BANGKOK DESIGN WEEK 2026, 29 JAN–8 FEB

สนทนากับ Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research ในวันที่เสาไฟ ผ้าตาข่าย และลานคนเมืองกลายเป็นสถาปัตยกรรมของผู้คน ใน Bangkok Design Week 2026

เผยแพร่เมื่อ 13 ชั่วโมงที่แล้ว

2

ถ้าจะพูดถึง “การออกแบบเพื่อรอด” กรุงเทพฯ น่าจะเป็นหนึ่งในเมืองที่มีสไตล์การเอาตัวรอดชัดเจนที่สุด เราเห็นมันผ่านผ้าใบกันแดดหน้าแผงลอย รถที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของร้านค้า หรือเรือที่แปลงตัวเองเป็นสะพานข้ามคลอง สิ่งเหล่านี้สะท้อนสัญชาตญาณของคนเมืองที่หาทางอยู่กับข้อจำกัด จนบางครั้งเราลืมไปว่ามันคือ “การออกแบบ” รูปแบบหนึ่ง


Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research คือสตูดิโอของ เจอร์รี่ หง (Jenchieh Hung) และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี สองสถาปนิกที่ทำงานควบคู่ไปกับบทบาทของอาจารย์ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันเส้นทางการทำงานของทั้งคู่ก็ผ่านประสบการณ์ในต่างประเทศมายาวนาน ตั้งแต่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน ไปจนถึงการร่วมงานกับสตูดิโอระดับโลกอย่าง Renzo Piano Building Workshop และ Kengo Kuma & Associates ก่อนจะกลับมาร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอด้วยกันที่กรุงเทพฯ


สำหรับ Bangkok Design Week 2026 พวกเขาเลือกสำรวจภาษาของเมืองผ่านสิ่งธรรมดาที่เรามองข้าม ตามปณิธานประจำสตูดิโอที่เชื่อว่า ก่อนจะออกแบบอะไรสักอย่าง เราต้องเข้าใจบริบทรอบข้างให้ดีเสียก่อน จนกลายมาเป็น High Line Bangkok โปรเจกต์ People Pavilion หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร


พวกเขาใช้เพียงผ้าตาข่ายสีขาวและเขียวขึงเข้ากับเสาไฟเดิมในพื้นที่ เปลี่ยนลานร้อนกลางเมืองให้กลายเป็นพื้นที่พักพิงที่มีทั้งร่มเงา ลม และบรรยากาศใหม่ให้ผู้คนอยากเข้ามาใช้งาน กลางวันคือที่นั่งเล่น กลางคืนคือพื้นที่ที่แสงไฟไหลผ่านเส้นผ้าอย่างนุ่มนวล แม้งานจะถูกรื้อถอนหลังจบเทศกาลฯ ไปแล้ว แต่ก็ยังทิ้งคำถามสำคัญเอาไว้ว่า สิ่งที่เราเดินผ่านทุกวันนั้น อาจเป็นอะไรได้มากกว่าที่เคยคิด


วันนี้ เราอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปสำรวจจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ ผ่านบทสนทนากับเจอร์รี่และกุลธิดา ถึงกระบวนการทำงาน วิธีคิดเรื่องเมืองและผู้คน ไปจนถึงบทบาทของงานออกแบบในวันที่เมืองเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน




สำหรับ HAS design and research สถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่การสร้างอาคาร แต่คือการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ และบริบทรอบตัว เส้นทางของทั้งเจอร์รี่และกุลธิดาจึงค่อย ๆ หล่อหลอมผ่านประสบการณ์การทำงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน ไปจนถึงการร่วมงานกับสตูดิโอระดับโลกอย่าง Renzo Piano Building Workshop และ Kengo Kuma & Associates ก่อนจะกลับมาก่อตั้ง HAS design and research ในกรุงเทพฯ ด้วยความเชื่อว่า งานออกแบบที่ดีไม่จำเป็นต้องโดดเด่นที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นงานที่เข้าใจสถานที่และผู้คนได้ลึกที่สุด ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ก็ยังมองว่าวิชาชีพนี้คือสิ่งที่สามารถทำไปได้ตลอดชีวิต หากเราได้ทำในสิ่งที่รักจริง ๆ


Q: วิธีคิดแบบ ‘ทำความเข้าใจบริบท’ สำคัญกับการออกแบบสไตล์  HAS design and research อย่างไร


กุลธิดา : ถ้าเทียบง่าย ๆ มันเหมือนกับการเล่าเรื่องหนังสักเรื่อง เราต้องคิดพล็อตก่อน ต้องรู้ว่าโลเคชันอยู่ที่ไหน มีเรื่องราวอะไรในพื้นที่นั้น อาชีพเราก็เหมือนกัน เรารู้แล้วว่าจะสร้างอะไร แต่เราจะเอาเนื้อหาอะไรมาพูดถึงมัน ก็ต้องไปมองว่าในบริบท ณ ที่ตรงนั้น ผู้คนแถวนั้นมีคาแรกเตอร์อะไร มีเรื่องราวอะไรที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับอาคารได้ 


ถ้าให้อธิบายสไตล์การออกแบบของ HAS design and research ก็เหมือนกับการดูหนังที่ไม่เฉลยตั้งแต่ต้น ผู้ชมจะค่อย ๆ คลี่คลายเรื่องราวไปเรื่อย ๆ นั่นคือไคลแม็กซ์ของสถาปัตยกรรม และพอออกไปแล้วก็จะได้รับข้อมูลหรือความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เหมือนตอนที่เข้ามา


พวกเราเคยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ ‘Chameleon Architecture: Shifting / Adapting / Evolving ว่า สถาปัตยกรรมของ HAS design and research เปรียบเหมือนกิ้งก่า บางวันโดดเด่น บางวันกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์และบริบทในช่วงเวลานั้นเรียกร้องอะไร และถ้าสมดุลนั้นเกิดขึ้นได้ มันก็จะสร้างภาพใหม่ของสถาปัตยกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน


Jenchieh:  การทำความเข้าใจบริบทคือหัวใจสำคัญของการออกแบบ เพราะสถาปัตยกรรมไม่ควรเป็นเพียงวัตถุที่ถูกวางลงบนพื้นที่ แต่ควรเติบโตมาจากความสัมพันธ์ของสถานที่ ผู้คน และวิถีชีวิต เราให้ความสำคัญกับการสังเกตสภาพแวดล้อม ทั้งแสง ลม วัสดุ วัฒนธรรม และพฤติกรรมของผู้ใช้งาน เพื่อให้พื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลายครั้งข้อจำกัดของบริบทกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างภาษาใหม่ทางสถาปัตยกรรม โดยสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปทรง แต่คือการสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถานที่อย่างแท้จริง




เบื้องหลังการทำงานกับ BKKDW2026 และการออกแบบ People Pavilion

พื้นที่ที่เชื่อม ‘โครงสร้างเมือง’ กับ ‘ชีวิตผู้คน’ เข้าด้วยกัน


Bangkok Design Week คือหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่ทำให้ HAS design and research มองเห็นศักยภาพของ “งานออกแบบ” ในการเปิดบทสนทนาใหม่ให้กับเมือง ตั้งแต่ช่วงแรกที่พวกเรากลับมาเมืองไทยจากเซี่ยงไฮ้และเข้าร่วมงานด้วยการเปิดสตูดิโอย่านเพชรเกษมให้ผู้คนเข้ามาทำความรู้จักวัสดุและพื้นที่รอบตัว ไปจนถึงการได้เห็นว่าเทศกาลฯ นี้สามารถค่อย ๆ ปลุกชีวิตและความสนใจในหลายย่านของกรุงเทพฯ พร้อมกันได้จริง ขณะเดียวกัน ใน BKKDW2026 พวกเขายังร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อ “กรุงเทพฯ” ผ่านทั้ง People Pavilion และนิทรรศการ Sustaining Bangkok Identities ที่ชวนตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ผู้คน และการออกแบบร่วมสมัย 


Q: จุดเริ่มต้น คอนเซปต์ และกระบวนการทำงานของ People Pavilion เป็นอย่างไร


กุลธิดา : จุดเริ่มต้นมาจากทีม Urban Ally ที่ดูแลย่านพระนคร โทรมาชวนให้ร่วมงานในปีนี้ ซึ่งฟังดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วมีความยากซ้อนอยู่หลายชั้น ทั้งข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ และการที่พื้นที่นี้จะมีกิจกรรมทับซ้อนกันหลายงานพร้อม ๆ กัน 


ก่อนหน้านี้ HAS design and research เคยทำ Pavilion ด้านนอกอาคารมาแล้วหลายหลังในจีน จริง ๆ แต่ละที่ก็จะมีเงื่อนไขต่างกัน พวกเราจึงเคยชินกับการทำงานในเงื่อนไขที่ยาก พอได้รับการเชิญจึงตอบรับทันที เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำในกรุงเทพฯ มาตั้งนานแล้ว


สำหรับ People Pavilion ใน Bangkok Design Week 2026 ครั้งนี้ เราเริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่สำรวจจริง ซึ่งพบว่า คนในลานคนเมืองมักหลบแดดใต้ต้นไม้ตอนกลางวัน และมาใช้พื้นที่ใต้เสาไฟตอนกลางคืน คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เราจะเชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องสร้างโครงสร้างใหม่เลย 


เลยเป็นที่มาของไอเดียการใช้เสาไฟที่มีอยู่เดิมเป็นโครงสร้างหลัก แล้วขึงผ้าตาข่ายที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่น ให้แสงผ่านได้ กรองแสงได้ และลมพัดผ่านได้ โดยลากจากด้านบนลงสู่พื้นให้บิดเป็นเกลียว จนก่อให้เกิดร่มเงาใหม่ในพื้นที่ที่ปกติร้อนจนไม่มีใครอยากนั่ง เส้นสายเหล่านั้นยังนำแสงจากเสาไฟไหลลงมาตามเส้นได้ในเวลากลางคืนด้วย 


แนวคิดนี้ยังมาจากการตีความคำว่า ‘Design SOS’ ผ่านการทำความเข้าใจวิธีที่คนไทยแก้ปัญหาและเอาชีวิตรอดด้วยสิ่งที่มีอยู่ใกล้มือ ตั้งแต่ร้านค้าริมทางที่ใช้รถมาจอดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างร้าน ไปจนถึงสะพานเรือข้ามฟากที่ตลาดน้ำที่สมุทรปราการ ทางชุมชนเขาสร้างกันขึ้นเองเพราะสะพานจริงอยู่ไกล แล้วก็ดึงภาษาเหล่านั้นมาตีความใหม่ใน Pavilion อย่างมีเหตุผล


สำหรับในพาร์ทของผ้าตาข่าย ผ้าที่เราเลือกใช้จะเป็นโทนสีขาวและเขียว ซึ่งเชื่อมโยงทั้งธรรมชาติและสีประจำตัวของกทม. ไปพร้อมกัน สุดท้ายก็เลยดึงสีเขียวของ กทม. มาเป็นสีหลักแต่กว่าจะได้รับอนุมัติจาก กทม. ต้องผ่านการประชุมเกือบทุกกองของ กทม. มีวิศวกรมาคำนวณแรงลม แรงดึง และพิสูจน์ว่าเสาไฟรับน้ำหนักได้จริง ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มคุยจนติดตั้งแล้วเสร็จประมาณสามเดือน และช่วงติดตั้งต้องลงพื้นที่ย่านพระนครแทบทุกวัน (หัวเราะ)


หลังจบงาน ผ้าตาข่ายที่ถอดออกมาก็ถูกส่งต่อให้ภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำไปตัดเย็บเป็นกระโปรง เส้นรอยตะเข็บยังเห็นได้ชัดว่าคือผ้าชิ้นเดิมที่เคยพลิ้วอยู่บน Pavilion มาก่อน จนแทบกลายเป็น zero waste จริง ๆ ค่ะ


Q: แล้วนิทรรศการ Sustaining Bangkok Identities ที่ทำควบคู่กันมาใน Bangkok Design Week 2026 ครั้งนี้ล่ะ


Jenchieh : นิทรรศการ Sustaining Bangkok Identities เป็นอีกโปรเจกต์ที่เราทำควบคู่กับ Bangkok Design Week 2026 ร่วมกับนิสิตปริญญาโท i+mARCH คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานของนิสิตที่ชวนตั้งคำถามว่า “อัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ” จะสามารถดำรงอยู่และพัฒนาไปพร้อมกับอนาคตของเมืองได้อย่างไร โปรเจกต์นี้ไม่ได้มองอัตลักษณ์ในฐานะสิ่งที่หยุดนิ่ง แต่เป็นสิ่งที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านวิถีชีวิต ผู้คน ความทรงจำ และสภาพแวดล้อมของเมือง ที่พวก เราเชื่อว่าการเรียนรู้ผ่านการสังเกตเมืองจริง และการทำงานร่วมกันระหว่างการศึกษาและวิชาชีพ เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างมุมมองใหม่ต่ออนาคตของกรุงเทพฯ



Q: คิดว่า Bangkok Design Week มีบทบาทอย่างไรในการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับนักออกแบบไทย


กุลธิดา : มีบทบาทแน่นอนค่ะ (หัวเราะ) คิดว่าเทศกาลฯ นี้ทำให้นักออกแบบแข็งแรงขึ้นมาก เพราะแค่การเข้าร่วมงาน เราก็ต้องเรียนรู้ทั้งการประสานงาน การนำเสนอไอเดีย รวมถึงการทำงานร่วมกับคนหลายฝ่ายไปพร้อมกัน


อย่างโปรเจกต์นี้เอง ต้องเข้าประชุมกับเกือบทุกกองของ กทม. เพื่อค่อย ๆ ผ่านกระบวนการอนุมัติในแต่ละขั้น กระบวนการเหล่านี้แหละคือการเติบโต เพราะมันทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการทำงานออกแบบในเมืองจริง ๆ ต้องอาศัยการสื่อสารและความร่วมมือมากแค่ไหน


ยิ่งถ้าเป็นการสร้าง pavilion ขึ้นมาสักหลัง ซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งพื้นที่ ผู้คน และบริบทหลายด้านพร้อมกัน มันก็ยิ่งต้องคิดซ้อนกันหลายชั้นกว่าจะออกมาเป็นงานหนึ่งชิ้นได้ ไม่ใช่แค่มีไอเดียแล้วจบ แต่ต้องผ่านการประสานงานกับหลายฝ่ายตลอดทั้งกระบวนการ นี่คือสิ่งสำคัญที่ Bangkok Design Week มอบให้กับนักออกแบบได้ และยังเป็นโอกาสที่หาได้ยากจากที่อื่น


Jenchieh : Bangkok Design Week เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ทำให้งานออกแบบเชื่อมโยงกับผู้คน เมือง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้จริง เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้ทดลองความคิดใหม่ สร้างการร่วมมือและต่อยอดสู่การทำงานในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุด คือการทำให้ผู้คนเห็นว่าการออกแบบสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนได้


Q: People Pavilion จะไปต่ออย่างไรในอนาคต


กุลธิดา: อย่างที่ได้บอกไป ในแง่วัสดุ ผ้าตาข่ายที่ได้ถูกนำกลับไปใช้ใหม่และกลายเป็นกระโปรงไปแล้วค่ะ แต่ในแง่ของความหมาย สิ่งที่ High Line Bangkok หรือ People Pavilion ที่พวกเราออกแบบพยายามปลุกขึ้นมา คือการตั้งคำถามว่า โครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างเสาไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่แยกขาดจากผู้คนเสมอไป แต่มันสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมืองได้เหมือนกัน


ในอนาคต พวกเราก็คงอยากส่งต่อแรงกระเพื่อมนี้ไปยัง pavilion อื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เพราะสำหรับ HAS design and research นั้น pavilion ที่ดีไม่ควรเป็นแค่วัตถุที่ถูกนำไปตั้งอยู่ในพื้นที่ แต่ควรเป็นสิ่งที่สามารถเล่าเรื่องบางอย่าง สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคนที่เข้ามา และต่อยอดไปสู่บทสนทนาหรือผลลัพธ์บางอย่างได้จริง ไม่อย่างนั้นก็คงพูดได้ไม่เต็มปากว่านี่คือ People Pavilion


Jenchieh : People Pavilion จะไม่ใช่เพียงโครงสร้างชั่วคราว แต่เป็นการกระตุ้นแนวคิดของพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างประสบการณ์ร่วมกันได้อย่างถาวร




อนาคตของวงการดีไซน์ไทย ในสายตาของ HAS design and research


Q: คิดว่าวงการดีไซน์ไทยกำลังอยู่ตรงจุดไหนของการเปลี่ยนผ่าน


กุลธิดา : โชคดีที่ได้มีโอกาสมองภาพวงการนี้ในหลายมุมพร้อมกัน ทั้งในฐานะสถาปนิก อาจารย์ และบรรณาธิการรับเชิญให้กับนิตยสารต่างประเทศที่พูดถึงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ได้เห็นแนวโน้มและพัฒนาการของวงการจากมุมกว้าง


ต้องบอกตรง ๆ ว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ดีมาก ทั้งในแง่คุณภาพงานและระบบนิเวศรอบข้าง มีการผลักดันจากหลายฝ่ายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน มีช่องทางที่กระตุ้นให้ผู้คนรู้คุณค่าของงานออกแบบ และสิ่งนั้นไม่ได้ส่งผลแค่ในวงวิชาชีพ แต่ส่งไปถึงเจ้าของโครงการด้วย เมื่อเจ้าของโครงการเข้าใจคุณค่าของงานออกแบบ วงการก็จะพัฒนาต่อไปได้มากยิ่งขึ้น และถ้ามองไปถึงภาพใหญ่ระดับโลก ตอนนี้ยุโรปและอเมริกาหันมาโฟกัสเอเชียมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในยุโรปเองแทบไม่มีพื้นที่ให้สร้างตึกใหม่แล้ว ส่วนใหญ่ก็ต้องปรับปรุงอาคารเก่า ขณะที่รากเหง้าและเอกลักษณ์ของงานออกแบบในเอเชียคือสิ่งที่โลกมองหา อนาคตของนักออกแบบไทยจึงสดใสกว่าที่เคยเป็นมา


Jenchieh : วงการดีไซน์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการสร้างงานที่สวย ไปสู่การสร้างคุณค่า ที่เชื่อมโยงกับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นักออกแบบรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของดีไซน์ว่า จะสามารถสร้างอิทธิพลต่อเมืองและชีวิตประจำวันได้อย่างไร นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะประเทศไทยกำลังเริ่มสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของงานออกแบบที่มีทั้งความร่วมสมัยและรากทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน


Q: ในวันที่โลกของการออกแบบเชื่อมถึงกันหมดแล้ว ‘ตัวตน’ และ ‘ความเป็นท้องถิ่น’ ยังสำคัญอยู่ไหมสำหรับนักออกแบบร่วมสมัย


กุลธิดา : สำคัญมาก และมันคือสิ่งที่สอนนิสิต นักศึกษาอยู่เลย นักออกแบบต้องรู้ว่าตัวเองอยากพูดถึงอะไร มีความตั้งใจที่ชัดเจนว่า เราอยากสร้างอะไร ถ้าขาดสิ่งนี้ไป งานออกแบบก็จะไม่พัฒนา


ส่วนความเป็นท้องถิ่นในวันนี้คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างในเวทีโลก ความเป็นไทยร่วมสมัยมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากอินโดนีเซีย ต่างจากมาเลเซีย และนั่นคือโอกาสของนักออกแบบไทยที่จะก้าวออกไปไกลกว่าแค่ในประเทศหรือในภูมิภาค ไม่ใช่แค่วงการออกแบบ แต่มันส่งผลไปในทุกมิติของงานสร้างสรรค์


Jenchieh : ผมคิดว่า ยิ่งโลกเชื่อมถึงกันมากขึ้น ตัวตนและความเป็นท้องถิ่นยิ่งสำคัญ เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้งานออกแบบมีความหมายและไม่เหมือนกัน ความร่วมสมัยในวันนี้ไม่ใช่การลบความแตกต่าง แต่คือการนำรากทางวัฒนธรรม ความทรงจำ และวิถีชีวิต มาตีความใหม่ให้เชื่อมกับโลกปัจจุบัน


Q: แล้วความ ‘ยั่งยืน’ ในระดับวงการออกแบบคืออะไรกันแน่


กุลธิดา : ทุกวันนี้คำว่า sustainable (ยั่งยืน) อยู่ในทุกอณูของชีวิต ตั้งแต่ขวดน้ำยันอาหารการกิน แต่ถ้าพูดถึงความยั่งยืนในวงการออกแบบ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความยั่งยืนทางจิตใจของนักออกแบบเอง คือการมีทิศทาง มีความตั้งใจที่ชัดเจนว่า เราอยากพูดถึงอะไร ถ้าขาดตรงนี้ไป งานออกแบบก็ไม่พัฒนา และเราก็จะมีนักออกแบบน้อยลงเรื่อย ๆ ความยั่งยืนที่แท้จริงของวงการจึงต้องเริ่มจากการผลักดันให้คนในวงการมีพลังที่จะทำงานต่อไปได้อย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่ผลิตงานออกมาว่าสามารถทำได้จริง


Jenchieh : ความยั่งยืนในระดับวงการออกแบบ ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้วัสดุสีเขียวหรือเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพยากร สามารถเติบโตไปด้วยกันได้ในระยะยาว มันคือการออกแบบที่เข้าใจทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อมกัน แม้เวลาจะเปลี่ยนไป




Q: อยากเห็นสถาปัตยกรรมสาธารณะในกรุงเทพฯ พัฒนาไปในทิศทางไหน


กุลธิดา : มีอยู่วันหนึ่งหลังจากทำงานเสร็จ ระหว่างเดินในซอย เราก็เงยหน้าไปเห็นเส้นสายไฟพาดข้ามกันอยู่เต็มท้องฟ้า ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าสายไฟเหล่านี้มีสีคงจะดีแค่ไหน ซึ่งหลังจากนั้นก็เริ่มเห็นคนโพสต์ภาพมุมเดียวกันในโซเชียลมีเดีย แบบ High Line Bangkok นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าคนเริ่มมองเมืองในแบบที่ต่างออกไปแล้ว


สำหรับตัวเองคงอยากเห็นโครงสร้างพื้นฐานของเมืองถูกมองในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน ไม่ใช่แค่สิ่งที่ตั้งอยู่แยกออกไป อย่างในจีนมีโรงไฟฟ้าที่คนเข้าไปเรียนรู้การผลิตไฟได้ นั่นคือการเปิดให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งกรุงเทพฯ ก็มีศักยภาพแบบนั้น แค่ต้องเปลี่ยนวิธีมองว่าสิ่งที่มีอยู่แล้ว สามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างไร


Jenchieh : พื้นที่สาธารณะไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ว่าง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่สร้างความสัมพันธ์ ระหว่างคน เมือง และธรรมชาติให้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง 


Q: สุดท้ายนี้ ในวันที่เมืองและโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ทั้งสองคนคิดว่า งานออกแบบทำหน้าที่อะไรกับผู้คนและสังคม


กุลธิดา : เยียวยาจิตใจ ไม่ต้องสงสัยเลย มีภาพหนึ่งที่ยังจำได้ชัดคือระหว่างติดตั้ง High Line Bangkok มีคนไร้บ้านที่ปกตินอนอยู่แถวเสาไฟในพื้นที่นั้นเดินมามองและบอกว่า “สวยดี” เพียงเท่านั้นก็รู้สึกได้เลยว่างานออกแบบมีพลังในการยกระดับความรู้สึกของคนได้จริง แม้จะเป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ ก็ตาม


และยังมีอีกภาพที่น่าประทับใจคือกลุ่มผู้สูงอายุที่ปกติเต้นแอโรบิกในลานคนเมืองโดยหันหน้าเข้าทิศทางเดิม พอ pavilion ขึ้นมา เขาก็หันมาใช้มันเป็นฉากหลังใหม่โดยที่ไม่มีใครบอก นั่นคือสิ่งที่งานออกแบบทำได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรเลย คนที่ไม่รู้จักงานออกแบบเลยก็ยังสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่งานชิ้นหนึ่งสร้างขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เชื่อว่างานออกแบบยังมีความหมายในสังคมเสมอ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหนก็ตาม


Jenchieh : ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วมากขึ้น งานออกแบบยิ่งมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เมือง และอนาคต สำหรับ HAS design and research การออกแบบไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสิ่งใหม่ แต่คือการสร้างความเข้าใจ ความหวัง และความสุขให้กับผู้คนในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง


ภาพถ่ายโดย iameverything และ DOF Sky|Ground



แชร์