ท่านกำลังเยี่ยมชมเทศกาลที่ผ่านมา เยี่ยมชมเทศกาลปัจจุบัน

Open: Looper

Open: Looper โรคระบาดส่งผลต่อความกังวลเรื่องการสัมผัสพื้นผิวต่างๆด้วยมือเมื่อต้องใช้ชีวิตนอกบ้าน โดยเฉพาะมือจับประตูซึ่งเป็นพื้นผิวที่มีการใช้โดยคนหมู่มาก ผู้ออกแบบจึงออกแบบที่เปิดประตูที่สามารถเปิดได้ทั้งมือและเท้า โดยให้รูปทรงโดยรวมเชื่อมสองฟังก์ชั่นเข้าด้วยกัน และพื้นผิวที่จับด้วยมือทําจากไม้ส่วนที่สัมผัสด้วยเท้าผลิตจากเหล็ก และประกอบสองวัสดุเข้าหากันในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของ Flo Exhibition: Continuous Flo แนวคิดเรื่อง Continuous Improvement หรือการพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นมีมาอย่างยาวนาน และมีการใช้อย่างแพร่หลายทั้งในอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ โดยมีจุดประสงค์หลักคือต้องการพัฒนางานที่ทำให้ดีขึ้นทีละนิด ในแต่ละวัน โดยระลึกในใจว่าไม่มีงานใดที่ดีที่สุด จะมีก็แต่งานที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆเท่านั้น แนวคิดนี้หากมีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่ยึดติดกับมาตรฐานเดิมที่เคยทำได้ และคอยมองหาวิธีการใหม่ๆที่จะทำงานของตนเองให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นการทำให้เร็วขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่คุณภาพเท่าเดิมหรือสูงขึ้น หรือเรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพนั่นเอง ซึ่งหลายครั้งแนวคิดนี้ทำให้เกิดการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ และส่งผลให้เกิดวิธีการปฏิบัติงานใหม่ที่ดีกว่าเดิมหลายสิบหลายร้อยเท่า ในขณะเดียวกัน ตามความเห็นของผม แนวคิดนี้อาจยังถูกใช้ในเรื่องของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ได้อีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากนักออกแบบระดับตำนานหลายคนอย่าง Charles and Ray Eames, Jean Prouve หรือ Hans J. Wegner ซึ่งแม้นักออกแบบเองอาจจะไม่ได้กล่าวถึงแนวคิดนี้โดยตรง แต่หลักฐานสำคัญที่ทำให้เรารู้ได้ว่านักออกแบบเหล่านี้มีแนวคิดนี้ในใจ คือ เราจะเห็นได้ถึงงานออกแบบที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่นการออกแบบเก้าอี้สักตัวหนึ่ง แม้ก่อนจะผลิตขายจริงจะมีการทดลองแล้วทดลองอีกเพื่อให้ได้งานออกแบบที่สมบูรณ์ที่สุด แต่เมื่อผลิตขายจริงไปสักช่วงเวลาหนึ่ง ย่อมเจอปัจจัยที่ไม่อาจคาดการได้ เช่นการขาดแคลนวัตถุดิบ การพัฒนาของเครื่องจักรและเทคโนโลยี หรือความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น ทำให้ต้องมีการปรับงานออกแบบให้ดีขึ้นตามสถานการณ์ หากเราศึกษางานเก้าอี้รุ่นนึงของนักออกแบบเหล่านี้ตามช่วงเวลาต่างๆ ก็จะเห็นได้ว่ามีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปเสมอๆ หรือบางครั้งอาจเป็นเพราะนักออกแบบเอง ที่อาจไม่พอใจกับงานของตนที่ออกมาในเวลานั้น และมองเห็นโอกาสในช่องว่างเหล่านั้นที่จะออกแบบงานใหม่ที่แก้ไขปัญหาเดิม หรือแก้ปัญหาใหม่ที่งานออกแบบเดิมยังไม่ได้แก้ หรือแม้แต่เป็นเพียงความพยายามส่วนตนที่จะเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบให้มากที่สุดก็ตาม มากไปกว่านั้น ในงานหลายชิ้นเราจะเห็นได้ถึงการเรียนรู้จากการออกแบบที่ผ่านมา ทำให้งานใหม่ๆที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นดีขึ้นกว่าเดิม หรือต่อยอดจากของเดิม ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังสร้างลายเซ็นเฉพาะของนักออกแบบคนนั้นให้ชัดยิ่งขึ้นอีกด้วย ผลสุดท้ายคือผู้คนก็จะได้ใช้งานที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ นักออกแบบและผู้ผลิตก็จะพํมนาไปข้างหน้า ไม่ว่าจะในแง่มุมไหนล้วนเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ผมเองในฐานะที่เป็นนักออกแบบ พร้อมกับครอบครัวที่มีกิจการโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้หลักการนี้ในการทำงาน จึงพยายามพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นตามความสามารถที่มีเสมอๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานในนิทรรศการนี้จะสามารถเล่าเรื่องราวเหล่านี้ได้ไม่มากก็น้อย