Thailand Creative House รวม 50 โชว์เคส เปิดพื้นที่เจรจาธุรกิจ เตรียมปิดดีลให้ดีไซเนอร์ไทยได้ส่งออกต่างประเทศ
หากคุณเดินเที่ยวชมงานออกแบบใน Bangkok Design Week 2026 จนจุใจแล้ว อย่าลืมไปสำรวจ 50 โชว์เคสของดีไซเนอร์ใน Thailand Creative House ที่นอกจากจะเปิดให้ผู้ร่วมงานเข้าไปช้อปปิ้งกันได้แล้ว ยังมีเซสชั่นการเจรจาทางธุรกิจกับคู่ค้าจากต่างประเทศอีกด้วย“ที่ผ่านมาใน Bangkok Design Week เราจะเห็นกิจกรรมด้านธุรกิจเกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่น Creative Market ซึ่งปีที่แล้วจัดอยู่บริเวณ TCDC ชั้น 5 แต่ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มี buyer จากต่างประเทศเข้ามาอย่างจริงจัง”ตั๋ง–ภควัต วงศ์ไทย นักพัฒนากลยุทธ์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์อาวุโส สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เล่าถึงพัฒนาการและเป้าหมายของ Thailand Creative House ในปีนี้“ก่อนหน้านี้เราเน้นเรื่องการโชว์เคส เพราะผู้ประกอบการหรือดีไซเนอร์ที่ทำสินค้า บางรายอาจจะมีชิ้นงานขนาดเล็กเมื่อเทียบกับ installation ใหญ่ๆ ทำให้การมองเห็นน้อยลง Thailand Creative House จึงพยายามรวบรวมโปรดักต์เหล่านี้ให้มาอยู่รวมกัน ทำให้คนมองเห็น และดึง buyer ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศเข้ามาเจรจาธุรกิจโดยตรง เพราะปีนี้เราพยายามจะทำให้เกิด Business Matching มากขึ้น”โดยภายในโปรแกรมนี้จะแบ่งย่อยได้เป็น 3 ส่วนคือ Showcase จัดแสดงสินค้าและบริการจาก 50 แบรนด์ ซึ่งเปิดให้ผู้ร่วมงานสามารถเข้ามาช้อปปิ้งสินค้าที่ชื่นชอบได้, Business Matching การเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ และสุดท้ายคือ Festival Tour for Business กิจกรรมทัวร์เทศกาลและเยี่ยมชมสตูดิโอสำหรับผู้ซื้อที่สนใจ“ในแง่การจับคู่ทางธุรกิจ เราเริ่มจากส่ง Business Directory ไปให้ทาง buyer ดูล่วงหน้า เพื่อให้เลือกว่าต้องการคุยกับใคร ในขณะเดียวกันทีมเราก็ช่วยจับคู่ให้ด้วย เพราะผู้ประกอบการทุกคนที่มาร่วมต้องได้ประโยชน์ ซึ่งทางเราสนับสนุนค่าเดินทางและที่พักให้กับทาง buyer และจะมีการจัดโต๊ะเจรจาธุรกิจจริงจังในระหว่าง Business Matching ทั้งหมด 2 วันเต็ม (5-6 กุมภาพันธ์) เป็น session ยาวตลอดวัน”สำหรับผู้เข้าชมงานทั่วไปก็ขอให้ติดตามเพจ BKKDW ไว้ให้ดี เพราะอีกเดี๋ยวก็จะมีการเผยแพร่ Business Direstory ออกมาให้ทุกคนได้ดูเช่นกัน เผื่อว่าใครอยากวางแผนช้อปปิ้ง หรือติดต่อซื้อขายในระดับ B2C กับเหล่าแบรนด์และดีไซเนอร์ในโชว์เคส“ส่วน Festival Tour for Business เกิดขึ้นเพราะเราอยาก กระจายโอกาสให้ Exhibitor รายอื่นๆ ด้วย เราดังนั้นหลังจากเจรจาธุรกิจและดูโชว์เคสแล้ว เราจะพา buyer ออกไปดูงานในพื้นที่อื่นๆ จัดรูททัวร์ขึ้นมาเพื่อให้เขาได้ไปดูธุรกิจหรือนักสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ ซึ่งถ้ารายไหนสนใจสามารถติดต่อ exhibitor รายนั้นต่อได้เลยครับ”ท้ายที่สุดแล้ว งานออกแบบ ศิลปะ และธุรกิจ คือสิ่งที่แยกขาดจากกันไม่ได้ เพราะเรายังต้องการโอกาสในการต่อยอดกจากงานศิลปะจัดวาง งานประติมากรรม หรืองานออกแบบใดๆ ให้ได้เชื่อมต่อไปสู่ตลาดที่มีความต้องการตรงกัน“เพราะสุดท้ายแล้ว วงการจะรันได้ มันต้องอาศัยการแรงขับเคลื่อนจากภาคธุรกิจ ต้องมีรายได้ ต้องเกิดการจ้างงาน ซึ่งที่ผ่านมา CEA ก็เลยพยายามพัฒนากิจกรรมมาตลอด ปีนี้เราพยายามขยายกิจกรรมให้ใหญ่และกระจายตัวมากขึ้น ส่วนปีต่อไปก็มองเป็นแฟร์ขนาดใหญ่ เหมือน London Design Fair ที่เป็นส่วนหนึ่งของ London Design Festival ซึ่งพอมันเป็นแฟร์ปุ๊บ เราจะรู้เลยว่านี่คือด้านธุรกิจล้วนๆ สำหรับคนที่อยากต่อยอดงานไปสู่สเกลธุรกิจจริงๆ”ดูข้อมูลเพิ่มเติมของ Thailand Creative House ได้ที่: https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program/150559
สนทนากับ Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research ในวันที่เสาไฟ ผ้าตาข่าย และลานคนเมืองกลายเป็นสถาปัตยกรรมของผู้คน ใน Bangkok Design Week 2026
ถ้าจะพูดถึง “การออกแบบเพื่อรอด” กรุงเทพฯ น่าจะเป็นหนึ่งในเมืองที่มีสไตล์การเอาตัวรอดชัดเจนที่สุด เราเห็นมันผ่านผ้าใบกันแดดหน้าแผงลอย รถที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของร้านค้า หรือเรือที่แปลงตัวเองเป็นสะพานข้ามคลอง สิ่งเหล่านี้สะท้อนสัญชาตญาณของคนเมืองที่หาทางอยู่กับข้อจำกัด จนบางครั้งเราลืมไปว่ามันคือ “การออกแบบ” รูปแบบหนึ่งJenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research คือสตูดิโอของ เจอร์รี่ หง (Jenchieh Hung) และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี สองสถาปนิกที่ทำงานควบคู่ไปกับบทบาทของอาจารย์ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันเส้นทางการทำงานของทั้งคู่ก็ผ่านประสบการณ์ในต่างประเทศมายาวนาน ตั้งแต่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน ไปจนถึงการร่วมงานกับสตูดิโอระดับโลกอย่าง Renzo Piano Building Workshop และ Kengo Kuma & Associates ก่อนจะกลับมาร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอด้วยกันที่กรุงเทพฯสำหรับ Bangkok Design Week 2026 พวกเขาเลือกสำรวจภาษาของเมืองผ่านสิ่งธรรมดาที่เรามองข้าม ตามปณิธานประจำสตูดิโอที่เชื่อว่า ก่อนจะออกแบบอะไรสักอย่าง เราต้องเข้าใจบริบทรอบข้างให้ดีเสียก่อน จนกลายมาเป็น High Line Bangkok โปรเจกต์ People Pavilion หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานครพวกเขาใช้เพียงผ้าตาข่ายสีขาวและเขียวขึงเข้ากับเสาไฟเดิมในพื้นที่ เปลี่ยนลานร้อนกลางเมืองให้กลายเป็นพื้นที่พักพิงที่มีทั้งร่มเงา ลม และบรรยากาศใหม่ให้ผู้คนอยากเข้ามาใช้งาน กลางวันคือที่นั่งเล่น กลางคืนคือพื้นที่ที่แสงไฟไหลผ่านเส้นผ้าอย่างนุ่มนวล แม้งานจะถูกรื้อถอนหลังจบเทศกาลฯ ไปแล้ว แต่ก็ยังทิ้งคำถามสำคัญเอาไว้ว่า สิ่งที่เราเดินผ่านทุกวันนั้น อาจเป็นอะไรได้มากกว่าที่เคยคิดวันนี้ เราอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปสำรวจจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ ผ่านบทสนทนากับเจอร์รี่และกุลธิดา ถึงกระบวนการทำงาน วิธีคิดเรื่องเมืองและผู้คน ไปจนถึงบทบาทของงานออกแบบในวันที่เมืองเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวันสำหรับ HAS design and research สถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่การสร้างอาคาร แต่คือการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ และบริบทรอบตัว เส้นทางของทั้งเจอร์รี่และกุลธิดาจึงค่อย ๆ หล่อหลอมผ่านประสบการณ์การทำงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน ไปจนถึงการร่วมงานกับสตูดิโอระดับโลกอย่าง Renzo Piano Building Workshop และ Kengo Kuma & Associates ก่อนจะกลับมาก่อตั้ง HAS design and research ในกรุงเทพฯ ด้วยความเชื่อว่า งานออกแบบที่ดีไม่จำเป็นต้องโดดเด่นที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นงานที่เข้าใจสถานที่และผู้คนได้ลึกที่สุด ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ก็ยังมองว่าวิชาชีพนี้คือสิ่งที่สามารถทำไปได้ตลอดชีวิต หากเราได้ทำในสิ่งที่รักจริง ๆQ: วิธีคิดแบบ ‘ทำความเข้าใจบริบท’ สำคัญกับการออกแบบสไตล์ HAS design and research อย่างไรกุลธิดา : ถ้าเทียบง่าย ๆ มันเหมือนกับการเล่าเรื่องหนังสักเรื่อง เราต้องคิดพล็อตก่อน ต้องรู้ว่าโลเคชันอยู่ที่ไหน มีเรื่องราวอะไรในพื้นที่นั้น อาชีพเราก็เหมือนกัน เรารู้แล้วว่าจะสร้างอะไร แต่เราจะเอาเนื้อหาอะไรมาพูดถึงมัน ก็ต้องไปมองว่าในบริบท ณ ที่ตรงนั้น ผู้คนแถวนั้นมีคาแรกเตอร์อะไร มีเรื่องราวอะไรที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับอาคารได้ ถ้าให้อธิบายสไตล์การออกแบบของ HAS design and research ก็เหมือนกับการดูหนังที่ไม่เฉลยตั้งแต่ต้น ผู้ชมจะค่อย ๆ คลี่คลายเรื่องราวไปเรื่อย ๆ นั่นคือไคลแม็กซ์ของสถาปัตยกรรม และพอออกไปแล้วก็จะได้รับข้อมูลหรือความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เหมือนตอนที่เข้ามาพวกเราเคยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ ‘Chameleon Architecture: Shifting / Adapting / Evolving’ ว่า สถาปัตยกรรมของ HAS design and research เปรียบเหมือนกิ้งก่า บางวันโดดเด่น บางวันกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์และบริบทในช่วงเวลานั้นเรียกร้องอะไร และถ้าสมดุลนั้นเกิดขึ้นได้ มันก็จะสร้างภาพใหม่ของสถาปัตยกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อนJenchieh: การทำความเข้าใจบริบทคือหัวใจสำคัญของการออกแบบ เพราะสถาปัตยกรรมไม่ควรเป็นเพียงวัตถุที่ถูกวางลงบนพื้นที่ แต่ควรเติบโตมาจากความสัมพันธ์ของสถานที่ ผู้คน และวิถีชีวิต เราให้ความสำคัญกับการสังเกตสภาพแวดล้อม ทั้งแสง ลม วัสดุ วัฒนธรรม และพฤติกรรมของผู้ใช้งาน เพื่อให้พื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลายครั้งข้อจำกัดของบริบทกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างภาษาใหม่ทางสถาปัตยกรรม โดยสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปทรง แต่คือการสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถานที่อย่างแท้จริงเบื้องหลังการทำงานกับ BKKDW2026 และการออกแบบ People Pavilion พื้นที่ที่เชื่อม ‘โครงสร้างเมือง’ กับ ‘ชีวิตผู้คน’ เข้าด้วยกันBangkok Design Week คือหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่ทำให้ HAS design and research มองเห็นศักยภาพของ “งานออกแบบ” ในการเปิดบทสนทนาใหม่ให้กับเมือง ตั้งแต่ช่วงแรกที่พวกเรากลับมาเมืองไทยจากเซี่ยงไฮ้และเข้าร่วมงานด้วยการเปิดสตูดิโอย่านเพชรเกษมให้ผู้คนเข้ามาทำความรู้จักวัสดุและพื้นที่รอบตัว ไปจนถึงการได้เห็นว่าเทศกาลฯ นี้สามารถค่อย ๆ ปลุกชีวิตและความสนใจในหลายย่านของกรุงเทพฯ พร้อมกันได้จริง ขณะเดียวกัน ใน BKKDW2026 พวกเขายังร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อ “กรุงเทพฯ” ผ่านทั้ง People Pavilion และนิทรรศการ Sustaining Bangkok Identities ที่ชวนตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ผู้คน และการออกแบบร่วมสมัย Q: จุดเริ่มต้น คอนเซปต์ และกระบวนการทำงานของ People Pavilion เป็นอย่างไรกุลธิดา : จุดเริ่มต้นมาจากทีม Urban Ally ที่ดูแลย่านพระนคร โทรมาชวนให้ร่วมงานในปีนี้ ซึ่งฟังดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วมีความยากซ้อนอยู่หลายชั้น ทั้งข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ และการที่พื้นที่นี้จะมีกิจกรรมทับซ้อนกันหลายงานพร้อม ๆ กัน ก่อนหน้านี้ HAS design and research เคยทำ Pavilion ด้านนอกอาคารมาแล้วหลายหลังในจีน จริง ๆ แต่ละที่ก็จะมีเงื่อนไขต่างกัน พวกเราจึงเคยชินกับการทำงานในเงื่อนไขที่ยาก พอได้รับการเชิญจึงตอบรับทันที เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำในกรุงเทพฯ มาตั้งนานแล้วสำหรับ People Pavilion ใน Bangkok Design Week 2026 ครั้งนี้ เราเริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่สำรวจจริง ซึ่งพบว่า คนในลานคนเมืองมักหลบแดดใต้ต้นไม้ตอนกลางวัน และมาใช้พื้นที่ใต้เสาไฟตอนกลางคืน คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เราจะเชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องสร้างโครงสร้างใหม่เลย เลยเป็นที่มาของไอเดียการใช้เสาไฟที่มีอยู่เดิมเป็นโครงสร้างหลัก แล้วขึงผ้าตาข่ายที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่น ให้แสงผ่านได้ กรองแสงได้ และลมพัดผ่านได้ โดยลากจากด้านบนลงสู่พื้นให้บิดเป็นเกลียว จนก่อให้เกิดร่มเงาใหม่ในพื้นที่ที่ปกติร้อนจนไม่มีใครอยากนั่ง เส้นสายเหล่านั้นยังนำแสงจากเสาไฟไหลลงมาตามเส้นได้ในเวลากลางคืนด้วย แนวคิดนี้ยังมาจากการตีความคำว่า ‘Design SOS’ ผ่านการทำความเข้าใจวิธีที่คนไทยแก้ปัญหาและเอาชีวิตรอดด้วยสิ่งที่มีอยู่ใกล้มือ ตั้งแต่ร้านค้าริมทางที่ใช้รถมาจอดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างร้าน ไปจนถึงสะพานเรือข้ามฟากที่ตลาดน้ำที่สมุทรปราการ ทางชุมชนเขาสร้างกันขึ้นเองเพราะสะพานจริงอยู่ไกล แล้วก็ดึงภาษาเหล่านั้นมาตีความใหม่ใน Pavilion อย่างมีเหตุผลสำหรับในพาร์ทของผ้าตาข่าย ผ้าที่เราเลือกใช้จะเป็นโทนสีขาวและเขียว ซึ่งเชื่อมโยงทั้งธรรมชาติและสีประจำตัวของกทม. ไปพร้อมกัน สุดท้ายก็เลยดึงสีเขียวของ กทม. มาเป็นสีหลักแต่กว่าจะได้รับอนุมัติจาก กทม. ต้องผ่านการประชุมเกือบทุกกองของ กทม. มีวิศวกรมาคำนวณแรงลม แรงดึง และพิสูจน์ว่าเสาไฟรับน้ำหนักได้จริง ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มคุยจนติดตั้งแล้วเสร็จประมาณสามเดือน และช่วงติดตั้งต้องลงพื้นที่ย่านพระนครแทบทุกวัน (หัวเราะ)หลังจบงาน ผ้าตาข่ายที่ถอดออกมาก็ถูกส่งต่อให้ภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำไปตัดเย็บเป็นกระโปรง เส้นรอยตะเข็บยังเห็นได้ชัดว่าคือผ้าชิ้นเดิมที่เคยพลิ้วอยู่บน Pavilion มาก่อน จนแทบกลายเป็น zero waste จริง ๆ ค่ะQ: แล้วนิทรรศการ Sustaining Bangkok Identities ที่ทำควบคู่กันมาใน Bangkok Design Week 2026 ครั้งนี้ล่ะJenchieh : นิทรรศการ Sustaining Bangkok Identities เป็นอีกโปรเจกต์ที่เราทำควบคู่กับ Bangkok Design Week 2026 ร่วมกับนิสิตปริญญาโท i+mARCH คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานของนิสิตที่ชวนตั้งคำถามว่า “อัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ” จะสามารถดำรงอยู่และพัฒนาไปพร้อมกับอนาคตของเมืองได้อย่างไร โปรเจกต์นี้ไม่ได้มองอัตลักษณ์ในฐานะสิ่งที่หยุดนิ่ง แต่เป็นสิ่งที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านวิถีชีวิต ผู้คน ความทรงจำ และสภาพแวดล้อมของเมือง ที่พวก เราเชื่อว่าการเรียนรู้ผ่านการสังเกตเมืองจริง และการทำงานร่วมกันระหว่างการศึกษาและวิชาชีพ เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างมุมมองใหม่ต่ออนาคตของกรุงเทพฯQ: คิดว่า Bangkok Design Week มีบทบาทอย่างไรในการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับนักออกแบบไทยกุลธิดา : มีบทบาทแน่นอนค่ะ (หัวเราะ) คิดว่าเทศกาลฯ นี้ทำให้นักออกแบบแข็งแรงขึ้นมาก เพราะแค่การเข้าร่วมงาน เราก็ต้องเรียนรู้ทั้งการประสานงาน การนำเสนอไอเดีย รวมถึงการทำงานร่วมกับคนหลายฝ่ายไปพร้อมกันอย่างโปรเจกต์นี้เอง ต้องเข้าประชุมกับเกือบทุกกองของ กทม. เพื่อค่อย ๆ ผ่านกระบวนการอนุมัติในแต่ละขั้น กระบวนการเหล่านี้แหละคือการเติบโต เพราะมันทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการทำงานออกแบบในเมืองจริง ๆ ต้องอาศัยการสื่อสารและความร่วมมือมากแค่ไหนยิ่งถ้าเป็นการสร้าง pavilion ขึ้นมาสักหลัง ซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งพื้นที่ ผู้คน และบริบทหลายด้านพร้อมกัน มันก็ยิ่งต้องคิดซ้อนกันหลายชั้นกว่าจะออกมาเป็นงานหนึ่งชิ้นได้ ไม่ใช่แค่มีไอเดียแล้วจบ แต่ต้องผ่านการประสานงานกับหลายฝ่ายตลอดทั้งกระบวนการ นี่คือสิ่งสำคัญที่ Bangkok Design Week มอบให้กับนักออกแบบได้ และยังเป็นโอกาสที่หาได้ยากจากที่อื่นJenchieh : Bangkok Design Week เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ทำให้งานออกแบบเชื่อมโยงกับผู้คน เมือง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้จริง เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้ทดลองความคิดใหม่ สร้างการร่วมมือและต่อยอดสู่การทำงานในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุด คือการทำให้ผู้คนเห็นว่าการออกแบบสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนได้Q: People Pavilion จะไปต่ออย่างไรในอนาคตกุลธิดา: อย่างที่ได้บอกไป ในแง่วัสดุ ผ้าตาข่ายที่ได้ถูกนำกลับไปใช้ใหม่และกลายเป็นกระโปรงไปแล้วค่ะ แต่ในแง่ของความหมาย สิ่งที่ High Line Bangkok หรือ People Pavilion ที่พวกเราออกแบบพยายามปลุกขึ้นมา คือการตั้งคำถามว่า โครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างเสาไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่แยกขาดจากผู้คนเสมอไป แต่มันสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมืองได้เหมือนกันในอนาคต พวกเราก็คงอยากส่งต่อแรงกระเพื่อมนี้ไปยัง pavilion อื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เพราะสำหรับ HAS design and research นั้น pavilion ที่ดีไม่ควรเป็นแค่วัตถุที่ถูกนำไปตั้งอยู่ในพื้นที่ แต่ควรเป็นสิ่งที่สามารถเล่าเรื่องบางอย่าง สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคนที่เข้ามา และต่อยอดไปสู่บทสนทนาหรือผลลัพธ์บางอย่างได้จริง ไม่อย่างนั้นก็คงพูดได้ไม่เต็มปากว่านี่คือ People PavilionJenchieh : People Pavilion จะไม่ใช่เพียงโครงสร้างชั่วคราว แต่เป็นการกระตุ้นแนวคิดของพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างประสบการณ์ร่วมกันได้อย่างถาวรอนาคตของวงการดีไซน์ไทย ในสายตาของ HAS design and researchQ: คิดว่าวงการดีไซน์ไทยกำลังอยู่ตรงจุดไหนของการเปลี่ยนผ่านกุลธิดา : โชคดีที่ได้มีโอกาสมองภาพวงการนี้ในหลายมุมพร้อมกัน ทั้งในฐานะสถาปนิก อาจารย์ และบรรณาธิการรับเชิญให้กับนิตยสารต่างประเทศที่พูดถึงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ได้เห็นแนวโน้มและพัฒนาการของวงการจากมุมกว้างต้องบอกตรง ๆ ว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ดีมาก ทั้งในแง่คุณภาพงานและระบบนิเวศรอบข้าง มีการผลักดันจากหลายฝ่ายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน มีช่องทางที่กระตุ้นให้ผู้คนรู้คุณค่าของงานออกแบบ และสิ่งนั้นไม่ได้ส่งผลแค่ในวงวิชาชีพ แต่ส่งไปถึงเจ้าของโครงการด้วย เมื่อเจ้าของโครงการเข้าใจคุณค่าของงานออกแบบ วงการก็จะพัฒนาต่อไปได้มากยิ่งขึ้น และถ้ามองไปถึงภาพใหญ่ระดับโลก ตอนนี้ยุโรปและอเมริกาหันมาโฟกัสเอเชียมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในยุโรปเองแทบไม่มีพื้นที่ให้สร้างตึกใหม่แล้ว ส่วนใหญ่ก็ต้องปรับปรุงอาคารเก่า ขณะที่รากเหง้าและเอกลักษณ์ของงานออกแบบในเอเชียคือสิ่งที่โลกมองหา อนาคตของนักออกแบบไทยจึงสดใสกว่าที่เคยเป็นมาJenchieh : วงการดีไซน์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการสร้างงานที่สวย ไปสู่การสร้างคุณค่า ที่เชื่อมโยงกับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นักออกแบบรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของดีไซน์ว่า จะสามารถสร้างอิทธิพลต่อเมืองและชีวิตประจำวันได้อย่างไร นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะประเทศไทยกำลังเริ่มสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของงานออกแบบที่มีทั้งความร่วมสมัยและรากทางวัฒนธรรมไปพร้อมกันQ: ในวันที่โลกของการออกแบบเชื่อมถึงกันหมดแล้ว ‘ตัวตน’ และ ‘ความเป็นท้องถิ่น’ ยังสำคัญอยู่ไหมสำหรับนักออกแบบร่วมสมัยกุลธิดา : สำคัญมาก และมันคือสิ่งที่สอนนิสิต นักศึกษาอยู่เลย นักออกแบบต้องรู้ว่าตัวเองอยากพูดถึงอะไร มีความตั้งใจที่ชัดเจนว่า เราอยากสร้างอะไร ถ้าขาดสิ่งนี้ไป งานออกแบบก็จะไม่พัฒนาส่วนความเป็นท้องถิ่นในวันนี้คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างในเวทีโลก ความเป็นไทยร่วมสมัยมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากอินโดนีเซีย ต่างจากมาเลเซีย และนั่นคือโอกาสของนักออกแบบไทยที่จะก้าวออกไปไกลกว่าแค่ในประเทศหรือในภูมิภาค ไม่ใช่แค่วงการออกแบบ แต่มันส่งผลไปในทุกมิติของงานสร้างสรรค์Jenchieh : ผมคิดว่า ยิ่งโลกเชื่อมถึงกันมากขึ้น ตัวตนและความเป็นท้องถิ่นยิ่งสำคัญ เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้งานออกแบบมีความหมายและไม่เหมือนกัน ความร่วมสมัยในวันนี้ไม่ใช่การลบความแตกต่าง แต่คือการนำรากทางวัฒนธรรม ความทรงจำ และวิถีชีวิต มาตีความใหม่ให้เชื่อมกับโลกปัจจุบันQ: แล้วความ ‘ยั่งยืน’ ในระดับวงการออกแบบคืออะไรกันแน่กุลธิดา : ทุกวันนี้คำว่า sustainable (ยั่งยืน) อยู่ในทุกอณูของชีวิต ตั้งแต่ขวดน้ำยันอาหารการกิน แต่ถ้าพูดถึงความยั่งยืนในวงการออกแบบ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความยั่งยืนทางจิตใจของนักออกแบบเอง คือการมีทิศทาง มีความตั้งใจที่ชัดเจนว่า เราอยากพูดถึงอะไร ถ้าขาดตรงนี้ไป งานออกแบบก็ไม่พัฒนา และเราก็จะมีนักออกแบบน้อยลงเรื่อย ๆ ความยั่งยืนที่แท้จริงของวงการจึงต้องเริ่มจากการผลักดันให้คนในวงการมีพลังที่จะทำงานต่อไปได้อย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่ผลิตงานออกมาว่าสามารถทำได้จริงJenchieh : ความยั่งยืนในระดับวงการออกแบบ ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้วัสดุสีเขียวหรือเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพยากร สามารถเติบโตไปด้วยกันได้ในระยะยาว มันคือการออกแบบที่เข้าใจทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อมกัน แม้เวลาจะเปลี่ยนไปQ: อยากเห็นสถาปัตยกรรมสาธารณะในกรุงเทพฯ พัฒนาไปในทิศทางไหนกุลธิดา : มีอยู่วันหนึ่งหลังจากทำงานเสร็จ ระหว่างเดินในซอย เราก็เงยหน้าไปเห็นเส้นสายไฟพาดข้ามกันอยู่เต็มท้องฟ้า ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าสายไฟเหล่านี้มีสีคงจะดีแค่ไหน ซึ่งหลังจากนั้นก็เริ่มเห็นคนโพสต์ภาพมุมเดียวกันในโซเชียลมีเดีย แบบ High Line Bangkok นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าคนเริ่มมองเมืองในแบบที่ต่างออกไปแล้วสำหรับตัวเองคงอยากเห็นโครงสร้างพื้นฐานของเมืองถูกมองในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน ไม่ใช่แค่สิ่งที่ตั้งอยู่แยกออกไป อย่างในจีนมีโรงไฟฟ้าที่คนเข้าไปเรียนรู้การผลิตไฟได้ นั่นคือการเปิดให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งกรุงเทพฯ ก็มีศักยภาพแบบนั้น แค่ต้องเปลี่ยนวิธีมองว่าสิ่งที่มีอยู่แล้ว สามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างไรJenchieh : พื้นที่สาธารณะไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ว่าง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่สร้างความสัมพันธ์ ระหว่างคน เมือง และธรรมชาติให้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง Q: สุดท้ายนี้ ในวันที่เมืองและโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ทั้งสองคนคิดว่า งานออกแบบทำหน้าที่อะไรกับผู้คนและสังคมกุลธิดา : เยียวยาจิตใจ ไม่ต้องสงสัยเลย มีภาพหนึ่งที่ยังจำได้ชัดคือระหว่างติดตั้ง High Line Bangkok มีคนไร้บ้านที่ปกตินอนอยู่แถวเสาไฟในพื้นที่นั้นเดินมามองและบอกว่า “สวยดี” เพียงเท่านั้นก็รู้สึกได้เลยว่างานออกแบบมีพลังในการยกระดับความรู้สึกของคนได้จริง แม้จะเป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ ก็ตามและยังมีอีกภาพที่น่าประทับใจคือกลุ่มผู้สูงอายุที่ปกติเต้นแอโรบิกในลานคนเมืองโดยหันหน้าเข้าทิศทางเดิม พอ pavilion ขึ้นมา เขาก็หันมาใช้มันเป็นฉากหลังใหม่โดยที่ไม่มีใครบอก นั่นคือสิ่งที่งานออกแบบทำได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรเลย คนที่ไม่รู้จักงานออกแบบเลยก็ยังสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่งานชิ้นหนึ่งสร้างขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เชื่อว่างานออกแบบยังมีความหมายในสังคมเสมอ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหนก็ตามJenchieh : ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วมากขึ้น งานออกแบบยิ่งมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เมือง และอนาคต สำหรับ HAS design and research การออกแบบไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสิ่งใหม่ แต่คือการสร้างความเข้าใจ ความหวัง และความสุขให้กับผู้คนในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงภาพถ่ายโดย iameverything และ DOF Sky|Ground
เมื่อดีไซน์แทรกซึมไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ ชีวิตคนเปลี่ยนไปอย่างไรหลังจบ Bangkok Design Week 2026
ในขณะที่งานดีไซน์บางชิ้นให้ความสวยงาม บ้างก็สร้างความสะดวกสบายให้ผู้ใช้ แต่ยังมีงานดีไซน์หลายอีกโปรแกรมที่เราเห็นใน Bangkok Design Week 2026 ยังก้าวไปไกลขึ้นอีกสเต็ป ด้วยการหลอมรวมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนที่ใช้งาน สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ และความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับพฤติกรรม ระดับชุมชน ไปจนถึงการวางรากฐานของวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มที่เข้มแข็งขึ้นในระยะยาวงานออกแบบจาก BKKDW 2026 สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมืองในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการชุบชีวิตย่านหนังสือเพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ระยะยาว สารพัดงานออกแบบที่เติมชีวิตชีวาให้พื้นที่ หรือเฟอร์นิเจอร์สาธารณะที่ชวนให้ผู้คนเข้ามาหยุดพักสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองและการรับรู้ของผู้คนต่อ ‘ดีไซน์’ ที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละนิด จากสิ่งที่มีไว้ดู ไปสู่สิ่งที่อยู่ร่วมกับเราในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติCultural Districtย่านหนังสือที่ตั้งใจอยากสร้างระบบนิเวศสร้างสรรค์ระยะยาวเพราะนี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ชั่วคราว แต่คือโครงการพัฒนาย่านหนังสือเพื่อวางรากฐานวัฒนธรรมในระยะยาว โดยเลือกปักหมุดในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนังสือมาอย่างยาวนาน ได้แก่ ผ่านฟ้า วังบูรพา เฟื่องนคร นาครเขษม เสาชิงช้า ท่าเตียน และนางเลิ้งBKK Book District เกิดขึ้นจากการจับมือกันของเหล่าผู้ประกอบการร้านหนังสืออิสระ นักสร้างสรรค์ด้านหนังสือ และคนในพื้นที่ จนเกิดเป็นเครือข่ายและกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างย่านหนังสือที่เข้มแข็ง ทั้งในแง่เศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ และการเป็นหมุดหมายของผู้คนDistrict Identity เติมชีวิต สีสัน สร้างอัตลักษณ์ย่านด้วยงานออกแบบจากอดีตย่านค้าขายดอกไม้ที่รีบเร่งและพลุกพล่าน การที่เราได้เห็นงานออกแบบและศิลปะจัดวางหลากแนวกระจายตัวไปทั่วปากคลองตลาดใน Bangkok Design Week หลายปีที่ผ่านมานั้นย่อมมีผลโดยตรงต่อภาพจำ และอัตลักษณ์ของย่านที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป ปากคลองตลาดในวันนี้มีงานจัดแสดงหมุนเวียนเข้ามาแทบทุกไตรมาส ชวนให้เหล่าผู้ชมทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนไม่มีขาด ด้วยประเภทผลงานสารพัดแนวให้เราเลือกชื่นชม นับแค่ในช่วง BKKDW 2026 เองก็มีทั้งกิจกรรม live painting, งานออกแบบพื้นที่สีเขียว, งานแสดง lighting projection ในตอนกลางคืน รวมถึง installation art ไฟประดับที่สว่างไสวไปทั้งย่านงานออกแบบเหล่านี้ค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองที่ผู้คนมีต่อพื้นที่ไปทีละนิด ในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า เมื่อเรามองย้อนกลับมา ภาพปากคลองตลาดในความทรงจำของคนไทยที่ร่วมยุคสมัยกันอยู่ในขณะนี้ อาจมีงานออกแบบเข้าไปปะปนอยู่ด้วยไม่มากก็น้อยUrban Furniture & Installationsงานออกแบบที่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนเมืองด้วยการเดิน หยุดพัก และพูดคุยในสังคมเมืองที่ผู้คนดูมีแนวโน้มจะปฏิสัมพันธ์กันน้อยลงเรื่อยๆ งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นจึงถูกออกแบบมาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คนไปทีละนิด อาทิ Little Portal ประตูบานเล็กสู่พระนคร ซึ่งตั้งใจเปลี่ยนทางผ่านธรรมดาๆ ให้กลายเป็นแหล่งบอกเล่าเรื่องราวของพื้นที่ผ่านศิลปะ และกิจกรรมตามล่าหาสมบัติบนเกาะอุณากรรณ ซึ่งชวนให้เราได้ไปทำความรู้จักพื้นที่สาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ ระหว่างการเดินหรือจะเป็น Mini Pocket Pause ที่ตั้งใจพัฒนาพื้นที่ริมคลองบางลำพูให้กลายเป็น ‘จุดหยุดพักเล็ก ๆ’ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน เพิ่มพื้นที่สีเขียวในย่าน และรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการดึงดูดคนในชุมชนให้ออกมานั่งพักผ่อน พูดคุย สร้างบทสนทนาหรือการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งยังสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาได้อีกด้วย
เมื่องานดีไซน์ยังไปต่อถึงระบบโครงสร้าง เราได้อะไรกลับมาบ้างหลังจบ Bangkok Design Week 2026
ถึงแม้งาน Bangkok Design Week 2026 จะจบลงไปแล้ว แต่ประโยชน์ที่ได้จากเหล่างานดีไซน์ใน Bangkok Design Week ปีนี้ยังไม่หมดไปง่าย ๆ เพราะสิ่งที่เหล่านักออกแบบตั้งใจสร้างสรรค์ไว้ไม่ได้เป็นแค่การออกแบบ แต่ยังเป็นโอกาสต่อยอดไปสู่โครงสร้างใหม่ ๆ ให้กับเมืองที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ตามความตั้งใจของเทศกาลฯ ที่อยากสร้างผลกระทบเชิงบวกในทุกพื้นที่จัดงานในระยะยาววันนี้เรามีพื้นที่สีเขียวใหม่ ๆ แทรกตัวเข้าไปในชุมชน ได้ป้ายบอกทางที่ช่วยให้ทุกคนเดินสำรวจย่านอย่างทะลุปรุโปร่ง หรือแม้กระทั่งการออกแบบพื้นที่ถนนและทางเท้าใหม่ในเวอร์ชันที่ปลอดภัยขึ้น และเป็นมิตรกับคนเดินมากขึ้นด้วยทั้งหมดคือเครื่องยืนยันว่างานดีไซน์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองไม่น้อยไปกว่าโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ อย่างที่เราได้เห็นจากสารพัดโปรเจกต์งานออกแบบในเทศกาลฯ ที่ถูกต่อยอด พัฒนา นำไปใช้ จนกลายเป็นระบบที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างแท้จริงUrban Ecologyพื้นที่สีเขียวเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศเมืองในเมืองที่มีพื้นที่สีเดียวจำกัด การเพิ่มความหลากหลายใน Urban Ecology หรือระบบนิเวศในด้วยสวนเล็กๆ ขนาดกะทัดรัดที่แทรกตัวอยู่ในชุมชนเมืองย่อมเป็นเรื่องดีสำหรับผู้คน นั่นคือที่มาของโปรเจกต์ LongiPark โมเดลพื้นที่สีเขียวรูปแบบใหม่จำนวน 4 แห่งจากฝีมือการแบบของ Shma ซึ่งหยิบเอาประเด็น longevity มาผสานกับความต้องการ third place ของเหล่าคนเมืองในปัจจุบัน โดยพื้นที่สีเขียวแต่ละแห่งนั้นถูกออกแบบมาให้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของตัวขนาด คอนเซปต์ และเป้าหมายในการทดลองประเด็นของเมืองที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของพื้นที่ทั้ง 4 จุด บ้างเป็นพื้นที่ขนาดเล็กที่อยากสร้างบทสนทนาให้กับคน ในขณะที่บางจุดก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็ก ๆ ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็น : Long Rest & Heal คือพื้นที่ป่าขนาดย่อมใจกลางลานคนเมืองLong Play & Learn สวนที่เล่นและเรียนได้พร้อมกันบนถนนอุณากรรณLong Chat พื้นที่พูดคุยที่อยากกระตุ้นปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนรอบบ้านเลขที่ 1Long Share พื้นที่สีเขียวขนาดกะทัดรัดเพียง 5 ตารางเมตรในชุมชนโชฎึกNavigation Systemโครงการออกแบบและจัดทำป้ายบอกทางสาธารณะอีกหนึ่งชิ้นงานที่มีประโยชน์กับผู้คนในเมืองโดยตรงก็คือ Charoenkrung Signage & Wayfinding โปรเจกต์พัฒนาพัฒนาระบบป้ายและการสื่อสารในพื้นที่สาธารณะของย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง CEA และ SATARANA โดยมีเป้าหมายเพื่อทำป้ายที่ให้ข้อมูลชัดเจน เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้คน โครงการนี้นอกจากจะเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและเหล่านักเดินที่อยากสำรวจย่านอย่างทั่วถึงแล้ว ยังช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้คนทั่วไปที่ผ่านไปผ่านมา ทั้งในแง่การเดินทางและการเชื่อมต่อพื้นที่ภายในย่านอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ของย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แน่นอนว่านี่ยังเป็นต้นแบบที่พร้อมขยายผลไปสู่ย่านอื่น ๆ ในเมืองได้ในอนาคตอีกด้วยSafety Infrastructureทวงคืนเขตพื้นที่ปลอดภัยบนเกาะกลางถนนหลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าโปรเจกต์ดีไซน์จะสามารถยกระดับความปลอดภัยในเมืองได้เหมือนกัน โดยผลงานอย่าง ‘Curbscape ขอบทัศน์’ ได้เปลี่ยนเกาะกลางถนนที่เชื่อมระหว่างลานคนเมืองกับถนนอุณากรรณ-ศิริพงษ์ ให้กลายเป็น ‘เขตพื้นที่ปลอดภัย’ ด้วยการขยายขอบทางเท้าชั่วคราว ทาสีเน้นทางม้าลาย ทำทางลาดขึ้น-ลงเกาะกลาง และจัดระยะพื้นที่ปลอดภัยใหม่ด้วยเสากั้น เพื่อให้เดินและปั่นจักรยานเชื่อมจากเกาะกลางไปลานคนเมืองและศาลาว่าการ กทม. ได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุดซึ่งการจัดผังใหม่นี้นอกจากจะช่วยแก้ปัญหารถจอดล้อมหัวเกาะแล้ว ยังช่วยเพิ่มมุมมองของคนขับและคนข้ามถนน ลดระยะการข้ามถนน พร้อมสร้างมุมพักคอย ที่นั่ง และพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ สำหรับนักเรียนและคนเดินเท้าภายในย่าน เป็นการทดลองทวงคืนพื้นที่ในชีวิตประจำวัน และชวนตั้งคำถามว่าพื้นที่เล็ก ๆ ริมถนนจะปลอดภัยและเป็นมิตรกับคนได้แค่ไหน
ฟังเพลง จิบกาแฟ ขุดแผ่นไวนิล และซ้อมดนตรี ในสนามเด็กเล่นที่สร้างขึ้นให้ศิลปินรุ่นใหม่โดยเฉพาะ
แม้จะได้ชื่อว่า “ไลฟ์เฮาส์” แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่ดนตรี โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล Bangkok Design Week 2026 ที่ทั้งอาคารจะอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมมากมาย ทั้งงานทอล์ก แสดงดนตรี จิบกาแฟ ชิมมัตฉะ ขุดแผ่นไวนิล หรือจะชวนเพื่อนมาซ้อมดนตรีด้วยกันก็ยังได้!ย้อนกลับไปเมื่อปี 2025 Marshall Livehouse เปิดตัวขึ้นในฐานะ Music and Community Space ที่รองรับกิจกรรมอันหลากหลายสำหรับเหล่าศิลปินรุ่นใหม่“เรามองว่า จริง ๆ แล้วพื้นที่ของเรามันก็เป็นเหมือน playground หรือพื้นที่ปลดปล่อยของศิลปิน โดยที่จุดประสงค์ตั้งต้นของเราเลยคือ Marshall Livehouse ต้องการซัพพอร์ตศิลปินรุ่นเล็กที่เราเรียกว่า local grassroots artist หรือ emerging artist เป็นพิเศษ เพื่อให้เขามีโอกาส มีห้องซ้อม มีพื้นที่แสดงดนตรี และสามารถเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องดนตรีในระดับ world-class ได้ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีพื้นที่ให้เขาสามารถจัดแสดงผลงาน ทำนิทรรศการ หรือเวิร์กช็อปต่างๆ ได้เช่นกัน”แพน – หทัยชนก อรรถบุรานนท์ Head of Music & Culture เล่าถึงจุดเริ่มต้นและสิ่งที่ Marshall Livehouse ได้ตระเตรียมไว้ให้ศิลปินหรือใครก็ตามที่มีใจรักในเสียงดนตรีได้เข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่แห่งนี้ พอดิบพอดีกับวาระที่ BKKDW เวียนมาอีกครั้ง“พอเราพยายามคิดหาคำที่จะนิยามจุดยืนของ Marshall Livehouse ทำให้เรานึกถึงคำว่า ‘เสียงในหัว’ ซึ่งถ้าพูดในมุมของคนทำงานสร้างสรรค์ สิ่งนี้มันเป็นเหมือนกระบวนการในการคิด พัฒนาไอเดีย แล้วก็การทะเลาะกับตัวเอง เพราะก่อนที่เราจะได้ผลิตผลงานศิลปะออกมาสักชิ้น เราต้องพูดคุยกับตัวเองเยอะมาก เป็นธรรมชาติของคนทำงานศิลปะทุกคน”คำว่า ‘เสียงในหัว’ นี้จึงได้ถูกพัฒนาต่อเป็นคอนเซปต์ ‘Unbridle the Voice in Your Head ปลดพันธนาการ ปล่อยเสียงในหัว’ ซึ่งตั้งใจสื่อถึงพื้นที่ที่ทุกคนสามารถปลดปล่อยเสียงในหัวออกมาได้อย่างเต็มที่ ผ่านทั้ง 6 กิจกรรมที่ถูกออกแบบให้งานนี้โดยเฉพาะDig & Drip – When vinyls meet slow coffee การรวมตัวของร้านแผ่นเสียงอิสระและนักสะสม ที่เปิดให้ทุกคนได้เข้ามา ‘Dig’ เพื่อค้นหาแผ่นไวนิลหายาก ตั้งแต่อัลบั้มคลาสสิกไปจนถึงเพลงนอกกระแส พร้อมจิบกาแฟสโลว์บาร์เคล้าดนตรีงจากแผ่นเสียงTALK SESSION “TAPE DJ 101” & DJ SHOWCASE งานทอล์กว่าด้วยวัฒนธรรมเทป และการเล่นเทป โดย DJ TAPE JAM ดีเจผู้เลือกเปิดเทปเพื่อสร้างประสบการณ์ดนตรีรูปเเบบใหม่บนเวทีTHAI MATCHA WORKSHOP WITH JAZZ VINYL SHOWCASE เวิร์กช็อปเปิดให้ทุกคนได้ทดลองชิมและสร้างสรรค์เมนูของคุณเองด้วย 19 เบสวัตถุดิบไทยคุณภาพ พร้อมไลฟ์จาก DJ ที่จะทำให้ทุกการชิมสนุกขึ้นไปอีกขั้นLive Performance ‘Unbridle the Voice in Your Head’ ตารางการแสดงดนตรีที่อัดแน่นตลอดทั้งเทศกาล ซึ่งพยายามหยิบจับเอาแนวดนตรีที่ที่หลากหลายมานำเสนอให้ทุกคนได้รับฟัง เช่น KANEHBOS X NIRAMIT ที่จับคู่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานอย่างแคนและพิณ เป็นต้นFree Jam โซนห้องซ้อมดนตรีที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าไปลองเล่น ลองซ้อมกันได้ โดยจะเปิดให้บริการแบบ first come first serve Unbridled Exhibition by FCCK จัดแสดงผลงานการออกแบบลำโพงและแอมป์ Marshall คอลเล็กชันพิเศษในวาระตรุษจีน โดยศิลปินจากเฉิงตูอย่าง FCCK พร้อมเปเปอร์เวิร์กชอปในธีมเดียวกันจาก Pineapple Print Press“ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่เป็นอีเวนต์ที่เราทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าจะมีอะไรยากคงเป็นเรื่องการคิวเรตให้ร้อยเรียงไปกับ BKKDW ให้มากที่สุด เพราะเราอยากนำเสนอศิลปินในฐานะศิลปินจริง ๆ ให้เคนได้เห็นและเข้าใจผลงานของเขา ไม่ใช่มาฟังเพลงแล้วสนุกอย่างเดียว“ปัจจุบันไทยเรามีวงที่เป็น emerging artist เยอะมากอยู่แล้ว ถึงแม้แฟนเบสของแต่ละศิลปินอาจจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่ถ้าเปรียบเทียบในระดับภูมิภาค ส่วนตัวเรามองว่าด้วยความง่ายๆ และเปิดกว้างของคนไทย ทำให้ฐานคนฟังในประเทศไทยมีความหลากหลายแล้วก็เปิดรับแนวดนตรีใหม่ ๆ ค่อนข้างมาก ดังนั้นในอนาคตก็คิดว่ามันน่าจะสนุกขึ้นอีกเรื่อย ๆ ค่ะ”ดูข้อมูลเพิ่มเติมของ Marshall Livehouse ได้ที่:https://www.bangkokdesignweek.com/en/bkkdw2026/program/142265
SIAM PIWAT CREATIVE POWERHOUSE FOR SUSTAINABLE ART & DESIGN เดินตลาดนัดศิลปะ ชมง
ใครๆ ก็รู้ว่ากรุงเทพฯ นั้นรายล้อมไปด้วยห้าง แต่การเดินห้างในช่วงเทศกาล Bangkok Design Week 2026 นั้นจะแตกต่างออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ซึ่งอัดแน่นไปด้วยงานออกแบบมากมายหลายแขนง ภายใต้คอนเซปต์ SIAM PIWAT CREATIVE POWERHOUSE FOR SUSTAINABLE ART & DESIGN ในปีนี้ สยามพิวรรธน์ตั้งใจทำหน้าที่เป็น ‘แพลตฟอร์มแห่งโอกาส’ ให้เหล่านักออกแบบได้แสดงฝีมือ ผสมผสานงานออกแบบเข้ากับแนวคิดเพื่อความยั่งยืนในหลายมิติ จนเกิดเป็นผลงานออกแบบและกิจกรรมรวมแล้วกว่า 20 โปรแกรม อาทิสยามพารากอน: ชมผลงานจิตรกรรมนามธรรม ‘Between Earth & Light ระหว่างพื้นดินและแสงสว่าง’ โดย Jean-Paul Decroix พร้อมเช็กอินโซนใหม่ล่าสุดอย่าง ‘NEXTOPIA: A PROTOTYPE FOR WORLD OF TOMORROW’ ที่เกิดจากการผนึกกำลังศักยภาพของผู้นำการเปลี่ยนแปลงนักบุกเบิก นวัตกร ศิลปิน และผู้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมสยามเซ็นเตอร์: เที่ยวชมตลาดนัดศิลปะ ‘สบาย สยาม – ตลาดปล่อยของ ลองดีแบบไทย’ ที่เปิดให้ศิลปินไทยได้ระบายไอเดียอย่างอิสระ และเพลิดเพลินไปกับนิทรรศการป๊อปอัพ ‘LUCKY WITH EVERYTHING’ จาก Chubby Boy Clubสยามดิสคัฟเวอรี่: ซึมซับจิตวิญญาณโบราณของชาวลาวผ่านประสบการณ์ศิลปะร่วมสมัยใน ‘KHUAN ขวัญ’ งานศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ แล้วไปเติมหมาแมวกันต่อที่ ‘MY PAWFECT BUDDIES’ นิทรรศการและร้านค้าป๊อปอัพสำหรับคนรักสัตว์โดยเฉพาะ ไอคอนสยาม: เปลี่ยน ‘การหลง’ ให้กลายเป็นประสบการณ์การเดินที่น่าค้นหาใน ‘Khlongsan Experience คลองสานหลงเพื่อพบเจอ’ ฟังเรื่องเล่าแล้วออกไปสัมผัสสถานที่จริงในย่านคลองสานด้วยตัวเอง และอย่าลืมแวะไปชมผลงานแฟชั่นร่วมสมัยใน ‘ICONCRAFT X PATTERN.ERS CHOKE-LARB POP UP EXHIBITION’ นิทรรศการโดย 5 นักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจาก ‘ขุมพลังความคิดสร้างสรรค์’ ในแบบฉบับของศูนย์การค้าแต่ละแห่งซึ่งมีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว แต่ทั้งหมดก็มีเป้าร่วมกันคือการส่งเสริมระบบนิเวศงานสร้างสรรค์ให้เข้มแข็ง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองสร้างสรรค์ ปลุกพลังความคิดและเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งในทางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจเบื้องหลังการทำงานในปีนี้ สยามพิวรรธน์ได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบ ศิลปิน และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาแนวคิดว่าด้วย ‘แพลตฟอร์มแห่งโอกาส’ เปิดพื้นที่ศูนย์การค้าให้กลายเป็นพื้นที่ทดลอง สนับสนุนการแลกเปลี่ยนไอเดีย ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจระหว่างผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ยกระดับกรุงเทพฯ สู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ หลังจบเทศกาล BKKDW ผลงานแต่ละชิ้นจะถูกนำไปพัฒนาต่อยอด ในฐานะโมเดลต้นแบบของการออกแบบและการสร้างสรรค์ผลงานที่คำนึงถึงวิถีชีวิต ผู้คน และสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนการสร้างคุณค่าให้กับชุมชนในพื้นที่ดูข้อมูลเพิ่มเติมของ SIAM PIWAT CREATIVE POWERHOUSE FOR SUSTAINABLE ART & DESIGN ได้ที่: https://www.siampiwat.com/assets/bangkokdesignweek2026/
Bangkok Design Week 2026 เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
Bangkok Design Week 2026 เริ่มต้นขึ้นแล้ว! ปีนี้มาพร้อมบรรยากาศความคึกคักจากพิธีเปิดเทศกาลฯ ในปีที่ 9 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “DESIGN S/O/S” สัญญาณของการ “ทำ/ให้/รอด” ที่มองการออกแบบเป็นเครื่องมือร่วมในการรับมือความท้าทายของเมือง เศรษฐกิจ และชีวิตร่วมสมัย ผ่านความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายนักสร้างสรรค์ โดยพิธีเปิดในวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ TCDC กรุงเทพฯ ถือเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของ BKKDW2026 ที่จะมาปลุกกรุงเทพฯ ให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ด้วยพลังแห่งการออกแบบ ภายใต้ 3 แนวคิดซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทศกาล คือ Creative Talent แสดงศักยภาพของนักสร้างสรรค์, Design Business เชื่อมงานออกแบบกับโอกาสทางธุรกิจ และ The District กระตุ้นเศรษฐกิจภายในย่านด้วยงานออกแบบ โดยคาดว่าปีนี้เทศกาลฯ จะดึงผู้เข้าชมจากทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ไม่น้อยกว่า 400,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทปีนี้ BKKDW2026 จัดงานทั่วกรุงเทพฯ ครอบคลุม 4 ย่านหลัก ตั้งแต่เจริญกรุง – ตลาดน้อย, พระนคร, ปากคลองตลาด และบางลำพู – ข้าวสาร รวมถึงอีกกว่า 140 จุดทั่วเมือง พร้อมนำเสนอโปรแกรมออกแบบหลายร้อยรายการจากนักออกแบบไทยและต่างชาติ ที่มาช่วยกันทดลอง ลงมือทำ และยกระดับบทบาทของดีไซน์ ให้กลายเป็นเครื่องมือ “ทำ/ให้/รอด” ไปด้วยกัน
แจกคู่มือเที่ยวชมงาน Bangkok Design Week 2026
Bangkok Design Week 2026 กลับมาพร้อมการรวมพลังของผู้คน ที่ออกมาแชร์ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อช่วยเมือง ทำ/ให้/รอด จนกลายเป็นโปรแกรมหลากหลายที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ตลอด 11 วันเต็ม ผ่าน 6 โปรแกรมหลัก, 350+ กิจกรรม และ 140+ สถานที่ เปิดพื้นที่ให้ดีไซน์เข้าไปเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ธุรกิจ และชุมชน พร้อมชวนเราออกเดินสำรวจเมืองในมุมใหม่ และมองเห็นว่าไอเดียเล็ก ๆ เมื่อมารวมกัน สามารถขยับเมืองให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมีความหมายBangkok Design Week 2026 ปีนี้ ชวนทุกคนออกไปสำรวจ 4+1 ย่านสร้างสรรค์ทั่วกรุงเทพฯ ที่แต่ละพื้นที่มีคาแรกเตอร์ เรื่องเล่า และพลังของการออกแบบแตกต่างกันไป งานดีไซน์ กิจกรรม และโปรแกรมไฮไลต์ในแต่ละย่านยังคงฝังตัวอยู่กับบริบท ผู้คน และวิถีชีวิตของพื้นที่นั้น ๆ แบบจัดเต็ม ลองมาอ่านคอนเซปต์แล้วเก็บย่านที่ชอบไว้ในใจ จากนั้นก็เตรียมปักหมุด แล้วออกไปลุยเก็บไอเดียให้ครบทั้งเมืองกันได้เลย!📌รวมโปรแกรมย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อยhttps://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=280📌รวมโปรแกรมย่านปากคลองตลาดhttps://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=50632📌รวมโปรแกรมย่านพระนครhttps://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=49828📌รวมโปรแกรมย่านบางลำพู – ข้าวสาร https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=106531📌รวมโปรแกรมย่านสร้างสรรค์อื่น ๆ https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=284Bangkok Design Week เปิดพื้นที่ให้ดีไซน์ทำงานกับเมืองอย่างรอบด้าน ผ่าน 6 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Exhibitor Program, Academic Program, International Program, Business Program, Local Community Program และ Lively Program ที่เชื่อมโยงผู้คน ความคิด และบริบทที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ในตลอด 11 วันของเทศกาลฯ ทุกคนจะได้พบกับ 350+ โปรแกรมใน 140+ สถานที่ทั่วเมือง ครบรสตั้งแต่งานของนักออกแบบมืออาชีพ เวทีทดลองของนักศึกษา การแลกเปลี่ยนกับนักสร้างสรรค์นานาชาติ การต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจ การพัฒนาย่านร่วมกับชุมชน ไปจนถึงกิจกรรมสนุก ๆ ที่ชวนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม โดยทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมของดีไซน์ในฐานะพลังที่ค่อย ๆ แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน และร่วมขับเคลื่อนเมืองไปข้างหน้าอย่างมีความหมายกิจกรรมใน Bangkok Design Week 2026 เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วเมือง และยังมีอีกหลายโปรแกรมจากพาร์ทเนอร์ที่รอให้ทุกคนเข้าไปค้นพบ หากไม่อยากพลาดทุกความเคลื่อนไหว ลองแวะไปดูที่ Tag ใน Instagram ของ Bangkok Design Week (แท็บด้านขวาสุด) ที่รวบรวมโพสต์จากพาร์ทเนอร์แบบเรียลไทม์ ทั้งไอเดียใหม่ ๆ โปรแกรมน่าสนใจ และบรรยากาศงานจากหลากหลายมุมมอง ช่วยให้การเดินเทศกาลฯ สนุกขึ้น และเก็บกิจกรรมได้ครบแบบสบายใจมาลองสำรวจกันได้เลย: https://www.instagram.com/bangkokdesignweek/tagged/รวมเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเดินสำรวจ Bangkok Design Week 2026 สนุกและไม่พลาดทุกไฮไลต์ไว้ให้ครบ ตั้งแต่เว็บไซจ์หลัก ฟีเจอร์วางแผนการเดิน แผนที่อินเทอร์แอ็กทีฟ ไปจนถึง LINE OA แค่เตรียมสิ่งเหล่านี้ติดมือ ก็พร้อมออกไปสำรวจเทศกาลได้อย่างลื่นไหลและคุ้มค่าตลอดทางรวมเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเดินสำรวจ Bangkok Design Week 2026 สนุกและไม่พลาดทุกไฮไลต์ไว้ให้ครบ ตั้งแต่เว็บไซจ์หลัก ฟีเจอร์วางแผนการเดิน แผนที่อินเทอร์แอ็กทีฟ ไปจนถึง LINE OA แค่เตรียมสิ่งเหล่านี้ติดมือ ก็พร้อมออกไปสำรวจเทศกาลได้อย่างลื่นไหลและคุ้มค่าตลอดทางใครสายชาเลนจ์และอยากได้ของที่ระลึก อย่าลืมมาเล่นเกม Snap & Share แค่ถือแผ่นพับ ออกเดิน ถ่ายรูปกับผลงานหรือไฮไลต์ของแต่ละย่าน แชร์ลงโซเชียล แล้วแวะที่จุดประชาสัมพันธ์ ก็รับสติกเกอร์ทองคาแรคเตอร์ประจำย่านกลับไปสะสมได้เลยเดินงานแล้วไม่ต้องกลัวงงหรือหลงทาง เพราะ Bangkok Design Week 2026 มีจุดให้บริการข้อมูลเทศกาลฯ BKKDW INFO CENTER กระจายอยู่ครบทั้ง 4 ย่านหลัก ทั้งเจริญกรุง – ตลาดน้อย (อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง), พระนคร (ลานคนเมือง), ปากคลองตลาด (หน้า MRT สนามไชย ทางออก 5) และบางลำพู – ข้าวสาร (ห้างนิวเวิลด์) คอยช่วยแนะนำเส้นทาง โปรแกรม และข้อมูลต่าง ๆ ตลอดเทศกาลฯBangkok Design Week 2026 เดินทางสะดวกกว่าที่คิด ด้วยตัวเลือกการเดินทางฟรีที่ช่วยให้การเที่ยวงานลื่นไหล สนุก และต่อเนื่องตลอดทั้งเทศกาลฯ🚌BKKDW Shuttle Serviceรถรับส่งฟรีที่เชื่อมต่อย่านหลักของเทศกาล ช่วยให้การย้ายย่านเป็นเรื่องง่าย🚲Bike Bus by BUCA กิจกรรมปั่นจักรยานเป็นกลุ่ม สนุก ปลอดภัย และได้สัมผัสเมืองไปพร้อมกัน📱ViaBusแอปติดตามรถขนส่งสาธารณะและ BKKDW Shuttle Service แบบเรียลไทม์ดูข้อมูลการดาวน์โหลดได้ที่ www.viabus.co🛺 เดินทางสะดวก ด้วยพาร์ตเนอร์ด้านการเดินทางจาก Muvmi Muvmi Promotionผู้ใช้ใหม่: ลด 50% โค้ด BKKDWNEW (3 ครั้ง/คน)ผู้ใช้เดิม: ลด 10% โค้ด BKKDWMUV เฉพาะบริการ SAVER เท่านั้น (2 ครั้ง/คน)หมายเหตุ: ใช้ได้เฉพาะ รัตนโกสินทร์ สีลม และวงเวียนใหญ่เซฟภาพนี้เก็บไว้ได้เลย! เพราะไม่ว่าจะมาด้วยรถไฟฟ้า รถเมล์ นั่งเรือ หรือขับรถมาเอง เราก็ได้รวมทางเลือกการเดินทางและจุดจอดรถครบทั้ง 4 ย่านสร้างสรรค์มาแนะนำทุกคน ช่วยให้การวางแผนเที่ยว Bangkok Design Week 2026 เป็นเรื่องง่ายย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย คือ พื้นที่ประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เติบโตเคียงคู่กับถนนสายแรกของประเทศซึ่งตัดขึ้นตามแบบตะวันตก ก่อนพัฒนาเป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ใช้การออกแบบเป็นพลังหลัก เชื่อมอัตลักษณ์ดั้งเดิมกับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย เพื่อยกระดับทั้งธุรกิจ คุณภาพชีวิต และระบบนิเวศของย่าน📌รวมโปรแกรมย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อยhttps://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=280ติดตามเรื่องราวของย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย ได้ที่:▸ Charoenkrung Creative District > www.facebook.com/CharoenkrungCD▸ วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวย่านตลาดน้อย > www.facebook.com/taladnoijourney▸ สำนักงานเขตบางรัก > www.facebook.com/BangkokBangRakย่านปากคลองตลาด คือ ย่านการค้าประวัติศาสตร์ที่พัฒนาสู่ตลาดค้าขายดอกไม้ชื่อดังของไทย พื้นที่แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบทางความคิด สีสัน รูปทรง และจังหวะชีวิตของผู้คน เปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์เข้ามาหยิบจับ ตีความ และต่อยอด เชื่อมโยงภูมิปัญญาของพ่อค้าแม่ค้ารุ่นเดิมเข้ากับพลังของคนรุ่นใหม่📌รวมโปรแกรมย่านปากคลองตลาดhttps://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=50632ติดตามเรื่องราวของย่านปากคลองตลาด ได้ที่:▸ Humans of Flower Market : มนุษย์ปากคลองฯ > https://www.facebook.com/manuspakkhlongย่านพระนคร คือ ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและบรรยากาศดั้งเดิม การออกแบบเข้ามาชุบชีวิตอาคารและพื้นที่เดิมผ่านการใช้งานใหม่สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์และธุรกิจขนาดย่อม สร้างการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ ชุมชน และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน📌รวมโปรแกรมย่านพระนครhttps://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=49828ติดตามเรื่องราวของย่านพระนคร ได้ที่▸ Urban Ally > https://www.facebook.com/UrbanAlly.SUย่านบางลำพู – ข้าวสาร คือ ย่านท่องเที่ยวที่ผสานวิถีชีวิตดั้งเดิมกับความร่วมสมัย สะท้อนชีวิตเมืองผ่านวัดเก่า อาคารดั้งเดิม ร้านรวง และวิถีของผู้คนที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง การออกแบบเข้ามาถอดรหัสเรื่องเล่าของพื้นที่ ให้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชีวิตประจำวันกลายเป็นประสบการณ์ร่วมที่ทั้งคุ้นเคยและมองเห็นในมุมใหม่📌รวมโปรแกรมย่านบางลำพู – ข้าวสาร https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=106531ติดตามเรื่องราวของย่านบางลำพู – ข้าวสาร ได้ที่:เสน่ห์บางลำพูhttps://www.facebook.com/sanaebanglamphuนอกจากย่านหลักแล้ว เทศกาลฯ ยังขยายสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ อาทิ พร้อมพงษ์ บางโพ ศรีนครินทร์ สุขุมวิทใต้ สามย่าน–บรรทัดทอง หัวลำโพง บางกอกใหญ่–วังเดิม และจตุจักร พร้อมกิจกรรมและโชว์เคสจากศิลปิน นักสร้างสรรค์ และผู้ประกอบการ ที่ช่วยให้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กระจายไปทั่วเมือง📌รวมโปรแกรมย่านสร้างสรรค์อื่น ๆ https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program?nbh=284ก่อนออกเดินเที่ยว Bangkok Design Week 2026 อย่าลืมแวะอ่านข้อตกลงเล็ก ๆ สักนิด เพื่อให้การเที่ยวชมราบรื่น สนุก และไม่รบกวนคนรอบข้าง เพราะทุกพื้นที่คือชุมชนที่มีผู้คนใช้ชีวิตอยู่จริง และการใส่ใจกันเล็กน้อยช่วยให้เทศกาลเป็นมิตรต่อทั้งชุมชนและเมืองด้วยเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 (Bangkok Design Week 2026) อาจมีการบันทึกภาพและวิดีโอตลอดเทศกาลฯ รวมถึงการเก็บข้อมูลการลงทะเบียนซึ่งอาจเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ประมวลผล และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ตามที่ได้ระบุไว้ด้านล่างนี้ ทั้งนี้ หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ระยะเวลาที่สำนักงานจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ วิธีการในการเก็บรักษา และมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หรือเกี่ยวกับสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล ช่องทางและวิธีในการใช้สิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงสิทธิในการขอถอนความยินยอมของท่านได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว หรือติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงานได้ที่: dpo@cea.or.thอนึ่ง สำนักงานและทีมผู้จัดกิจกรรม จะนำภาพนิ่งและภาพวิดีโอสำหรับการประชาสัมพันธ์เทศกาลฯ และข้อมูลส่วนบุคคลของท่านสำหรับประสานงานการเข้าร่วมกิจกรรม “Bangkok Design Week” เท่านั้น หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ทาง hello.bkkdw@cea.or.thอ่านนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) เพิ่มเติม www.cea.or.th/th/privacy-policyBANGKOK DESIGN WEEK 2026DESIGN S/O/S ดูโปรแกรมทั้งหมดได้ที่ : https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program29 ม.ค. – 8 ก.พ. 2569 ที่ย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย, พระนคร, ปากคลองตลาด, บางลำพู – ข้าวสาร และพื้นที่อื่น ๆ
