BANGKOK DESIGN WEEK 2026, 29 JAN–8 FEB

A conversation with Sarawut Panhnu, designer of the Bangkok Design Week 2026 Key Visual

เผยแพร่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

114

“ความเป็นไทย” คอนเซปต์ภาพจำชัดที่เราต่างคุ้นตากันเป็นอย่างดี แต่ในภาพจำนี้กลับเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ท้าทายคนออกแบบมาโดยตลอด เพราะสิ่งที่มักจะถูกถามตามหลังมาเสมอก็คือคำว่า “ไทยแบบไหน?” ไปจนถึง “ไทยอย่างไรให้แตกต่าง?” 


และเมื่อโจทย์นี้กลายมาเป็นคีย์หลักร่วมกับธีม ‘DESIGN S/O/S’ ของ Bangkok Design Week 2026 ก็ทำให้เราอยากรู้ทันทีว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบ Key Visual ของเทศกาลฯครั้งนี้อย่าง ‘กอล์ฟ – สราวุฒิ ปานหนู’ เขามีกระบวนการคิดและตีความโจทย์นี้ออกมาอย่างไร 


วันนี้ เราเลยชวนคุณกอล์ฟมาพูดคุยถึงเบื้องหลังการออกแบบ Key Visual ของ Bangkok Design Week 2026 ตั้งแต่การตีความโจทย์ DESIGN S/O/S ที่เขามองว่าเป็นการ ‘ส่งสัญญาณปลุก’ ไปจนถึงการผนวกรวมสไตล์ ‘ไทยป็อป’ ที่เขาถนัด เข้ากับกระบวนการทำงานดีไซน์ ที่เขาออกตัวว่านี่คือการออกแบบ Key Visual อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

ผู้สัมภาษณ์: ก่อนจะคุยกันเรื่อง Key Visual อยากชวนคุณกอล์ฟย้อนอดีตสักหน่อย คุณกอล์ฟเริ่มสนใจงานศิลปะหรือการออกแบบตั้งแต่เมื่อไร


คุณกอล์ฟ: น่าจะสมัยมัธยมต้นเลยครับ ตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองชอบวาดรูป แต่ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรต่อ จนกระทั่งผมย้ายจากกรุงเทพฯ มาอยู่ที่ลพบุรีจังหวัดบ้านเกิดแล้วพบว่า โรงเรียนสายอาชีวะที่นั่นมีการเปิดสอนสาขาวิจิตรศิลป์ด้วย ผมเลยเลือกเรียนสาขานั้นครับ จากนั้นก็มาต่อที่วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ โดยยังคงเลือกเรียนจิตรกรรมไทยประเพณีเหมือนเดิม 


ผู้สัมภาษณ์: จากคนทำงานจิตรกรรมไทยประเพณีมาก่อน คิดว่าปัจจุบันเอกลักษณ์ในงานของคุณกอล์ฟเป็นแบบไหน

คุณกอล์ฟ: ผมเรียกมันว่า “ไทยป๊อป” ครับ เพราะเป็นงานที่มีความป็อป สดใส และร่วมสมัย แต่ยังแอบซ่อนความเป็นไทยอยู่ในรายละเอียดของลวดลายหรือองค์ประกอบ บางชิ้นก็มีลูกเล่นเสียดสี หรือแอบเซอร์เรียลนิด ๆ ตามอารมณ์และบริบทของวันนั้น ถ้าเป็นงานส่วนตัว ผมจะเล่าเรื่องชีวิตประจำวันของตัวเองเลย เอาเหตุการณ์หรือความรู้สึกเล็ก ๆ มาจัดวางอยู่ในภาพหนึ่ง พอจบภาพนั้นก็เริ่มเรื่องใหม่ต่อไป เหมือนบันทึกชีวิตผ่านจิตรกรรมครับ


จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมหันมาทำงานสไตล์นี้หลังจากเรียนจิตรกรรมไทยประเพณีมานาน เกิดขึ้นเมื่อช่วงเจ็ดปีก่อน ตอนนั้นผมย้ายกลับไปที่ลพบุรีแล้วสภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนหมดเลยครับ จากเดิมที่เคยทำงานบูรณะจิตรกรรมในกรุงเทพฯ แต่พอกลับบ้านไปกลับไม่มีวัดให้ทำงานบูรณะเหมือนเดิม เพราะส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของทางกรมศิลป์มากกว่า ประกอบกับช่วงนั้นผมได้กลับมาเจอกลุ่มเพื่อนเก่าสมัยเรียน ทั้งเพื่อนสายเทคนิค เพื่อนที่ทำงานสตรีท พ่นกำแพง หรือทำเพนต์เทรนดี้ ๆ ผมสังเกตว่าทุกคนต่างทำงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องราวของตัวเอง


พออยู่ไปเรื่อย ๆ เราก็เริ่มซึมซับบรรยากาศรอบตัวจนรู้สึกว่าอยากลองเล่าเรื่องราวของตัวเองบ้าง อยากให้ศิลปะมันสะท้อนชีวิตที่เรากำลังใช้จริง ๆ บ้าง ก็เลยเริ่มทดลองเปลี่ยนแนวทางงาน จับสิ่งที่เราชอบมาตีความใหม่ เช่น การ์ตูน หนังสือ หรือเพลงที่เคยฟังตอนเด็ก ๆ รวมกับเทคนิคการเขียนไทยที่เราเรียนมาจากเพาะช่างฯ  ซึ่งเป็นสายจิตรกรรมไทยประเพณีแบบโบราณ ก็เลยได้ทั้งฐานเทคนิคแน่นและพื้นที่ให้เล่นสนุกมากขึ้น

ผู้สัมภาษณ์: แล้วคุณกอล์ฟเริ่มจับงานออกแบบตั้งแต่เมื่อไร

คุณกอล์ฟ: ผมเคยออกแบบปกอัลบั้มเพลงอยู่บ้างครับ แต่จริง ๆ มันไม่ได้ถึงขั้นออกแบบทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการทำอาร์ตเวิร์กร่วมกับทีม อย่างของ ภูมิ วิภูริศ หรือของวง H 3 F รวมถึงฉากเปิดของซีรีส์เรื่อง สาธุ ด้วยครับ ตอนนั้นงานของผมยังเป็นเพนต์ติ้งล้วน ๆ อยู่เลย เรียกว่าวาดบนผ้าใบทั้งหมด ไม่มีงานดิจิทัลเลย พอวาดบนผ้าใบเสร็จแล้วค่อยสแกนความละเอียดสูงส่งต่อให้ทีมงานเอาไปจัดการต่อในขั้นตอนหลัง

หลังจากนั้นก็เริ่มมีแบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาติดต่อให้ทำงานร่วมกัน ผมเลยต้องเริ่มปรับตัว เพราะงานเพนต์บนผืนผ้าใบมันไม่ค่อยตอบโจทย์เวลาเอาไปใช้กับงานแบรนด์เท่าไร เขาต้องใช้ไฟล์แบบเวกเตอร์หรือดิจิทัล เพื่อจะได้ขยายขนาดและใช้งานต่อในหลายพื้นที่ได้ง่ายขึ้น เลยเริ่มหัดทำงานดิจิทัลจากตรงนั้นครับ

ตอนแรกก็เริ่มจากการลองวาดใน iPad ก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับมาใช้โปรแกรมทำไฟล์เวกเตอร์จริงจังมากขึ้น ช่วงนั้นก็มีเพื่อน ๆ มาช่วยแนะนำเทคนิคด้วยครับ ก็เลยค่อย ๆ พัฒนาจากงานเพนต์ติ้งบนผ้าใบ มาสู่งานดิจิทัลที่ยังคงกลิ่นอายของฝีแปรงและความรู้สึกแบบงานเพนต์อยู่

ผู้สัมภาษณ์: แปลว่านี่เป็นครั้งแรกที่คุณกอล์ฟได้ออกแบบ Key Visual เลยใช่ไหม

คุณกอล์ฟ: ไม่ใช่งานแรกที่เคยทำครับ แต่ถือเป็นครั้งแรกที่ทำอย่างจริงจังเต็มรูปแบบขนาดนี้ 

ผู้สัมภาษณ์: คำว่า Key Visual ในมุมมองของคุณกอล์ฟเป็นแบบไหน

คุณกอล์ฟ: จริง ๆ ผมต้องกลับไปทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียกว่า Key Visual เยอะมากเลยครับ ตามความเข้าใจของผม ผมมองว่าการทำสิ่งนี้คือการสร้างภาพรวมของธีมงานหรือออกแบบอารมณ์หลักของโปรเจกต์ และด้วยความที่เราไม่ได้โตมาแบบดีไซเนอร์ กระบวนการคิดของผมเลยต่างจากคนทำงานออกแบบมาตั้งแต่แรก ก็เลยทำงานในแบบตัวเองก่อน คือออกแบบและวางโครงภาพหลักทั้งหมดตามความเข้าใจของเรา

จากนั้นก็หาเพื่อนที่เป็นดีไซเนอร์มาช่วยกัน คือเขาจะเข้ามาจัดองค์ประกอบ กราฟิก และการปรับรายละเอียดให้เข้าที่ มาบอกเราว่าพาร์ทนี้ควรอยู่ตรงไหน อันไหนควรเพิ่ม อันไหนควรลด กระบวนการนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้จากเพื่อนที่เป็นกราฟิกดีไซเนอร์มืออาชีพมากขึ้นว่า โลกของงานออกแบบจริง ๆ เขาทำงานกันอย่างไร คิดแบบไหน

ผู้สัมภาษณ์: พอได้รับโจทย์ ‘DESIGN S/O/S’ คุณกอล์ฟตีความคอนเซปต์นี้อย่างไร และคิดอย่างไรกับคอนเซปต์นี้บ้าง

คุณกอล์ฟ: ตอนเห็นโจทย์ DESIGN S/O/S ครั้งแรก ผมรู้สึกว่ามันพูดถึงการส่งสัญญาณปลุกมากกว่า เหมือนเป็นการส่งเสียงกระตุ้นให้นักออกแบบไทยลุกขึ้นมาคิดและสร้างสรรค์อะไรบางอย่างในแบบของตัวเอง และคนแรกที่ได้รับสัญญาณนั้นก็คือผมเอง ผมก็เลยคิดว่า เอาล่ะ งั้นเราต้องปลุกความคิดสร้างสรรค์ในตัวเราออกมา เริ่มจากสิ่งที่เรามีคือเอาความเป็นไทยมาต่อยอด เพื่อสร้างสิ่งใหม่จากรากความเป็นไทยที่เรารู้จัก

ผู้สัมภาษณ์: คุณกอล์ฟคิดว่า ในวันที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย ‘การออกแบบ’ เป็นเครื่องมือและพลังที่จะช่วย ‘ทำ/ให้/รอด’ อย่างไรได้บ้าง

คุณกอล์ฟ: ถ้าพูดถึงคำว่ารอดในโลกยุคนี้ ผมเชื่อว่าดีไซน์เป็นสิ่งจำเป็นกับชีวิตเรามาตลอด เราอยู่กับมันตั้งแต่จำความได้ ทั้งในสื่อโฆษณา ศิลปะ ไปจนถึงของใกล้ตัวอย่างแก้วกาแฟ ทุกอย่างคือดีไซน์หมด เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากรอดในโลกปัจจุบัน เราต้องเข้าใจคำว่าดีไซน์จริง ๆ

ตอนนี้การมีอยู่ของโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทำให้ความเชยหายไปหมดแล้ว ทุกอย่างขยับเข้าสู่โลกของดีไซน์มากขึ้น ผมคิดว่าคนยุคนี้แทบทุกคนเข้าใจเรื่องเทสต์ เข้าใจเทรนด์ และเข้าถึงดีไซน์ได้ง่ายมาก ๆ จากชีวิตประจำวัน บางทีอาจจะมากกว่าผมด้วยซ้ำ เพราะแค่เปิดมือถือก็เห็นแรงบันดาลใจเต็มไปหมด โลกมันพาเราไปอยู่ในบรรยากาศของดีไซน์โดยไม่รู้ตัว และผมว่าสิ่งนี้แหละครับคือเหตุผลที่ดีไซน์คือทางรอด

ผู้สัมภาษณ์: คุณกอล์ฟคิดว่า ‘ความเป็นไทย’ คืออะไร 

คุณกอล์ฟ: สำหรับผม ความเป็นไทยคือสิ่งใกล้ตัวครับ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลออกไป มันอยู่ในบริบทของชีวิตประจำวันของเราทั้งหมด ถ้าเราไปพยายามหยิบอะไรที่มันไกลตัวเกินไป บางทีมันจะกลายเป็นของที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันจริง ๆ และความเป็นไทยที่อยู่ใกล้ตัวผมก็คือลายไทย หนึ่งในสัญลักษณ์ของความเป็นไทย มันอยู่รอบตัวเรา อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เราเห็นมาตลอดชีวิต 

ผู้สัมภาษณ์: ถ้าอย่างนั้นความเป็นไทยของคุณกอล์ฟเป็นรสชาติแบบไหน

คุณกอล์ฟ: ผมว่าคงเป็นรสเรนโบว์ครับ (หัวเราะ) คือมันมีหลายรสชาติในตัวเอง ตอนนี้อาจจะเป็นรสนี้ แต่ปีหน้าอาจจะเปลี่ยนไปอีก เพราะงานของผมมันไม่เคยตายตัว มันเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและบริบทของสังคม เหมือนรสชาติชีวิตที่บางทีก็หวาน ขม หรือเผ็ดขึ้นเรื่อย ๆ แต่สำหรับตอนนี้ งานนี้ ปีนี้ ผมว่าน่าจะเป็นรสเรนโบว์ สดใส หวาน นัว ๆ สนุก ๆ หน่อยครับ

ผู้สัมภาษณ์: ก่อนเริ่มออกแบบ คุณกอล์ฟมีวิธีตีโจทย์ ‘DESIGN S/O/S’ ให้เชื่อมกับ ‘ความเป็นไทย’ อย่างไรบ้าง

คุณกอล์ฟ: ก่อนเริ่มงานนี้ผมได้รีเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับงานของปีที่แล้วครับว่าเขาเล่นในมุมไหนไปแล้วบ้าง เพราะปีที่แล้วเขาก็พูดถึงความเป็นไทยไปพอสมควร ปีนี้ผมเลยอยากตีความในมุมของตัวเองมากขึ้น เอาความเป็นไทยที่ผมอยู่กับมันมานานกว่าสิบปี ทั้งลวดลาย วัฒนธรรม หรือบรรยากาศของผู้คนรอบตัวมาดัดแปลงให้ร่วมสมัยขึ้น แล้วใส่ความเป็นผมลงไป เพื่อให้มันสนุกขึ้น และยังเชื่อมกับสังคมรอบข้างในตอนนี้ด้วยครับ 

ผู้สัมภาษณ์: จากการตีความสู่การออกแบบจริง ช่วยเล่ากระบวนการดีไซน์คอนเซปต์นี้ให้ออกมาเป็น Key Visual ให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ

คุณกอล์ฟ: ผมเริ่มจากการรีเสิร์ชคำว่าดีไซน์ก่อนเลย (หัวเราะ) อย่างที่เล่าไป คือผมไม่ได้โตมากับงานดีไซน์โดยตรง พอศึกษาไปก็พบว่าดีไซน์คือการวางแผนชีวิตในแบบหนึ่ง มันเลยทำให้ผมมองกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองแห่งการดีไซน์ผ่านเรื่องราวของผู้คนมากมายหลายอาชีพ ผมเลยหยิบภาพเหล่านี้มาใส่ใน Key Visual และใช้มุมมองแบบของผมเองใส่ความเป็นไทยเข้าไปในงานด้วย

ถ้าสังเกตทุกคนจะเห็นว่าใน Key Visual มีลายไทยซ่อนอยู่ แต่ไม่ใช่แบบตรงไปตรงมา มันแฝงอยู่ในองค์ประกอบของภาพ เหมือนกับในอดีตที่ลวดลายเหล่านี้เคยแฝงอยู่ในบริบทของสังคมไทยอยู่แล้ว ผมแค่นำมาดัดแปลงใหม่ให้อยู่ในภาษาร่วมสมัยมากขึ้น กระบวนการทำงานก็จะเริ่มจากผมคิดคอนเซปต์และสเก็ตช์องค์ประกอบหลัก ๆ ออกมา แล้วค่อยจัดเรียงกับทีมดีไซเนอร์มืออาชีพอีกสองคน เพื่อให้ทุกอย่างออกมาเป็น Key Visual ที่ลงตัวที่สุดครับ

ผู้สัมภาษณ์: ใน Key Visual ครั้งนี้ มีคาแรกเตอร์ตัวไหนที่คุณกอล์ฟชอบเป็นพิเศษไหมคะ 

คุณกอล์ฟ: จริง ๆ ไม่มีคาแรกเตอร์ตัวไหนที่ผมชอบเป็นพิเศษเลย เพราะทั้งหมดคือผู้คนในพื้นที่สร้างสรรค์ของเมืองไทยที่มีชีวิตอยู่จริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครสมมติครับ ผมเลยชอบทุกคน (หัวเราะ) ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นลายไทยผุดขึ้นมาจากพื้นหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพ ดังนั้นถ้าจะบอกว่าอันไหนคือคาแรกเตอร์ก็คงจะเป็นลายไทยนี่แหละครับที่เป็นคาแรกเตอร์ของงานนี้ แต่ถ้าจะให้พูดถึงองค์ประกอบที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจ ก็อาจจะเป็นภาพของ ‘คนวิ่ง’ ครับ มันดูเข้ากับยุคนี้ดี เป็นภาพของการเคลื่อนไหว การมีชีวิต สะท้อนถึงการออกแบบที่ไม่ได้อยู่แค่ในชิ้นงาน แต่อยู่ในวิถีชีวิตของคนทุกคนครับ

ผู้สัมภาษณ์: สุดท้ายนี้ อยากให้คุณกอล์ฟทิ้งท้ายถึงคนที่จะมางาน Bangkok Design Week 2026

ครั้งนี้หน่อย คุณคิดว่าพวกเขาจะได้เจอกับอะไรบ้างคะ

คุณกอล์ฟ: ผมว่าทุกคนจะได้เจอกับผลงานสนุก ๆ และได้สัมผัสรสชาติของความเป็นไทยในแบบที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน มันอาจจะเป็นรสชาติใหม่ ซึ่งบางคนอาจชอบ บางคนอาจไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไรเลยนะครับ เพราะผมมองว่ามันควรจะเปิดพื้นที่ให้คนได้รู้สึกต่างกันอย่างสบายใจ ส่วนปีหน้ารสชาติของเทศกาลนี้ก็อาจจะเปลี่ยนไปอีก แต่สิ่งที่ผมคิดว่าไม่เปลี่ยนไปแน่ ๆ ก็คือความสนุกของการได้สร้างสรรค์และได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ในทุกปีครับ

#BKKDW2026

#BangkokDesignWeek

#DESIGNSOS



แชร์