.ย. BBBB
เมื่อดีไซน์แทรกซึมไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ ชีวิตคนเปลี่ยนไปอย่างไรหลังจบ Bangkok Design Week 2026
ในขณะที่งานดีไซน์บางชิ้นให้ความสวยงาม บ้างก็สร้างความสะดวกสบายให้ผู้ใช้ แต่ยังมีงานดีไซน์หลายอีกโปรแกรมที่เราเห็นใน Bangkok Design Week 2026 ยังก้าวไปไกลขึ้นอีกสเต็ป ด้วยการหลอมรวมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนที่ใช้งาน สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ และความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับพฤติกรรม ระดับชุมชน ไปจนถึงการวางรากฐานของวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มที่เข้มแข็งขึ้นในระยะยาวงานออกแบบจาก BKKDW 2026 สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมืองในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการชุบชีวิตย่านหนังสือเพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ระยะยาว สารพัดงานออกแบบที่เติมชีวิตชีวาให้พื้นที่ หรือเฟอร์นิเจอร์สาธารณะที่ชวนให้ผู้คนเข้ามาหยุดพักสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองและการรับรู้ของผู้คนต่อ ‘ดีไซน์’ ที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละนิด จากสิ่งที่มีไว้ดู ไปสู่สิ่งที่อยู่ร่วมกับเราในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติCultural Districtย่านหนังสือที่ตั้งใจอยากสร้างระบบนิเวศสร้างสรรค์ระยะยาวเพราะนี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ชั่วคราว แต่คือโครงการพัฒนาย่านหนังสือเพื่อวางรากฐานวัฒนธรรมในระยะยาว โดยเลือกปักหมุดในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนังสือมาอย่างยาวนาน ได้แก่ ผ่านฟ้า วังบูรพา เฟื่องนคร นาครเขษม เสาชิงช้า ท่าเตียน และนางเลิ้งBKK Book District เกิดขึ้นจากการจับมือกันของเหล่าผู้ประกอบการร้านหนังสืออิสระ นักสร้างสรรค์ด้านหนังสือ และคนในพื้นที่ จนเกิดเป็นเครือข่ายและกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างย่านหนังสือที่เข้มแข็ง ทั้งในแง่เศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ และการเป็นหมุดหมายของผู้คนDistrict Identity เติมชีวิต สีสัน สร้างอัตลักษณ์ย่านด้วยงานออกแบบจากอดีตย่านค้าขายดอกไม้ที่รีบเร่งและพลุกพล่าน การที่เราได้เห็นงานออกแบบและศิลปะจัดวางหลากแนวกระจายตัวไปทั่วปากคลองตลาดใน Bangkok Design Week หลายปีที่ผ่านมานั้นย่อมมีผลโดยตรงต่อภาพจำ และอัตลักษณ์ของย่านที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป ปากคลองตลาดในวันนี้มีงานจัดแสดงหมุนเวียนเข้ามาแทบทุกไตรมาส ชวนให้เหล่าผู้ชมทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนไม่มีขาด ด้วยประเภทผลงานสารพัดแนวให้เราเลือกชื่นชม นับแค่ในช่วง BKKDW 2026 เองก็มีทั้งกิจกรรม live painting, งานออกแบบพื้นที่สีเขียว, งานแสดง lighting projection ในตอนกลางคืน รวมถึง installation art ไฟประดับที่สว่างไสวไปทั้งย่านงานออกแบบเหล่านี้ค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองที่ผู้คนมีต่อพื้นที่ไปทีละนิด ในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า เมื่อเรามองย้อนกลับมา ภาพปากคลองตลาดในความทรงจำของคนไทยที่ร่วมยุคสมัยกันอยู่ในขณะนี้ อาจมีงานออกแบบเข้าไปปะปนอยู่ด้วยไม่มากก็น้อยUrban Furniture & Installationsงานออกแบบที่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนเมืองด้วยการเดิน หยุดพัก และพูดคุยในสังคมเมืองที่ผู้คนดูมีแนวโน้มจะปฏิสัมพันธ์กันน้อยลงเรื่อยๆ งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นจึงถูกออกแบบมาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คนไปทีละนิด อาทิ Little Portal ประตูบานเล็กสู่พระนคร ซึ่งตั้งใจเปลี่ยนทางผ่านธรรมดาๆ ให้กลายเป็นแหล่งบอกเล่าเรื่องราวของพื้นที่ผ่านศิลปะ และกิจกรรมตามล่าหาสมบัติบนเกาะอุณากรรณ ซึ่งชวนให้เราได้ไปทำความรู้จักพื้นที่สาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ ระหว่างการเดินหรือจะเป็น Mini Pocket Pause ที่ตั้งใจพัฒนาพื้นที่ริมคลองบางลำพูให้กลายเป็น ‘จุดหยุดพักเล็ก ๆ’ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน เพิ่มพื้นที่สีเขียวในย่าน และรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการดึงดูดคนในชุมชนให้ออกมานั่งพักผ่อน พูดคุย สร้างบทสนทนาหรือการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งยังสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาได้อีกด้วย
15 มิ.ย. BBBB
เมื่องานดีไซน์ยังไปต่อถึงระบบโครงสร้าง เราได้อะไรกลับมาบ้างหลังจบ Bangkok Design Week 2026
ถึงแม้งาน Bangkok Design Week 2026 จะจบลงไปแล้ว แต่ประโยชน์ที่ได้จากเหล่างานดีไซน์ใน Bangkok Design Week ปีนี้ยังไม่หมดไปง่าย ๆ เพราะสิ่งที่เหล่านักออกแบบตั้งใจสร้างสรรค์ไว้ไม่ได้เป็นแค่การออกแบบ แต่ยังเป็นโอกาสต่อยอดไปสู่โครงสร้างใหม่ ๆ ให้กับเมืองที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ตามความตั้งใจของเทศกาลฯ ที่อยากสร้างผลกระทบเชิงบวกในทุกพื้นที่จัดงานในระยะยาววันนี้เรามีพื้นที่สีเขียวใหม่ ๆ แทรกตัวเข้าไปในชุมชน ได้ป้ายบอกทางที่ช่วยให้ทุกคนเดินสำรวจย่านอย่างทะลุปรุโปร่ง หรือแม้กระทั่งการออกแบบพื้นที่ถนนและทางเท้าใหม่ในเวอร์ชันที่ปลอดภัยขึ้น และเป็นมิตรกับคนเดินมากขึ้นด้วยทั้งหมดคือเครื่องยืนยันว่างานดีไซน์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองไม่น้อยไปกว่าโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ อย่างที่เราได้เห็นจากสารพัดโปรเจกต์งานออกแบบในเทศกาลฯ ที่ถูกต่อยอด พัฒนา นำไปใช้ จนกลายเป็นระบบที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างแท้จริงUrban Ecologyพื้นที่สีเขียวเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศเมืองในเมืองที่มีพื้นที่สีเดียวจำกัด การเพิ่มความหลากหลายใน Urban Ecology หรือระบบนิเวศในด้วยสวนเล็กๆ ขนาดกะทัดรัดที่แทรกตัวอยู่ในชุมชนเมืองย่อมเป็นเรื่องดีสำหรับผู้คน นั่นคือที่มาของโปรเจกต์ LongiPark โมเดลพื้นที่สีเขียวรูปแบบใหม่จำนวน 4 แห่งจากฝีมือการแบบของ Shma ซึ่งหยิบเอาประเด็น longevity มาผสานกับความต้องการ third place ของเหล่าคนเมืองในปัจจุบัน โดยพื้นที่สีเขียวแต่ละแห่งนั้นถูกออกแบบมาให้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของตัวขนาด คอนเซปต์ และเป้าหมายในการทดลองประเด็นของเมืองที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของพื้นที่ทั้ง 4 จุด บ้างเป็นพื้นที่ขนาดเล็กที่อยากสร้างบทสนทนาให้กับคน ในขณะที่บางจุดก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็ก ๆ ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็น : Long Rest & Heal คือพื้นที่ป่าขนาดย่อมใจกลางลานคนเมืองLong Play & Learn สวนที่เล่นและเรียนได้พร้อมกันบนถนนอุณากรรณLong Chat พื้นที่พูดคุยที่อยากกระตุ้นปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนรอบบ้านเลขที่ 1Long Share พื้นที่สีเขียวขนาดกะทัดรัดเพียง 5 ตารางเมตรในชุมชนโชฎึกNavigation Systemโครงการออกแบบและจัดทำป้ายบอกทางสาธารณะอีกหนึ่งชิ้นงานที่มีประโยชน์กับผู้คนในเมืองโดยตรงก็คือ Charoenkrung Signage & Wayfinding โปรเจกต์พัฒนาพัฒนาระบบป้ายและการสื่อสารในพื้นที่สาธารณะของย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง CEA และ SATARANA โดยมีเป้าหมายเพื่อทำป้ายที่ให้ข้อมูลชัดเจน เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้คน โครงการนี้นอกจากจะเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและเหล่านักเดินที่อยากสำรวจย่านอย่างทั่วถึงแล้ว ยังช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้คนทั่วไปที่ผ่านไปผ่านมา ทั้งในแง่การเดินทางและการเชื่อมต่อพื้นที่ภายในย่านอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ของย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แน่นอนว่านี่ยังเป็นต้นแบบที่พร้อมขยายผลไปสู่ย่านอื่น ๆ ในเมืองได้ในอนาคตอีกด้วยSafety Infrastructureทวงคืนเขตพื้นที่ปลอดภัยบนเกาะกลางถนนหลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าโปรเจกต์ดีไซน์จะสามารถยกระดับความปลอดภัยในเมืองได้เหมือนกัน โดยผลงานอย่าง ‘Curbscape ขอบทัศน์’ ได้เปลี่ยนเกาะกลางถนนที่เชื่อมระหว่างลานคนเมืองกับถนนอุณากรรณ-ศิริพงษ์ ให้กลายเป็น ‘เขตพื้นที่ปลอดภัย’ ด้วยการขยายขอบทางเท้าชั่วคราว ทาสีเน้นทางม้าลาย ทำทางลาดขึ้น-ลงเกาะกลาง และจัดระยะพื้นที่ปลอดภัยใหม่ด้วยเสากั้น เพื่อให้เดินและปั่นจักรยานเชื่อมจากเกาะกลางไปลานคนเมืองและศาลาว่าการ กทม. ได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุดซึ่งการจัดผังใหม่นี้นอกจากจะช่วยแก้ปัญหารถจอดล้อมหัวเกาะแล้ว ยังช่วยเพิ่มมุมมองของคนขับและคนข้ามถนน ลดระยะการข้ามถนน พร้อมสร้างมุมพักคอย ที่นั่ง และพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ สำหรับนักเรียนและคนเดินเท้าภายในย่าน เป็นการทดลองทวงคืนพื้นที่ในชีวิตประจำวัน และชวนตั้งคำถามว่าพื้นที่เล็ก ๆ ริมถนนจะปลอดภัยและเป็นมิตรกับคนได้แค่ไหน
08 มิ.ย. BBBB
ฟังเพลง จิบกาแฟ ขุดแผ่นไวนิล และซ้อมดนตรี ในสนามเด็กเล่นที่สร้างขึ้นให้ศิลปินรุ่นใหม่โดยเฉพาะ
แม้จะได้ชื่อว่า “ไลฟ์เฮาส์” แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่ดนตรี โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล Bangkok Design Week 2026 ที่ทั้งอาคารจะอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมมากมาย ทั้งงานทอล์ก แสดงดนตรี จิบกาแฟ ชิมมัตฉะ ขุดแผ่นไวนิล หรือจะชวนเพื่อนมาซ้อมดนตรีด้วยกันก็ยังได้!ย้อนกลับไปเมื่อปี 2025 Marshall Livehouse เปิดตัวขึ้นในฐานะ Music and Community Space ที่รองรับกิจกรรมอันหลากหลายสำหรับเหล่าศิลปินรุ่นใหม่“เรามองว่า จริง ๆ แล้วพื้นที่ของเรามันก็เป็นเหมือน playground หรือพื้นที่ปลดปล่อยของศิลปิน โดยที่จุดประสงค์ตั้งต้นของเราเลยคือ Marshall Livehouse ต้องการซัพพอร์ตศิลปินรุ่นเล็กที่เราเรียกว่า local grassroots artist หรือ emerging artist เป็นพิเศษ เพื่อให้เขามีโอกาส มีห้องซ้อม มีพื้นที่แสดงดนตรี และสามารถเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องดนตรีในระดับ world-class ได้ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีพื้นที่ให้เขาสามารถจัดแสดงผลงาน ทำนิทรรศการ หรือเวิร์กช็อปต่างๆ ได้เช่นกัน”แพน – หทัยชนก อรรถบุรานนท์ Head of Music & Culture เล่าถึงจุดเริ่มต้นและสิ่งที่ Marshall Livehouse ได้ตระเตรียมไว้ให้ศิลปินหรือใครก็ตามที่มีใจรักในเสียงดนตรีได้เข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่แห่งนี้ พอดิบพอดีกับวาระที่ BKKDW เวียนมาอีกครั้ง“พอเราพยายามคิดหาคำที่จะนิยามจุดยืนของ Marshall Livehouse ทำให้เรานึกถึงคำว่า ‘เสียงในหัว’ ซึ่งถ้าพูดในมุมของคนทำงานสร้างสรรค์ สิ่งนี้มันเป็นเหมือนกระบวนการในการคิด พัฒนาไอเดีย แล้วก็การทะเลาะกับตัวเอง เพราะก่อนที่เราจะได้ผลิตผลงานศิลปะออกมาสักชิ้น เราต้องพูดคุยกับตัวเองเยอะมาก เป็นธรรมชาติของคนทำงานศิลปะทุกคน”คำว่า ‘เสียงในหัว’ นี้จึงได้ถูกพัฒนาต่อเป็นคอนเซปต์ ‘Unbridle the Voice in Your Head ปลดพันธนาการ ปล่อยเสียงในหัว’ ซึ่งตั้งใจสื่อถึงพื้นที่ที่ทุกคนสามารถปลดปล่อยเสียงในหัวออกมาได้อย่างเต็มที่ ผ่านทั้ง 6 กิจกรรมที่ถูกออกแบบให้งานนี้โดยเฉพาะDig & Drip – When vinyls meet slow coffee การรวมตัวของร้านแผ่นเสียงอิสระและนักสะสม ที่เปิดให้ทุกคนได้เข้ามา ‘Dig’ เพื่อค้นหาแผ่นไวนิลหายาก ตั้งแต่อัลบั้มคลาสสิกไปจนถึงเพลงนอกกระแส พร้อมจิบกาแฟสโลว์บาร์เคล้าดนตรีงจากแผ่นเสียงTALK SESSION “TAPE DJ 101” & DJ SHOWCASE งานทอล์กว่าด้วยวัฒนธรรมเทป และการเล่นเทป โดย DJ TAPE JAM ดีเจผู้เลือกเปิดเทปเพื่อสร้างประสบการณ์ดนตรีรูปเเบบใหม่บนเวทีTHAI MATCHA WORKSHOP WITH JAZZ VINYL SHOWCASE เวิร์กช็อปเปิดให้ทุกคนได้ทดลองชิมและสร้างสรรค์เมนูของคุณเองด้วย 19 เบสวัตถุดิบไทยคุณภาพ พร้อมไลฟ์จาก DJ ที่จะทำให้ทุกการชิมสนุกขึ้นไปอีกขั้นLive Performance ‘Unbridle the Voice in Your Head’ ตารางการแสดงดนตรีที่อัดแน่นตลอดทั้งเทศกาล ซึ่งพยายามหยิบจับเอาแนวดนตรีที่ที่หลากหลายมานำเสนอให้ทุกคนได้รับฟัง เช่น KANEHBOS X NIRAMIT ที่จับคู่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานอย่างแคนและพิณ เป็นต้นFree Jam โซนห้องซ้อมดนตรีที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าไปลองเล่น ลองซ้อมกันได้ โดยจะเปิดให้บริการแบบ first come first serve Unbridled Exhibition by FCCK จัดแสดงผลงานการออกแบบลำโพงและแอมป์ Marshall คอลเล็กชันพิเศษในวาระตรุษจีน โดยศิลปินจากเฉิงตูอย่าง FCCK พร้อมเปเปอร์เวิร์กชอปในธีมเดียวกันจาก Pineapple Print Press“ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่เป็นอีเวนต์ที่เราทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าจะมีอะไรยากคงเป็นเรื่องการคิวเรตให้ร้อยเรียงไปกับ BKKDW ให้มากที่สุด เพราะเราอยากนำเสนอศิลปินในฐานะศิลปินจริง ๆ ให้เคนได้เห็นและเข้าใจผลงานของเขา ไม่ใช่มาฟังเพลงแล้วสนุกอย่างเดียว“ปัจจุบันไทยเรามีวงที่เป็น emerging artist เยอะมากอยู่แล้ว ถึงแม้แฟนเบสของแต่ละศิลปินอาจจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่ถ้าเปรียบเทียบในระดับภูมิภาค ส่วนตัวเรามองว่าด้วยความง่ายๆ และเปิดกว้างของคนไทย ทำให้ฐานคนฟังในประเทศไทยมีความหลากหลายแล้วก็เปิดรับแนวดนตรีใหม่ ๆ ค่อนข้างมาก ดังนั้นในอนาคตก็คิดว่ามันน่าจะสนุกขึ้นอีกเรื่อย ๆ ค่ะ”ดูข้อมูลเพิ่มเติมของ Marshall Livehouse ได้ที่:https://www.bangkokdesignweek.com/en/bkkdw2026/program/142265
10 มี.ค. BBBB
แจกแผนเที่ยว BKKDW สำหรับมือใหม่ วันเดียวเก็บครบ 4 ย่าน เดินทางฟรีด้วย BKKDW Shuttle Service
เห็นแผนที่ Bangkok Design Week 2026 แล้วหลายคนอาจตกใจกับความแน่นของโปรแกรม ย่านนู้นก็ดี โซนนี้ก็เด็ดเกินจะตัดใจได้ ไม่รู้ต้องเริ่มต้นจากไหน ต้องเดินทางยังไงถึงจะเก็บได้ครบไม่ต้องกังวลไป! เพราะเราได้ทำแผนเดินทางมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ที่สำคัญคือเดินทางสะดวก เที่ยวได้ครบทั้ง 4 ย่าน แบบสบายๆ เพราะเราจัดรูทมาให้ตามเส้นทางเดินรถ BKKDW Shuttle Service ซึ่งเราสามารถ hop-on hop-off ได้ฟรี ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตลอดช่วงเทศกาลฯ เลย! (รถออกทุกๆ 30 นาที) ต่อให้มีเวลาแค่วันเดียว ก็ยังเที่ยวได้แบบไม่เร่ง ไม่หลง และไม่เหนื่อยเกินไป แน่นอนหมดห่วงเรื่องการเดินทาง เหลือแค่เดินดูงาน ชมดีไซน์ และสนุกกับเมืองไปทีละสเต็ปเพราะฉะนั้นแค่เตรียมตัว เตรียมใจ กดเซฟแพลนนี้ไว้ แล้วออกไปเที่ยว Bangkok Design Week กันได้เลย 🚌✨📍 อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง จะเที่ยว BKKDW ทั้งทีก็ต้องเริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางของเทศกาลฯ ซึ่งมีทั้งงานจัดแสดงจากแบรนด์ Marionsiam ซึ่งตั้งใจนำเสนอแนวทางใหม่ในการนำเศษผ้าที่เหลือจากกระบวนการตัดเย็บมาผลิตเป็นชิ้นงานที่ต่างไปจากเดิม รวมถึงบูธจากหน่วย Canva กู้ภัยดีไซน์ฉุกเฉิน ที่จะมาช่วยกระตุ้นชีพงานดีไซน์ระยะวิกฤติให้กลับมาปัง ไปจนถึง Creative Market ตลาดนัดสร้างสรรค์ ที่รวบรวมงานดีไซน์มาให้ช้อปปิ้ง📍 TCDC กรุงเทพฯยังไม่ต้องออกไปไหนเราก็สามารถเดินต่อมายัง TCDC ซึ่งมีโปรแกรมมากมายหลากชาติให้เลือกชม ไม่ว่าจะเป็น LAHI (Heritage): The Philippine Fashion Exhibition งานแสดงแฟชั่นที่เฉลิมฉลองศิลปะ งานหัตถศิลป์ และนวัตกรรมของฟิลิปปินส์ และใครที่สนใจน้ำหอม อย่าพลาดงานศิลปะในรูปแบบอินเทอร์แอคทีฟ ART IN BLOOM – DAISY MARC JACOBS MURAKAMI ส่วนสายทำอาหาร เราชวนไปดู ‘ปรุงอย่างมีสไตล์ และใช้ชีวิตได้อย่างยั่งยืน’ งานดีไซน์ครัวยุคใหม่โดยแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง MEX ที่กระตุ้นให้ครัว/การทำอาหารเป็นเรื่องใกล้ตัว และยังสะท้อนเรื่องความยั่งยืนได้📍 HAY Bangkokเดินออกจาก TCDC กรุงเทพฯ ไปทางประตูหลังที่เชื่อมกับซอยเจริญกรุง 32 แล้วตัดผ่านโครงการ Warehouse 30 แวะชมงานจัดแสดงในหลากหลายแกลเลอรี่ไปถึงด้านหน้า HAY Bangkok ก็จะพบกับอีกหนึ่งโปรแกรมไฮไลต์อย่าง LongiPark! – Long Share สเปซที่ชวนให้เราเข้าไปนั่งพักผ่อน พักขา และสนทนากับผู้คน📍 Mad Sugarเติมพลังมื้อเที่ยงกันที่ร้านพาสต้าโฮมเมดเส้นสดในซอยเจริญกรุง 26 ที่มีโปรโมชันพิเศษสำหรับเทศกาล BKKDW โดยเฉพาะ รับส่วนลด 10% สำหรับเมนูคราฟต์โคล่าเย็นชื่นใจ🚌 ขึ้น shuttle bus จากป้าย ‘The Corner House’ ไปลงที่ป้าย ‘ไปรษณียาคาร’📍 Yellow Sunday Film ก่อนจะเริ่มตะลุยเที่ยวปากคลอง ชวนมาเยี่ยมร้านล้างฟิล์มที่ไม่ต้องมีกล้องฟิล์มก็มาได้ เพราะที่นี่มีกล้องให้ยืมฟรี พร้อมโปรโมชันฟิล์มราคาพิเศษ เฉพาะช่วงงาน BKKDW เท่านั้นนะ📍 ตลาดองค์กรการตลาด – ตลาดยอดพิมานกล้องพร้อม คนพร้อม เริ่มต้นหมุดหมายแรกในย่านปากคลองที่เต็มไปด้วยดอกไม้บนแผง แถมยังมีโปรแกรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับดอกไม้ให้เราได้สัมผัสในหลายมิติทั้ง Flower Garden 02 งาน installation art ที่เกิดจากการตีความเรื่องดอกไม้ออกมาเป็นงานศิลปะรูปแบบต่าง ๆ และ Flower Garden 02 นิทรรศการสตรีทอาร์ตโดยศิลปินรับเชิญ ที่อยากชวนผู้คนเข้ามาสำรวจย่านปากคลอง และเชื่อมโยงคนในพื้นที่ให้ใกล้ชิดกับศิลปะมากขึ้น📍 ถนนจักรเพ็ชรเลี้ยวกลับออกมาบนถนนเส้นหลักของปากคลองตลาด ตามเก็บผลทดลองจากโปรเจกต์ Pop-Ups in the Alleys ทั้ง 6 ชิ้นที่ตั้งใจปลุกตรอกเล็ก ๆ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวของผู้คน ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และบรรยากาศเฉพาะของแต่ละชุมชน📍 Farm to Table Hideout เดินเข้าซอยไปชิมเจลาโตรสดอกไม้จากปากคลองตลาดที่ครีเอตขึ้นเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ และชมการจัดแสดงผลงานภาพวาดของศิลปิน WoodyWind จากอีเวนต์ live painting พร้อมดนตรีในสวน📍 ไปรษณียาคารเดินกลับไปยังป้าย shuttle service ของเรา แล้วแวะชม Weaving Bloom งานศิลปะที่ถ่ายทอดสีสันของปากคลองตลาดผ่านการถักทอผ้าสีสันสดใสให้กลายเป็นดอกไม้ช่อโต ส่วนใครที่แวะไปในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2025 อย่าลืมแวะไปดูอีเวนต์ Pop-Up Harmony งานแสดงดนตรี และ live painting จากศิลปิน WoodyWind🚌 ขึ้น shuttle bus จากป้าย ‘ไปรษณียาคาร’ ไปลงที่ป้าย ‘พิพิธบางลำพู’📍 ห้างนิวเวิลด์เดินทางต่ออีกนิดเพื่อไปชมงาน ระบัดแสง – New World New Pulse ผลงาน kinetic sculpture ที่จะพาคุณไปสัมผัสกับความรื่นเริงอันเป็นภาพจำของย่าน และ 8+1 Circuit of Stories นิทรรศการศิลปะจัดวางที่ถอดรหัสและนำเสนอเรื่องราวของย่าน เชื่อมโยงจากอดีตสู่ปัจจุบัน📍 สวนสันติชัยปราการกลับมาชมสวนริมน้ำในยามค่ำคืนที่สว่างสไวไปด้วยแสงสีจากงาน จากป้อมสู่ป้อม – BANGLAMPHU PLAYING HISTORY ซึ่งจะพาเราไปรู้จักย่านบางลำพูในรูปแบบเกม 8-bit และ Banglamphu Re:Craft นิทรรศการที่ชูศักยภาพของชุมชนบางลำพู ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง📍 ข้าวต้มบวร / ข้าวต้มเพ่งเพ้ง ต้นตำรับ บางลำพู แวะเติมพลังมื้อเย็นกันที่สองร้านข้าวต้มดังแห่งย่านบางลำพู ซึ่งทั้งสองร้านเข้าร่วมกิจกรรม “เดินกิน BINGO” ใครที่รับสมุดจาก Info Center ประจำย่านมาแล้วอย่าลืมสะสมแต้มให้ครบ แล้วไปรับของรางวัลพิเศษ BKKDW2026 กันด้วยนะ!🚌 ขึ้น shuttle bus จากป้าย ‘พิพิธบางลำพู’ ไปลงที่ป้าย ‘Swinghood’📍 Book & Bar By ไสใส SAISAI กินคาวแล้วก็ต้องตามด้วยหวาน แวะไปชิมขนมหวานกับเมนูพิเศษ ซึ่งพัฒนาเมนูจากการตีความเนื้อหาและบรรยากาศที่ปรากฏในหนังสือ 📍 ลานคนเมือง อิ่มแล้วก็เดินกลับมาที่ไฮไลต์ของย่านพระนครอย่างลานคนเมือง ชมสองโปรแกรมที่หยิบเอาสเปซลานกว้างมาแปลงโฉมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น People Pavilion by Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee สถาปัตยกรรมสาธารณะที่ต่อยอดเสาไฟเดิมให้กลายเป็นพาวิลเลียนของคนเมือง รวมถึง LongiPark! – Long Heal สวนป่าขนาดย่อมที่อยากชวนให้คนเมืองเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติมากขึ้น📍 ท่าเตียนโปรแกรมสุดท้ายถ้ายังไม่หมดแรงจนเกินไป อยากชวนขึ้น Muvmi ไปจบวันที่ Temple of Dusk งานศิลปะจัดวางในรูปแบบหอระฆัง ซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงในยามเย็น และส่องสว่างในเวลากลางคืน
05 ก.พ. BBBB
แจกแผนเที่ยว Bangkok Design Week 2026 1 กิโลเมตร 5 สถานที่ 13 โปรแกรมในย่านบางลำพู
ถ้าถามว่า Bangkok Design Week ปีนี้โปรแกรมเยอะแค่ไหน ก็บอกเลยว่าแค่เดินเรียบถนนพระสุเมรุ เลาะคลองย่านบางลำพู-ข้าวสารในระยะเดิน 1 กิโลเมตร เราก็สามารถแวะชมได้ถึง 5 สถานที่ 13 โปรแกรม! แล้วระหว่างทางเราจะได้แวะดูอะไรบ้าง โพสต์นี้มาแจกโพยให้แล้ว แค่เซฟไว้แล้วออกไปเดินตามได้เลย รับรองว่าไม่มีหลง📍สวนสันติชัยปราการบริเวณสวนล้อมรอบป้อมพระสุเมรุ เต็มไปด้วยโปรแกรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Craft Yard Market ตลาดนัดศิลปะและของแฮนด์เมด, จากป้อมสู่ป้อม – BANGLAMPHU PLAYING HISTORY กิจกรรมที่จะพาเราไปรู้จักย่านบางลำพูในรูปแบบเกม 8-bit, Banglamphu Stamp Hunt กิจกรรมสะสมตราประทับพร้อมลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ และ ลาน พบ พาน พาวิลเลียนที่ออกแบบขึ้นเพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นจากชุมชนบางลำพู📍พิพิธบางลำพูพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นประจำย่านบางลำพู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมากมายในเทศกาลปีนี้ ทั้งจุดสะสมสแตมป์ในกิจกรรม Banglamphu Stamp Hunt, เวทีเสวนา The Conversation#1 I ศรัทธา วาไรตี้ ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันของวัด โบสถ์ มัสยิด และศาลเจ้า ที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของย่าน, เวิร์กช็อป Creative Corner ทำความรู้จักชุมชนบางลำพูผ่านการลงมือสร้างผลงานแฮนด์เมด และที่นี่ยังเป็นหนึ่งในจุดจอดเรือไฟฟ้า Banglamphu Special Trip – The Hidden Flow นั่งเรือเที่ยวพร้อมไกด์เด็กบางลำพูในรูปแบบ hop on-hop off ตลอดเส้นทางกว่า 2.5 กิโลเมตร📍ห้างนิวเวิลด์ออกเดินจนสุดถนนพระอาทิตย์ เพื่อไปชมงาน ระบัดแสง – New World New Pulse ผลงาน kinetic sculpture ว่าด้วยความรื่นเริงอันเป็นภาพจำของย่าน และ 8+1 Circuit of Stories นิทรรศการศิลปะจัดวางที่เชื่อมโยงจากอดีตและปัจจุบันของบางลำพูเข้าหากัน📍ทางเดินริมคลองบางลำพูออกจากห้างนิวเวิลด์แล้วตรงข้ามไปฝั่งศาลเจ้าพ่อหนู จะเจอกับทางเดินเลียบคลองบางลำพู ซึ่งมีถึง 2 โปรแกรมจัดแสดงอยู่ตลอดทาง นั่งคือ Canal Glow การจัดแสดง lighting installation ริมคลองบางลำพู และ Mini Pocket Pause จุดพักเล็กๆ ซึ่งสร้างขึ้นจากไอเดีย Mini Pocket Park ที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน 📍ชุมชนบ้านพานถมเดินตรงมาเรื่อยๆ จนถึงสะพานอุษาสวัสดิ์แล้วเลี้ยวเข้าซอยบ้านพานถมไปแค่อึดใจเดียวก็จะได้พบกับอีกหนึ่งผลงานในโปรเจกต์ Mini Pocket Pause – Care Society ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการพัฒนาย่านในอนาคต ตอบโจทย์ทั้งการนั่งพักผ่อนของคนในชุมชน การต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงการเป็นพื้นที่เรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันดูโปรแกรมทั้งหมดในย่านบางลำพูได้ที่: https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=106531
04 ก.พ. BBBB
แจกแผนเที่ยว Bangkok Design Week 2026 10 สถานที่ ระยะทางแค่ 1.5 กิโลเมตร
โปรแกรมย่านปากคลองตลาดใน Bangkok Design Week 2026 ปีนี้นอกจากจะหลากหลายแล้ว ยังกระจายอยู่ทั่วตรอกซอกซอยสุด ๆ ถือเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ออกมารู้จักปากคลองตลาด ถ้าคุณอยากจะเดินแบบชิล ๆ เหงื่อไม่ซึม เรามีเส้นทางแนะนำความยาวแค่ 1.5 กิโลเมตรวน 1 รอบตลาดดอกไม้ ก่อนเดินไปต่ออีกนิด ปิดจบรูทด้วยบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาแบบสบาย ๆ📍ตลาดองค์การตลาด – ตลาดยอดพิมาน เริ่มต้นจากศูนย์กลางปากคลองตลาด ที่นอกจากจะมีดอกไม้สดให้เลือกช้อปกันแน่นขนัดแล้ว ยังมีโปรแกรมงานศิลปะจัดวาง Flower Garden 02 : ROSE ผ่านมุมมองศิลปิน นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ที่มาร่วมกันตีความเรื่องดอกไม้ออกมาเป็นงานศิลปะ และนิทรรศการสตรีทอาร์ต Flower Bloom 02📍บ้านเลขที่ 103 ซอยท่ากลางลัดเลาะเข้าไปในซอยด้านหลังตลาด เช็กอินภาคต่อของ Flower Garden 02 : ROSE อย่าง Flower Garden 01 : In Bloom งาน installation art ที่เกิดจากการตีความเรื่องดอกไม้ออกมาเป็นงานศิลปะรูปแบบต่าง ๆ ในพื้นที่ปากคลองตลาดผ่านมุมมองของเหล่าดีไซเนอร์📍โจ๊กตงนำนิทรรศการสตรีทอาร์ต Flower Bloom 01 ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในร้านโจ๊กชื่อดังประจำย่านปากคลองตลาด📍MISTY MAISON by Flowers in the Mistคาเฟ่ดอกไม้ที่มีทั้งการจัดแสดง Pak Khlong Runflower โดยกลุ่ม Splendour Solis ที่มองว่าปากคลองไม่ใช่แค่ตลาดแต่คือสวนสร้างสรรค์กลางเมือง และยังมีกิจกรรม Pak Khlong Runflower Workshop และ Flower Talk เวทีเสวนาว่าด้วยธุรกิจดอกไม้ในหลากหลายแง่มุม📍บ้านร้านน้ำแข็งตามเก็บงานนิทรรศการสตรีทอาร์ต Flower Bloom 03 ที่เกิดจากความร่วมมือกับ 21/3 Studio โดยเชิญศิลปินมาวาดภาพตามจุดต่าง ๆ ในย่านปากคลองตลาด📍บ้านเลขที่ 230แวะชมงาน Flower Garden 03 อีกหนึ่งจุดของงาน installation art ที่จัดวางอยู่หลายจุดในปากคลอง📍FARM TO TABLE HIDEOUTพักเติมพลังกับเจลาโตรสดอกไม้ ชมผลงานภาพวาดของ WoodyWind จากอีเวนต์ live painting พร้อมดนตรีในสวน📍ถนนจักรเพชรตามหา 6 งานทดลองจากโปรเจกต์ Pop-Ups in the Alleys ที่ปลุกตรอกเล็ก ๆ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวของผู้คน ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และบรรยากาศเฉพาะของแต่ละชุมชน📍พื้นที่ริมน้ำสะพานพุทธจากหัวถนนจักรเพชร เราชวนเดินข้ามถนนผ่านมาทางพื้นที่ริมน้ำสะพานสะพานพุทธ จะได้เจอกับโปรเจกต์ทดลอง Active Walk-Flow เดิน “สวน” สู่ “ย่าน” ที่จะชวนทุกคนมาทดลองเดินในระยะที่เดินได้จากปากคลองตลาด-ทรงวาด และ When Flowers Tell นิทรรศการและแลนด์มาร์กขนาดย่อม นำเสนอเรื่องราวและความหมายของดอกไม้แต่ละชนิดด้วยเทคนิคดอกไม้เคลือบเรซิน📍ไปรษณียาคารถัดมานิดเดียวก็จะเจอกับงาน Weaving Bloom งานศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวและสีสันของชุมชนปากคลองตลาดผ่านการถักทอผ้าสีสันสดใสให้เกิดเป็นรูปทรงดอกไม้ อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของย่านดูโปรแกรมทั้งหมดในย่านปากคลองตลาดได้ที่: https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=50632BANGKOK DESIGN WEEK 2026DESIGN S/O/S ดูโปรแกรมทั้งหมดได้ที่ : https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program29 ม.ค. – 8 ก.พ. 2569 ที่ย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย, พระนคร, ปากคลองตลาด, บางลำพู – ข้าวสาร และพื้นที่อื่น ๆ
04 ก.พ. BBBB
แจกแผนเที่ยว Bangkok Design Week 2026 ตามเส้นบำรุงเมือง กับ 8 สถานที่ ระยะ 1.9 กิโลเมตร
ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านเมืองเก่า แค่ได้เดินดูตึกรามบ้านช่องแถบพระนครก็ว่าสนุกแล้ว แต่ในช่วงเทศกาล Bangkok Design Week ปีนี้ พระนครยังมีอีกหลายมุมให้เข้าไปสัมผัส โพสต์นี้เลยขอแจกแพลนเดินเที่ยวง่าย ๆ บนเส้นถนนบำรุงเมือง ระยะเพียง 1.9 กิโลเมตร ที่จะพาคุณพบกับงานดีไซน์หลากหลายรูปแบบ ท่ามกลางกลิ่นอายคลาสสิกของเมืองเก่า📍ถนนแพร่งนราอดีตย่านการค้าที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนอายุกว่าร้อยปี กลายเป็นพื้นที่ของ ‘ประวัติศาสตร์ บอกเล่า แพร่งนรา’ งานวีดิทัศน์ที่รวบรวมเสียงคนในย่าน ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ 📍Craftsman Roastery at Old Townเดินออกมาทางถนนอัษฎางค์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนบำรุงเมือง มุ่งหน้าเสาชิงช้า ระหว่างทางอย่าพลาด The V.V.I.P. : บุคคลสำคัญ นิทรรศการภาพประกอบที่ชวนสำรวจความหมายของ “บุคคลสำคัญ” ที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา📍The Roots Routesสตูดิโอออกแบบประสบการณ์ทางวัฒนธรรม จับมือกับแบรนด์นักออกแบบกลิ่น Saisalang จัดเวิร์กช็อป เรื่องเล่ากลิ่นเฟื่องนคร พาเดินย่านเฟื่องนคร อดีตย่านราชสำนักและศูนย์กลางการค้า ก่อนถ่ายทอดความทรงจำออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของคุณเอง📍ลานคนเมืองพื้นที่กว้างกลางเมืองที่ถูกแปลงโฉมด้วย 2 ไฮไลต์ ได้แก่ LongiPark! – Long Heal สวนป่าขนาดย่อมเพื่อการเยียวยาใจคนเมือง และ People Pavilion สถาปัตยกรรมสาธารณะที่ต่อยอดเสาไฟเดิมให้กลายเป็นพาวิลเลียนของทุกคน📍เกาะกลางทางเลี้ยว หน้าเสาชิงช้าพื้นที่กลางถนนที่ถูกใช้ต่อยอดเป็นงานดีไซน์ 2 ชิ้น ทั้ง Place to Pause – ภาพสลักย่าน โครงสร้างไม้และอะคริลิกที่ชวนมองอดีตและปัจจุบันของพื้นที่ และ Public Space Design SOS: สถานีนักสังเกตการณ์ ที่ทดลองปิด slip lane เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะชั่วคราวสำหรับนั่งพักและสังเกตเมือง📍เกาะกลางถนนอุณากรรณ–ศิริพงษ์ฝั่งวัดสุทัศน์กับโปรเจกต์ Living Cube งานติดตั้งจากกระเบื้องพลาสติกรีไซเคิลที่ชวนผู้ชมร่วมสร้าง และ Pop-up Library ห้องสมุดชั่วคราวโดย TK Park ที่พาหนังสือออกสู่พื้นที่สาธารณะ📍วังกรมพระสมมตอรพันธุ์ลัดเลาะเข้าตรอกไข่ ไปชม Projecting Future Heritage: A Hong Kong Archive นิทรรศการหมุนเวียนที่รวบรวมแบบร่างสถาปัตยกรรมฮ่องกง ตั้งแต่หลังสงครามจนถึงยุค 1990📍Swinghood: Watana Phanitปิดท้ายด้วย Twilight Journey งานจัดแสดงที่ชวนออกตามหาแสงสุดท้ายของวัน พร้อมพาไปเจอ hidden spot ในตรอกสำราญราษฎร์–ประตูผี และ Spirit of Place: ถนนหนังสือ – ถนนแห่งความรักของเรา นิทรรศการที่นำเสนอหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าจากชุมชนย่านบำรุงเมือง-เฟื่องนคร-วังบูรพา-เวิ้งนาครเขษม ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของวัฒนธรรมหนังสือมาอย่างยาวนาน29 ม.ค. – 8 ก.พ. 2569 ที่ย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย, พระนคร, ปากคลองตลาด, บางลำพู – ข้าวสาร และพื้นที่อื่น ๆโปรแกรมอื่น ๆ ในย่านพระนคร : https://www.bangkokdesignweek.com/en/bkkdw2026/program?date=20260201&nbh=49828
04 ก.พ. BBBB

