BANGKOK DESIGN WEEK 2024, 27 JAN–4 FEB

อัพเดทและเที่ยวชมงาน

นวัตกรรมการออกแบบพื้นที่เพื่อชีวิตดีๆ โดย AP Thailand

เปิดผัสสะทั้งห้า สัมผัส Experiential Space จากนวัตกรรมการออกแบบพื้นที่เพื่อชีวิตดีๆ โดย AP Thailand คุณต้องการอะไรจากบ้านหรือพื้นที่อยู่อาศัยบ้าง? แน่นอนว่าฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิต อยู่ กิน นอนหลับสบาย คงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือที่อยู่อาศัยนั้นต้องช่วยเติมเต็มความสุขและมอบประสบการณ์ชีวิตดีๆ ในแบบที่เราเลือกเองได้ด้วย หากคุณยังนึกไม่ออกว่า ‘ชีวิตดีๆ’ แบบที่ว่าเป็นอย่างไร เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ครั้งนี้ เอพี ไทยแลนด์ ได้สร้างสรรค์พื้นที่เชิงประสบการณ์และนำเสนอนวัตกรรมการออกแบบพื้นที่ ที่มอบความรู้สึกและประสบการณ์ใหม่ๆ ของการมี ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’ ให้ทุกคนได้มาสัมผัสไปด้วยกัน ที่หน้าลานไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง ภายใต้คอนเซปต์ ‘LIVE WELL SPACE’เปิดประสบการณ์ ‘ชีวิตดีๆ’ กับ LIVE WELL SPACEอยากชวนคุณมาสัมผัสประสบการณ์ชีวิตดีๆ บนพื้นที่ ‘LIVE WELL SPACE’ ที่ถ่ายทอดมาจากนวัตกรรมการออกแบบพื้นที่ของเอพี ผ่านประสาทสัมผัสรอบด้าน ทั้งการฟัง จ้องมอง รู้สึก และสัมผัส ภายใต้สภาพแวดล้อมที่จะทำให้คุณสุขกาย สบายใจ พร้อมกิจกรรมไฮไลต์ที่ชวนค้นหาความหมายของชีวิตดีๆ ในแบบที่คุณต้องการ พร้อมออกแบบความเป็นตัวเองลงไปในธรรมชาติ ซึ่งนำติดมือกลับบ้านไปสร้างแรงบันดาลใจต่อได้อีกด้วย นอกจากนี้ พื้นที่ในงานยังออกแบบมาให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในคอมมูนิตี้ เพื่อสานสัมพันธ์และเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ ไปด้วยกันหยิบไอเดีย ‘ชีวิตดีๆ’ ต่อยอดสู่ชีวิตจริงนอกจากเราจะได้สัมผัสประสบการณ์ชีวิตดีๆ ในแบบเอพี ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในพื้นที่ LIVE WELL SPACE เอพียังมีของที่ระลึกสุดพิเศษให้คุณติดมือกลับบ้าน เพื่อนำไอเดียในพื้นที่นี้กลับไปสร้างมิชชั่นสนุกๆ ค้นหารูปแบบการใช้ชีวิตที่สุขทั้งกายสบายทั้งใจไปด้วยกันกับคนที่คุณรักที่บ้านของคุณเองอีกด้วยเพราะชีวิตที่ดี เกิดขึ้นได้จาก ‘นวัตกรรมการออกแบบพื้นที่ ที่ดี’เพราะชีวิตที่ดีเกิดขึ้นจากหลากหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่การอยู่อาศัยที่ดี ความปลอดภัย สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้สุขภาพดี รวมไปถึงการมีพื้นที่ที่เข้าใจและเอื้อให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนรอบตัวได้ ซึ่งหัวใจสำคัญที่จะให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้คือ ‘นวัตกรรมการออกแบบพื้นที่ ที่ดี’ในมุมมองของเอพี เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ จึงเป็นหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่เปิดโลกการออกแบบ ให้ผู้คนเห็นความเป็นไปได้ในการนำงานออกแบบมาพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกๆ ด้านให้ดีในแบบที่เขาต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เอพีเชื่อมั่นเสมอมา–Bangkok Design Week 2024Livable Scapeคนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี27 Jan – 4 Feb 2024#BKKDW2024#BangkokDesignWeek#LivableScape#APLiveWellSpace#นวัตกรรมออกแบบพื้นที่ #APSpaceInnovationsDesign#ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้ #apthai

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : บางโพ

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : บางโพ “สร้างคุณค่าใหม่ให้ถนนสายไม้กลายเป็นย่านสร้างสรรค์ ด้วยฝีมือของช่างไม้ไทยระดับตำนาน”หากย้อนกลับไปพูดถึง ‘ย่านบางโพ’ ในช่วง 3-4 ปีที่แล้ว หลายคนอาจเห็นภาพที่นี่เป็นย่านวัตถุดิบงานไม้และช่างฝีมือคุณภาพเยี่ยมที่น่าไว้วางใจหากจะเลือกประกอบเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ ใส่บ้านสักชิ้นแน่นอนว่าในวันนี้ชื่อเสียงนั้นก็ยังมีอยู่เหมือนเคย แต่เพิ่มเติมมาด้วยคำสร้อยในฐานะ ‘ย่านสร้างสรรค์’ ซึ่งกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานย่านของใครหลายคน การันตีด้วยรางวัล Creative City Award ประเภท Branding Award จากงาน Creative Excellence Awards 2023 หรือ รางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ ก้าวต่อไปของถนนสายไม้ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วไม่น้อยจะเป็นอย่างไร ‘อาจารย์โจ้-เจนณรงค์ ทาคูมิ ซาก้า’ ผู้จัดการโครงการ ‘ถนนสายไม้บางโพ ตำนานที่มีชีวิต’ ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการพัฒนาอัตลักษณ์ย่านบางโพให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจะมาอธิบายให้ฟังย่านอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองจุดศูนย์กลางของย่านบางโพ คือ ‘ถนนประชานฤมิตร’ หรือ ‘ถนนสายไม้’ ถนนเส้นไม่สั้นไม่ยาวที่เชื่อมต่อระหว่างถนนประชาราษฎร์ 1 กับถนนกรุงเทพ-นนทบุรี เข้าด้วยกัน ภายในอัดแน่นไปด้วยร้านเฟอร์นิเจอร์ โรงไม้ โรงเลื่อย ร้านหุ้มเบาะ ร้านแกะสลัก และอีกนานาสารพันศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับงานแปรรูปไม้ จึงเรียกได้อย่างเต็มปากว่าที่นี่คือศูนย์รวมงานไม้ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานครถึงแม้ว่าในอดีตชาวบางโพจะประกอบอาชีพแปรรูปไม้ขายมาแต่เดิม แต่บางโพพัฒนาตัวเองมาเป็นถนนสายไม้อย่างเต็มรูปแบบหลังการอพยพเข้ามาทำมาหากินของทั้งพ่อค้าไม้ชาวจีนจากย่านวัดญวนสะพานขาว และชาวบ้านที่เคยทำโรงไม้อยู่ในบริเวณถนนดำรงรักษ์ซึ่งขยับขยายออกมาเมื่อพื้นที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการอีกต่อไป ประสบการณ์ที่ส่งต่อผ่านหลากยุคสมัยหลายสถานที่หลอมรวมกันจนเกิดเป็นต้นทุนทางองค์ความรู้ที่สร้างให้อัตลักษณ์ของย่านบางโพชัดเจนแบบตะโกนจนไม่ต้องเสียเวลาค้นหาแต่นอกจากวัตถุดิบดั้งเดิมที่มีอยู่ภายในย่านแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้บางโพยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดดในยุคสมัยที่โรงงานค่อยๆ เข้ามาแทนที่งานฝีมืออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คือการรวมกลุ่มกันของคนรุ่นใหม่ภายในย่านที่แข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ“ที่นี่มีการรวมตัวของชาวชุมชนที่ชื่อว่า ‘ประชาคมประชานฤมิตร’ และตอนที่ทำงานถนนสายไม้บางโพ เราก็ได้ตั้งเป็น Committee ขึ้นมาใหม่ เรียกว่า Bangpo Wood Team หนึ่งคือเรามองว่าเราอยากสร้างชื่อที่มันพูดง่ายๆ และเป็น Committee ที่เป็น New gen คือทีมนี้จะมีอายุตั้งแต่ 20 ปลายๆ ถึง 40 ปลายๆเรามองว่าความร่วมมือของกลุ่มคนที่หลากหลายในบางโพ มันเป็นสิ่งที่ทำให้ตรงนี้ยังขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อยู่ โดยกลุ่มที่สำคัญที่สุดที่เราสัมผัสได้คือกลุ่มที่เป็น Third Generation กลุ่มผู้อาวุโสหรือเถ้าแก่บางคนในย่านเขาอาจจะยังไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรกันอยู่ จนกระทั่งหลังจากนั้นเหล่าผู้อาวุโสเริ่มส่ง Third Generation มาช่วยเรา ประมาณว่าสามารถมาช่วยอาจารย์โจ้ทำอะไรได้บ้าง เราเลยได้รู้ว่าเขาก็เริ่มเปิดใจและเข้าใจมากขึ้น การทำงานอย่างนี้ต้องอาศัยเวลา เราต้องค่อยๆ ปูทางและคิดต่อยอดว่าปีหน้าจะทำอะไรต่อ”รีแบรนด์เพื่อแนะนำตัวเองใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงย้อนกลับไปในวันแรกที่อาจารย์โจ้เริ่มเข้ามาทำงานกับพื้นที่ย่านบางโพ อาจารย์อธิบายว่า สิ่งที่เขามองว่ายังคงขาดไปในสมการความสำเร็จของย่านบางโพคือ ‘การสร้างการมีตัวตนของย่าน’ “ต้องบอกว่าแบ็กกราวนด์ผมเป็นสถาปนิก เรียนสถาปัตย์จุฬาฯ และเป็นคนกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด แต่ผมไม่เคยทราบเลยว่าในย่านนี้มีถนนที่ขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับไม้อยู่ จนกระทั่งได้มาทำงานและสัมผัสพื้นที่นี้จริงๆ เราเลยเริ่มมองว่าจริงๆ มันมีปัญหาในเชิงการมีตัวตนของชุมชนนี้ในกรุงเทพฯ รึเปล่า เพราะขนาดเราที่เป็นผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์งานไม้โดยตรงในอาชีพการงาน เรายังไม่รู้จักที่นี่เลย”เมื่อพบว่าปัญหาคือการมองเห็นและการรับรู้ตัวตนของย่านจากสายตาคนนอก สิ่งที่อาจารย์เลือกมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาบางโพในเฟสแรกจึงเป็นการ ‘Rebranding’ หรือการสร้างแบรนด์ใหม่ให้กับถนนสายไม้แห่งนี้“ตอนนั้นเราเริ่มคิดว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างการมีตัวตนของย่านนี้ ซึ่งตัวย่านมันมีตัวตนของ Community Identity ที่ชัดเจนมากอยู่แล้ว แต่ถ้าอนาคตไม่ช่วยทำอะไรสักอย่าง ชุมชนนี้ก็อาจจะหายไปและกลายเป็นว่ากรุงเทพฯ จะเหลือแค่ห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์ค้าปลีก (Retail Center) เจ้าใหญ่ๆ ที่ขายไม้ เรามองว่าที่นี่เป็นย่านที่มีการขายสินค้าที่พิเศษ มีเอกลักษณ์และสามารถสร้างอัตลักษณ์ต่อได้อย่างน่าสนใจรวมถึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่รองรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย คอนเซปต์แรกในการทำงานเราเลยใช้คำว่า Rebranding Community เพราะคำว่า Rebranding มันควรนำมาใช้กับชุมชนที่มันมีเชื้ออยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะไม่ตอบโจทย์ในปัจจุบันเรามองว่าเขามีองค์ความรู้เกี่ยวกับงานไม้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูไม้ คุณสมบัติพิเศษของไม้แต่ละชนิด การใช้งาน วิธีการเข้าเดือยในงานเฟอร์นิเจอร์ มี Craftmanship และองค์ความรู้ซ่อนอยู่ทุกองค์ประกอบ แต่ถ้าย่านนี้จะคงอยู่ต่อไปได้ มันจะต้องเปลี่ยนตัวเอง จะมาค้าขายไม้เหมือนเดิมอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนและวาง Position ตัวเองใหม่ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ (Learning hub) เกี่ยวกับไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อที่สุดท้ายแล้วพอ Rebrand และจับอัตลักษณ์ของย่านได้ นอกจากย่านจะเป็นที่สนใจมากขึ้นแล้ว การที่ทำให้พวกเขาเห็นว่านอกจากการค้าไม้มันมีอย่างอื่นที่มี Hype Value ในเชิง closure Identity สูงมาก และนำมาเล่าเรื่องและดึงคนนอกเข้ามาได้ มันก็เป็นการสร้างประโยชน์ในเชิง Business ให้กับเขาด้วย”ก้าวต่อไปด้วยการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากขุมทรัพย์ภูมิปัญญาจากความตั้งใจในวันนั้นจนถึงวันนี้ รางวัล Creative City Award ประเภท Branding Award ได้แสดงให้ทุกคนเห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าความหมายของสิ่งที่อาจารย์โจ้ตั้งใจสร้างให้เกิดขึ้นคืออะไร วันนี้ความท้าทายที่ชาวบางโพมีมากกว่าย่านไหนๆ จึงเป็นการที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าทำอย่างไรเราจึงจะสามารถต่อยอดจากความสำเร็จนี้และก้าวไปสู่อนาคตได้ในอีกระดับ“กับคนในย่านบางโพเราก็คุยกันว่าสิ่งที่เราประสบความสำเร็จแล้วคือเราสร้างแบรนด์ บางโพถนนสายไม้ ได้แล้ว เราก็ถามเขาว่าสิ่งต่อไปที่อยากชูคืออะไร ทุกคนก็เห็นพ้องตรงกันว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราอยากจะชูคือ ‘งานฝีมือไม้ไทย’ เลยตกตะกอนมาเป็นธีม ‘Master of Craftmanship’ เพราะว่าจริงๆ เราขายงานฝีมือ เราไม่มีทางเน้นขายงานโปรดักชั่นใหญ่แบบ Ikea ได้ แต่เรามี Value ของเราเอง ซึ่งมันเป็นคนละแบบกัน”ความตั้งใจนี้ไม่เพียงสำคัญในฐานะเป้าหมายใหม่ของย่าน แต่ยังส่งผลถึงภาพรวมการอนุรักษ์องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของงานช่างฝีมือไม้ไทยให้คงอยู่ต่อไปในอนาคตอีกด้วย“เสน่ห์ของงานไม้คือไม้ทุกชิ้นจะมี Identity ที่ต่างกัน รวมทั้งน้ำหนักมือที่ไม่เท่ากันของช่างไม้ จึงทำให้เกิดความยูนีคในตัวมัน แต่พอมีเครื่องมือเครื่องจักรเข้ามา ทุกอย่างจะกลายเป็น Mass Production ที่เหมือนกันไปหมด ซึ่งเรามองว่าถ้าเราสามารถรักษาความเป็นยูนีคเอาไว้ได้ เราก็จะสามารถรักษาอาชีพของกลุ่มช่างฝีมือไม้เอาไว้ได้ด้วย”การจะไปสู่สิ่งนั้น อาจารย์โจ้อธิบายว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘การสร้างองค์ความรู้’ ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการให้ความรู้ (Educate) กับทั้งคนในชุมชนและคนนอกซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา“ผมมองว่าการ Educate กลุ่มคนต่างๆ มันจะเป็นการ Close loop ของการเข้าใจว่าไม้มันมีมูลค่ามากกว่าแค่เป็น Product Material แต่ลงไปถึงรากเหง้าของประเทศไทยที่มีการใช้ไม้มาอย่างยาวนาน และเรายังเป็นประเทศที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับงานไม้เยอะมากสิ่งสำคัญคือเราต้องพูดกับคน 2 กลุ่มนี้ให้ได้ หนึ่ง Educate คนภายในให้เข้าใจว่าตัวเองมีของดี มีองค์ความรู้ที่คนอื่นไม่มี และคุณต้องเรียนรู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไปและจะต้องรู้ว่าจะปรับตัวอย่างไร และสองคือ Educate กลุ่มคนภายนอก ให้รู้ว่าถ้าต้องการจะซื้อชิ้นไม้ชิ้นหนึ่ง เขาต้องรู้ว่ามันมี Value มากกว่าการเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้ เพราะถ้าคุณเลือกซื้องานฝีมือจากไม้ธรรมชาติ เท่ากับว่าคุณได้สนับสนุนทั้ง Sustainable Product,  Local remade และยังส่งเสริมให้มีการว่าจ้างอาชีพกลุ่มช่างไม้ต่อไปด้วย”Immersive Workshop ที่อยากเปลี่ยนช่างไม้หนึ่งครั้ง ให้เป็นช่างไม้ตลอดไปสำหรับกิจกรรมในเทศกาล Bangkok Design Week ปีนี้ อาจารย์อธิบายว่าอยากขยายขอบเขตของการสร้างประสบการณ์ไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้และสร้างโอกาสใหม่ในการประกอบอาชีพงานไม้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น จึงตั้งใจเปลี่ยนรูปแบบของการเดินทัวร์ภายในย่านให้กลายเป็น Immersive Workshop ที่ผู้เข้าร่วมจะได้ทดลองทำงานไม้และเรียนรู้เทคนิคอย่างจริงจัง โดยตั้งกลุ่มเป้าหมายเอาไว้เป็นเหล่านักออกแบบที่สามารถนำความรู้ด้านงานไม้ไปต่อยอดได้ในชีวิตจริง“ปีที่แล้วเรามาในคอนเซปต์ Living Museum ที่พาคนนอกมาเรียนรู้เรื่องไม้ผ่านการเดินสำรวจในย่าน ให้เขาได้รับรู้กระบวนการตั้งแต่ตัดต้นไม้จนถึงการแปรรูปว่าเป็นยังไง แต่ปีนี้เรามองว่าการที่จะรักษาองค์ความรู้เอาไว้ให้ได้ เราอยากดึงกลุ่มคนที่สนใจเรื่องช่างไม้จริงๆ มาเข้าร่วม เลยไปโฟกัสที่กลุ่มนักออกแบบเพื่อดึงคนกลุ่มนี้มาเรียนรู้การเป็นช่างไม้จริงๆจากแค่การเดินทัวร์ เราทำเป็น Station ว่าแต่ละจุดต้องทำอะไรบ้าง เพื่อจะได้ทำและเข้าใจการสร้างไม้จริงๆ เช่น การเลือกไม้ ลักษณะของไม้มีกี่แบบ และอีกอย่างคือ ให้คนมาทำ Interlocking Wood เป็น Experience Day ที่คนที่เข้ามาไม่ได้แค่ดูอย่างเดียวแต่ได้ทดลองทำ มีประสบการณ์กับไม้ต่างๆ ด้วยตัวเขาเอง เพื่อให้เขาได้มีทักษะเกี่ยวกับการทำงานดีไซน์จริงๆ และสามารถรักษาองค์ความรู้นั้นต่อไปได้”เส้นทางบนถนนสายไม้ที่ทอดยาวต่อไปจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ตามมาพิสูจน์กันได้ด้วยตาตัวเองที่ Bangkok Design Week 2024 ย่านบางโพ รู้จักกับ ‘ย่านบางโพ’ มากยิ่งขึ้นผ่านโปรแกรมแนะนำประจำย่านBangpho Phenomenonwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/93452 สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์จากไอเดียของคุณwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/93435 Taste of Bangphowww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/93727 คลิกเพื่อดูโปรแกรมทั้งหมดของย่านบางโพ ที่นี่ : www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program?nbh=49831 –Bangkok Design Week 2024Livable Scapeคนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี27 Jan – 4 Feb 2024#BKKDW2024#BangkokDesignWeek#LivableScape

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : เกษตรฯ - บางบัว

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : เกษตรฯ – บางบัว“ร่วมมือกับเพื่อนบ้าน สร้างสรรค์ย่านเรียนรู้ให้น่าอยู่สำหรับทุกคน”“มอเกษตร’ ใหญ่เหมือนมีเมืองทั้งเมืองอยู่ข้างในเลย!” คือคำนิยามที่หลายคนมักจะมีเมื่อพูดถึง ‘ย่านเกษตร’ แต่นอกจากเมืองทั้งเมืองที่ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้คือพื้นที่รายรอบยังมีชีวิตและความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบดำเนินอยู่ควบคู่กันไปด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนต่างๆ ที่อยู่คู่กับมหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนาน หรือย่านที่อยู่อาศัยและกิจการที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทั้งนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยที่เพิ่มจำนวนขึ้นในฐานะ Co-host น้องใหม่ของวงการย่านสร้างสรรค์ที่ร่วมจัดงาน Bangkok Design Week ปีนี้เป็นปีที่สอง ‘คณะก่อการย่านเกษตร’ มองความท้าทายและโอกาสในการทำงานกับพื้นที่ย่านเอาไว้อย่างไร มาร่วมหาคำตอบไปด้วยกันเมืองและมหาวิทยาลัยที่หลอมรวมกันอย่างกลมกลืนคณะก่อการย่านเกษตรอธิบายว่าถึงแม้ ‘ย่านเกษตรฯ – บางบัว’ จะเริ่มต้นขึ้นมาโดยมีพื้นที่หลักอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่สิ่งที่พวกเขาค้นพบหลังจากที่ทำงานในพื้นที่ คือชุมชนและรูปแบบความสัมพันธ์ต่างๆ ที่ฟอร์มตัวขึ้นโดยรอบ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการมีอยู่ของมหาวิทยาลัยอย่างมีนัยสำคัญ“นอกจากโซนมหาวิทยาลัยแล้ว เรายังมองไปว่ารอบๆ เกษตรมันมีชุมชน ซึ่งเป็นชุมชนที่เผลอๆ อยู่มาก่อนเกิดเกษตรด้วยซ้ำ ส่วนมากจะอยู่ตามริมคลอง อย่างบางเขนจะมีชุมชนริมน้ำต่างๆ อยู่เยอะ เช่น ชุมชนบางบัว ชุมชนบึงกุ่ม ชุมชนโรงสูบ ที่อยู่กับมหาวิทยาลัยมานานมากนอกจากนี้ตั้งแต่มีบ้านบุคลากรต่างๆ เข้ามา พอเราได้ลงไปศึกษาชุมชน ก็ได้พบว่า คนที่อยู่ในชุมชนก็เป็นพนักงานที่ทำงานซัพพอร์ตมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ภารโรงไปจนถึงอาจารย์ แล้วก็มีกิจการต่างๆ ที่ซัพพอร์ตคนกลุ่มนี้ เช่น ร้านอาหารและคาเฟ่ต่างๆ เกิดขึ้นมาด้วย เราก็เลยมองว่ามันเป็นความสัมพันธ์หนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจ”อีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นโอกาสของย่านเกษตร คือตำแหน่งที่ตั้งที่ครอบคลุมพื้นที่การเดินทางสัญจรสำคัญภายในเมืองหลากหลายรูปแบบ“นอกจากเรื่องของชุมชนแล้ว ที่เราสนใจคือเกษตรยังเป็น hub ของ transit หลายๆ ทาง เช่น รถไฟฟ้า 2 สาย เกษตรจะอยู่ตรงกลาง หรือท่ารถที่กระจายไปสู่เมืองต่างๆ หลายๆ เมือง มองว่าเป็นพื้นที่ตรงกลางแบบหนึ่ง มองว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ภาพรวมเราจึงมองว่าเกษตรมันมีหน้าตาประมาณนี้” อัตลักษณ์ที่รอวันสร้างเมื่อย่านเกษตรเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ที่บรรจุทั้งมหาวิทยาลัยและชุมชนโดยรอบหลากหลายชุมชนไว้ด้วยกัน หนึ่งในความท้าทายของคณะก่อการย่านเกษตร จึงเป็นการหาคำนิยามให้กับย่าน ว่าอะไรกันแน่คือ ‘อัตลักษณ์’ ของย่านเกษตร“จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังตอบได้ไม่ชัดว่าย่านเกษตรมีอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์แบบไหน มันไม่ได้เห็นชัดเจนเหมือนย่านพระนครที่มีอาคารเก่า หรือปากคลองตลาดที่มีดอกไม้ อย่างเกษตรถ้าพูดถึงสิ่งที่เห็นด้วยตามันจะยังไม่ค่อยเห็นสิ่งนี้ก็เลยเป็นหนึ่งในโจทย์ที่เรากำลังพยายาม explore อยู่ แต่ถึงแม้จะยังหาอัตลักษณ์ที่ชัดเจนไม่ได้ เราก็ตั้งใจว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการซัพพอร์ตชุมชน และซัพพอร์ตคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ ถ้าได้ทำต่อไปเรื่อยๆ วันนึงเราก็อาจจะหาเจอก็ได้ว่าเกษตรที่ทุกคนอยากเล่าเป็นแบบไหนกันแน่”เชื่อมต่อทั้งย่านให้กลายเป็นเพื่อนบ้านใน Kaset Neighborhoodคณะก่อการย่านเกษตรเล่าย้อนไปถึงประสบการณ์ในการจัดงาน Bangkok Design Week ปีก่อนว่าสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัญหาสำคัญคือการที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ตลาด และมหาวิทยาลัย ให้มามีส่วนร่วมกับกระบวนการได้เท่าที่ควร ในปีนี้พวกเขาเลยตั้งเป้าหมายหลักเป็นการดึงคนในพื้นที่ให้มามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างให้คนกลุ่มต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันนี้มีความเป็น ‘เพื่อนบ้าน’ กันจริงๆ มากขึ้น“เราตั้งชื่อเล่นของธีมงานย่านเกษตรในครั้งนี้ว่า Kaset Neighborhood หรือ เกษตรเพื่อนบ้าน เพราะเรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน รวมทั้งคนที่อยู่รอบๆ ว่าจริงๆ เกษตรเป็นย่านที่มีหอพักเยอะมาก มีคนเข้ามาอยู่เพื่อทำงาน อยู่เพื่อเรียน หรือชุมชนที่อาจจะเคยเจอกันหรือไม่เจอกัน เรารู้สึกว่าอยากจะดึงชุมชนเหล่านี้ให้รู้สึกถึงความเป็นเพื่อนบ้านต่อกันมากขึ้น รู้สึกเป็นมิตรกันเราคิดว่าการสร้างความรู้สึกของการเป็นเพื่อนบ้านจะทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้นจริงๆ แล้วมันเกิดจากประเด็นเล็กๆ อย่างเช่น บางทีนิสิตมีการจัดกิจกรรมอยู่ข้างๆ ชุมชนใกล้เคียงก็อาจยังมีความไม่เข้าใจหรือเข้ามามีส่วนร่วม คือชุมชนไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนบ้านกันเท่าไหร่ เราเลยอยากสร้างโมเมนต์นี้ สร้างความรู้สึกนี้ให้เกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป”เกษตรแฟร์ที่เป็นของคนในย่านสำหรับงาน Bangkok Design Week ในปีนี้ กิจกรรมหลักของย่านเกษตรคือการทำตลาดซึ่งเป็นศูนย์รวมตัวผู้ประกอบการ และสินค้าต่างๆ โดยพวกเขาให้คำนิยามว่าอยากให้เป็นเหมือน ‘งานเกษตรแฟร์ของคนในย่าน’ ที่เลือกมาแล้วว่าคนมาออกร้านจะเป็นคนในย่านและกิจการในย่านมากกว่าร้านดังหรือแบรนด์ใหญ่จากพื้นที่อื่นๆ“พูดตรงๆ ว่าหากมองเผินๆ อาจจะคล้ายกับเกษตรแฟร์ที่เป็นงานเฟสติวัล แต่หนึ่งในความต่างคือเราอยากจะ curate คนที่มาขาย และมาเข้าร่วมให้ค่อนข้างเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่นี้จริงๆ หรือว่ามีส่วนร่วมในพื้นที่นี้จริงๆ ซึ่งเราตั้งเป้าหมายว่าเป็นคนที่ขายอาหารลึกๆ อยู่ในชุมชน ซึ่งปกติถ้าเรามาอยู่ในที่หนึ่งเราอาจจะใช้เวลานานหน่อยในการค้นพบร้านเหล่านี้ และเขาเองก็ไม่ได้โปรโมตตัวเอง ไม่ได้ลงใน Grab ด้วยซ้ำ ก็จะเข้าถึงยาก ซึ่งร้านเหล่านี้ก็เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ด้วย ราคาก็อาจจะไม่ได้แพงด้วย เรามองเป็นในเชิงการซัพพอร์ตเศรษฐกิจระดับย่าน และในงานก็อาจจะมีกิจการเชิง art and craft เข้ามาเสริมด้วย เราอยากมองเข้าไปในรายย่อยมากกว่า ก็เลยจะต่างกับเกษตรแฟร์ที่ส่วนมากเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่อาจจะชวนเขามาขายในพื้นที่ตลาด ซึ่งเป็นสวนสาธารณะตรงกลางของ community นี้ ให้เขาได้มาเจอกัน และชวนกลุ่มคนต่างๆ ในพื้นที่ ผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจจะเพิ่งเริ่ม คนที่อยู่หออยู่คอนโดที่อาจจะเริ่มทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้ออกมาขาย ก็หวังว่าทุกคนจะได้มาเจอกัน และแลกเปลี่ยน contact รวมถึงอาจจะมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเล่นดนตรี มีการ enjoy กัน มีกิจกรรมประกวดภาพเก่า ให้ทั้งคนในชุมชนและคนที่มีประสบการณ์ร่วมกับเกษตรที่ผ่านมามาแชร์ภาพเก่าๆ ร่วมกัน หรืออาจจะมีกิจกรรมดูหนังกลางแปลง ให้คนในชุมชน walk-in เข้ามาดูได้ไม่ยาก ก็กำลังมองๆ กิจกรรมเหล่านี้อยู่ ซึ่งนำมาสู่การสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อไปและยังมีกิจกรรมอื่นๆ ของทางมหาวิทยาลัย ที่เป็นเรื่องของการอนุรักษ์บ้านบุคลากรเก่าตั้งแต่ปี 2500 ที่กำลังจะถูกรื้อ จัดโดยอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่กำลังทำเรื่องการอนุรักษ์อยู่ เพราะอาคารนี้จริงๆ ก็อยู่ติดกับชุมชนในพื้นที่ เราเลยอยากทำให้คนทั้งภายในและภายนอกได้เห็นถึงความสำคัญของมันเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์ต่อไป อย่างตรงบางบัวเอง จะเป็นคอนเซปต์เรื่อง Third place – ความเป็นไปได้ใหม่ของการเป็นพื้นที่สันทนาการ ก็จะเป็นกิจกรรมเชิงไลฟ์สไตล์ของพาร์ตเนอร์ คือ ม.ศรีปทุม และ SC ASSET ที่เป็นการจัดแสดง Lighting Installation ตรงนี้ก็จะเป็นอีกกลุ่มกิจกรรมค่อนข้างใหญ่เลยที่มีภาคเอกชนมาร่วมมือในการพัฒนาเราอยากเห็นความร่วมมือกันและกันของคนในพื้นที่ และอยากเห็นคนที่มาร่วมงานได้มา connect กันมากขึ้น อย่างคนนอกที่เข้าชมงาน BKKDW ก็อาจจะได้มาเจอกับชุมชน ก็อาจจะมี connection ต่อกันที่ไม่ใช่แค่ในย่าน แต่กระจายไปสู่คนจากพื้นที่อื่นหรือนักสร้างสรรค์คนอื่นๆ ในอนาคตที่อาจจะสนใจเข้ามาทำให้เกษตรมีความเป็นย่านสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อประกาศว่าเกษตรกำลังเปิดรับบางอย่างอยู่ และหวังว่าชุมชนที่เข้ามามีส่วนร่วมก็จะได้อะไรกลับไปเช่นกัน”คณะก่อการย่านเกษตรปิดท้ายว่า การเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมที่หลากหลายเหล่านี้ในพื้นที่เดียว อาจจะกลายมาเป็นอัตลักษณ์ใหม่ของย่านเกษตรในอนาคตก็เป็นได้ แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร? มาร่วมสร้างสรรค์คำนิยามใหม่ๆ ให้กับย่านเกษตรได้ที่งาน Bangkok Design Week 2024รู้จักกับ ‘ย่านเกษตรฯ – บางบัว’ มากยิ่งขึ้นผ่านโปรแกรมแนะนำประจำย่านตลาดผูกปิ่นโต Fairwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/70548 BAMBOO MACHE MODULARwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/87919 LiVELY STREET FURNITURE 01 by Bangkok City Labwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/programกาลครั้งหนึ่ง ณ บางเขนwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/70495 คลิกเพื่อดูโปรแกรมทั้งหมดของย่านเกษตรฯ – บางบัว ที่นี่ : www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program?nbh=49824    –Bangkok Design Week 2024Livable Scapeคนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี27 Jan – 4 Feb 2024#BKKDW2024#BangkokDesignWeek#LivableScape

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : หัวลำโพง

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : หัวลำโพง“วาดอนาคตย่านสร้างสรรค์รอบสถานีรถไฟใจกลางเมือง จากเรื่องราวในอดีตที่ไม่เคยถูกบันทึก”ใครหลายคนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เวลา 24 ชั่วโมงในสถานีรถไฟหมุนเร็วกว่าโลกภายนอกมากนักจากบรรยากาศที่พลุกพล่านขวักไขว่ไปด้วยทั้งบรรดานักเดินทางหน้าใหม่ พ่อค้ามือฉมังที่เข้ามาติดต่อธุรกิจใจกลางกรุง ชาวต่างจังหวัดที่เข้ามาตามหาความฝัน และชาวเมืองหลวงที่ต้องลาจากบ้านเกิดไปเรียนหรือทำงานที่อื่น แน่นอนว่า ‘หัวลำโพง’ ก็ปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นอย่างดีมาตลอดกว่า 100 ปีที่ผ่านมาในฐานะ ‘สถานีรถไฟกรุงเทพ’ หรือศูนย์กลางการสัญจรที่สำคัญประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อย่านที่เคยเป็นกำลังสำคัญในการนำพาผู้คนมากมายให้เดินทางเชื่อมถึงกันได้จำเป็นต้องออกเดินทางกับเขาบ้างในวันที่บริบทของสังคมเปลี่ยนแปลงไป ตามมาหาคำตอบไปด้วยกันกับ ‘คุณมิว-ญาณิน ธัญกิจจานุกิจ’ และ ‘คุณจับอิก-ปกรณ์วิศว์ เวียงศรีพนาวัลย์’ สมาชิกกลุ่ม ริทัศน์บางกอก (ReThink Urban Spaces หรือ RTUS) ในฐานะ Co-host ผู้ร่วมจัดงาน Bangkok Design Week 2024 ย่านหัวลำโพงการเดินทางครั้งใหม่ของ ‘อดีตศูนย์กลางการเดินทาง’‘หัวลำโพง’ และซอยพระยาสิงหเสนี คือย่านที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในยุคที่สถานีรถไฟกรุงเทพยังคงเปิดทำการ คุณมิวอธิบายว่าที่นี่เคยเป็นทั้งที่หลับนอนและแหล่งพักท้องของคนเดินทางไกล ซึ่งอัดแน่นไปด้วยลูกค้ามากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาใช้บริการตลอดทั้งวันทั้งคืน“เช่นแบบว่า ถ้านักเดินทางนั่งรถไฟไกลๆ มาจากทางใต้ คนใต้ก็จะบอกกันปากต่อปากว่าในซอยนี้มีร้านอาหารฮาลาลเจ้าอร่อยอยู่นะ หรือว่าในยุคก่อนก็จะมีโรงแรมดังๆ ที่เวลาคนเดินทางไกลมาถึงก็จะมาพักก่อนไปทำธุระในย่านอื่นๆ ในโรงแรมก็จะมีร้านอาหารดังๆ อยู่ข้างใต้ เช่น ข้าวหมูแดงไอเตี้ยไอสูง คนแถวนั้นเขาก็จะเรียกกัน ซึ่งปัจจุบันมันก็หายไปพร้อมกับการตัดทางด่วนและการย้ายสถานีแล้ว” คุณมิวและคุณจับอิกอธิบายต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของหัวลำโพงมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน หนึ่ง คือการขยายตัวของเมืองที่ส่งผลต่อทั้งการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเมือง รวมถึงเปลี่ยนผู้ใช้งานหน้าเก่าให้ห่างหาย และ สอง คือสถานการณ์โควิด-19 ที่เหมือนเลือกจังหวะในการเข้ามาซ้ำเติมได้ถูกเวลาซะเหลือเกิน“หัวลำโพงเจอการเปลี่ยนแปลงมาหลายอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนึงคือเจอทางด่วนผ่ากลางชุมชน คือตรงกลางชุมชนก็หายไปเลย กลายเป็นลานปูนใต้ทางด่วน มันก็เกิดผลกระทบครั้งใหญ่ไปรอบหนึ่ง แล้วพอมาเจอโควิด หัวลำโพงก็โดนผลกระทบอีก และมันก็ทำให้ซบเซาลงไปเรื่อยๆเพราะช่วงโควิดที่ผ่านมามันเงียบมาก ยิ่งมาเจอเรื่องย้ายสถานีอีก ร้านค้าก็หาย เขาก็ย้ายรถไฟจำนวนมากไปไว้ที่บางซื่อ พนักงานก็หาย นักเดินทางก็หาย ส่งผลกระทบต่อพื้นที่นี้อย่างมาก เพราะที่หายไปคือคน 2 กลุ่มหลักๆ ที่หล่อเลี้ยงย่านนี้เราเห็นกับตาเลยอย่างช่วงที่ผ่านมามีร้านอาหารฮาลาลร้านหนึ่งถูกปิดตัวไป เพราะรถไฟสายใต้ไม่มาแล้ว จาก 50 กว่าคนต่อวัน เหลือแค่ 5 คน เลยทำให้เขาอยู่ไม่ได้ แล้วต้องปิดตัวลงกลับไปอยู่ต่างจังหวัด พอเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ร้านที่ยังอยู่ก็อยู่ได้แหละ แต่รายได้ก็หายไปมาก” ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่ส่งผลต่อย่านนับครั้งไม่ถ้วน คุณมิวและคุณจับอิกไม่ได้มองว่าเรื่องนั้นเป็นจุดจบ แต่คือการเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ของย่านหัวลำโพงต้นทุนอันล้ำค่า มาจาก ‘เรื่องราวที่ไม่เคยถูกจดบันทึก’เมื่อลองปรับมุมมองเพียงไม่มาก ด้วยการเปลี่ยนจุดศูนย์กลางของเรื่องเล่ากลับมาสู่สิ่งที่เป็นหัวลำโพงจริงๆ เมื่อสถานีรถไฟย้ายออกไป สิ่งที่พวกเขาได้ค้นพบคือต้นทุนทางสถานที่ตั้งและเรื่องราวมากมายที่ไม่เคยถูกใครจดบันทึก และแน่นอนว่าไม่มีใครเคยบอกเล่าออกไปยังโลกภายนอกเช่นกัน“ตัดเรื่องสถานีรถไฟเดิมออกไปแล้วลองมองแบบ science analysis ในแง่กายภาพคือโลเคชันมันดีมาก นอกจากมันจะอยู่ใกล้หัวลำโพง มันยังอยู่ติดกับ MRT ซึ่ง MRT นี้จะเป็นเหมือนตัวเชื่อมจากเมืองฝั่งจุฬาเป็นต้นไปเข้าไปยังพื้นที่เมืองเก่า เช่น ถ้าจะไปตลาดน้อย เจริญกรุง ก็จะสามารถต่อรถเข้าไปได้ ไปเยาวราชก็ได้ ในแง่ที่ตั้ง มันมีศักยภาพ นอกจากนี้เรายังพบว่าในชุมชนก็ยังมีเรื่องเล่าอื่นๆ อีกเยอะมาก มีคนในชุมชนที่ทำกระดุมจีน พับกระดาษไหว้เจ้า รับจ้างต่างๆ มีการทำโคมเต็งลั้ง มีอะไรอีกเยอะแยะที่มันเป็นเรื่องเล่า มีกิจการที่อยู่รอบๆ ทั้งงานเหล็ก งานคราฟต์ ที่เขาทำนำเข้าเหล็กมาจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นจุดที่ผู้รับเหมาจะมาติดต่อหาลายแปลกๆ นำไปทำงานในพื้นที่อื่นๆ เราก็เลยได้รู้ว่า หัวลำโพงมันก็มีเรื่องเล่าอีกมากมายที่เราไม่จำเป็นต้องไปเชื่อมโยงกับสถานีรถไฟ และกลุ่มคนกลุ่มเดิมที่ย้ายออกไปแล้วก็ได้”คุณมิวและคุณจับอิกอธิบายว่าการค้นพบใหม่นี้มาพร้อมกับความท้าทายของการต่อสู้กับเวลา เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้เจอเรื่องราวมากมาย แต่หลายเรื่องกำลังใกล้จะกลายเป็นเพียงความทรงจำ“จากที่คุยกันและรวมตัวเป็นเครือข่ายหัวลำโพง เราอยากรีบเก็บข้อมูลก่อนที่มันจะไม่ทันคนรุ่นนี้ เพราะหลายๆ เรื่องเวลาที่เขาเล่ามา มันมักจะจบด้วยคำว่าคนที่ทำสิ่งนี้ได้ไม่อยู่แล้ว เป็นต้น ก็คือเราไม่ทันรุ่นนั้นแล้ว หลายเรื่องมันกลายเป็นเหลืออยู่แค่ในความทรงจำของคนแก่ไปแล้ว ไม่มีการจดบันทึกไว้ด้วย เพราะในยุคก่อน ภาพเก่ามันหายากมากๆ เพราะคนในพื้นที่ก็ไม่ได้มีรายได้มาซื้อกล้องถ่ายภาพ แต่จากที่ไปคุยไปย้อนให้ทุกคนช่วยเล่า มันก็ยังเป็นสิ่งที่น่าเก็บเอาไว้เป็นทุนทางวัฒนธรรมของย่าน และสำหรับรุ่นที่เรายังทันอยู่ เราก็อยากรีบบันทึกเอาไว้และทำเป็นฐานข้อมูล”ฉายแสงให้คนในเห็นคุณค่าของตัวเองผ่านความคิดสร้างสรรค์เมื่อมองเห็นโอกาสในการนำเรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่ากลับมาปรับใช้ ก่อนจะเริ่มทำงานกับใครที่ไหนไกล สิ่งที่คุณมิวและคุณจับอิกมองว่าสำคัญที่สุดคือการฉายไฟให้คนในพื้นที่เริ่มมองเห็นคุณค่าของตัวเองและสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่มี เมื่อมองเห็นคุณค่าแล้วจึงจะสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างบทสนทนาและโอกาสใหม่ๆ ในพื้นที่ได้“เหมือนตอนนี้ในพื้นที่ก็ขาด sense of belonging อะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน แต่พอได้เริ่มลงไปทำกิจกรรมที่เป็นเชิง placemaking หรือการลองพูดถึงเรื่องราวเก่าๆ มากขึ้น เราก็เริ่มเห็นบทสนทนาที่ว่า ทำไมเราจะเป็นเหมือนย่านเก่าแก่อื่นๆ ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ ชุมชนเราก็มีความเก่าแก่เหมือนกัน เรามีต้นทุนวัฒนธรรมตั้งเยอะ แต่ทำไมพื้นที่ตรงนี้ไม่ถูกพูดถึงในเชิงวัฒนธรรมเลย เพราะส่วนใหญ่เวลาพูดถึงหัวลำโพงคนจะนึกถึงแต่ส่วนกลาง เราเลยหวังว่า อยาก keep energy แบบนี้ต่อไปให้ได้ ให้ในชุมชนมันมี sense of belonging อะไรบางอย่าง และอยากจะ push ให้ชุมชนไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันอาจจะเริ่มต้นจากคนแค่กลุ่มเดียว แต่เรารู้สึกว่ามันจะเป็น snowball effect ที่ช่วยบอกต่อและส่งต่อความรู้สึกแบบนี้ให้กระจายไปสู่คนที่เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในชุมชน และหวังว่ามันน่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในระยะ 3 ปีนี้แหละ พอคนในชุมชนมองเห็น เราก็จะค่อยมาดูกันต่อว่าเราจะสามารถพูดถึงต้นทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วเอาไปสื่อสารให้เป็นภาพจำให้กับคนนอกยังไงได้บ้าง ว่าหัวลำโพงไม่ได้มีแค่สถานีรถไฟ แต่มีทั้งผู้คนและต้นทุนทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่จะทำให้ย่านถูกพูดถึงใหม่ ว่าหัวลำโพงมันมีมากกว่านั้น”แน่นอนว่า Bangkok Design Week ในครั้งนี้ก็จะเป็นหนึ่งครั้งที่พวกเขาตั้งใจอยากทำให้คนในพื้นที่ได้มองเห็น value ของตนเองมากยิ่งขึ้น “เรามองว่าการจะอยากให้พื้นที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง เขาอาจจะต้องพึ่งพาคนกลุ่มใหม่ๆ มากขึ้นตามรูปแบบการใช้งานพื้นที่ที่เปลี่ยนไป เลยอยากนำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคิดความสร้างสรรค์ต่างๆ มาจับกับพื้นที่เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมใหม่ๆ เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างคนเจนเก่า เจนใหม่ รวมถึงเด็กที่อาจจะยังไม่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดในพื้นที่ ให้ได้มาทำความรู้จักกัน เพื่อให้คนข้างในเข้มแข็งก่อนที่จะออกมาต่อยอดศักยภาพที่ตัวเองมี ให้พื้นที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง”พร้อมเปิดบ้านแนะนำ ‘หัวลำโพง’ ที่คุณอาจไม่เคยรู้จักใน BKKDW 2024ในงาน Bangkok Design Week ปีนี้ พวกเขามาพร้อมกับธีมง่ายๆ อย่าง ‘การเปิดบ้าน’ เพราะนอกจากการเปิดบ้านจะเป็น Meaning ของการเปิดต้อนรับคนใหม่ๆ และโอกาสใหม่ๆ แล้ว ยังหมายถึงโอกาสแรกในการรวมชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวผ่านการเริ่มเปิดประตูบ้านออกมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันในพื้นที่ส่วนกลางของชุมชนอีกด้วย “เราตั้งใจกันว่าจะมาเปิดบ้านครั้งแรกกัน หลังจากที่มันซบเซาลงไปในช่วงโควิด ดีไซน์วีคปีนี้ในย่านก็มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง เราเลยอยากถือโอกาสนี้ให้ต่างคนได้ต่างโชว์ของที่ตัวเองมี ไม่ว่าจะเป็น Hostel ใหม่ๆ ที่มาเปิด หรือคาเฟ่และสตูดิโอต่างๆ ที่เมื่อก่อนเขาอาจจะจัดดีไซน์วีคเองคนเดียวมาทุกปี แต่ปีนี้จะถือเป็นครั้งแรกที่ทุกคนร่วมกันเปิดบ้านออกมานำเสนอเรื่องราวในภาพใหม่ของความเป็นย่าน มาใส่หมวกย่านหัวลำโพงไปด้วยกัน”“พื้นที่จัดงานจะมีตั้งแต่ MRT ทางออก 3 ตรงข้ามฮ่องกงนูเดิ้ล เข้าไปในซอยพระยาสิงหเสนี ซึ่งซอยนี้จะติดอยู่กับทางด่วนข้างหัวลำโพง เป็นขอบเขตตรงนี้ยาวไปจนถึงใต้ทางด่วน ลอดใต้ทางด่วนไป ทะลุกับอีกฝั่งที่ชิดกับกำแพงที่มีรถไฟ ถนนรองเมือง ไปสุดตรงเส้นหน้าวัดดวงแข เป็นกรอบข้างๆ หัวลำโพง มองเข้าหัวลำโพง จะอยู่ฝั่งขวาคนที่เข้าร่วมก็จะมีตั้งแต่ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ที่ทำงานในพื้นที่มา 40 กว่าปีแล้ว ซึ่งปกติทางมูลนิธิจะจัดงานทุกปีอยู่แล้ว แต่ปีนี้ก็ได้ย้ายช่วงเวลาจัดงานให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ BKKDW จัดแสดงงานของ 4 ชุมชนที่เขาดูแล เป็นงานฝีมือ งานคราฟต์ในชุมชน โชว์ภาพถ่าย มีกิจกรรมให้เข้าร่วม ดำเนินการโดยกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มรองเมืองเรืองยิ้ม ที่เป็น active citizen ที่บ่มเพาะกันมานาน ซึ่งกลุ่มเด็กเยาวชนเหล่านี้ก็ลุกขึ้นมา take action และสื่อสารเรื่องราวของ 4 ชุมชน ซึ่ง 4 ชุมชนนี้ก็จะมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปมีโปรเจกต์ Made in Hua Lamphong ที่เป็นการ Collaboration การทำงานของธุรกิจร้านค้าดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์ในย่านหัวลำโพง 6 ธุรกิจ ทำงานร่วมกับนักออกแบบ 5 สตูดิโอ เพื่อสื่อสารเรื่องราวของดีในย่าน และต่อยอดธุรกิจว่าชุมชนในหัวลำโพงก็มีดีในแบบของตัวเองกลุ่มอื่นๆ ก็จะเน้นไปที่การเปิดบ้านของผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น Play Space Cafe ซึ่งจะมีเครือข่ายชาวช่างภาพ นักถ่ายรูป มาจัดเดินเมือง ถ่ายรูป Nice Photo Walk, C house Hostel เปิดใหม่) ที่เอาโรงงานมุ้งเก่ามารีโนเวตใหม่ อยู่ใกล้ริมทางรถไฟ ที่จะจัดนิทรรศการ ปาจื่อ โหราศาสตร์ เชื่อมโยงกับโหราศาสตร์ น่ำเอี้ยง ที่เป็นต้นทุนที่มีอยู่ในพื้นที่ตรอกหิน เล่าเกี่ยวกับเรื่องของธาตุในตัวคน และให้เดินในพื้นที่ตามหาพื้นที่ที่เสริมธาตุนั้นๆ โดยในงานก็จะมี Installation Art และ Interactive Art เพื่อกระจายคนเข้าไปในย่าน และเล่าเกี่ยวกับโหราศาสตร์ที่อยู่คู่กับชุมชนจีนนี้ด้วยตรงข้าม C house จะมีสตูดิโอของศิลปินชาวอเมริกันชื่อว่า Coby เขาเป็นคนทำงานเหล็ก ตอนแรกเขาอยู่ต่างประเทศ ซึ่งเขามีครอบครัว แต่ไม่รู้ว่าติดใจอะไรในพื้นที่นี้ น่าจะเพราะมีงานเหล็กเยอะ เขาเลยมาเปิดสตูดิโอ เช่าบ้านและทำงานเหล็กอยู่ตรงนี้ โดยปกติถ้าเดินผ่านก็จะปิดบ้านทำงานอยู่ในบ้าน แต่ช่วง BKKDW เขาก็จะเปิดบ้านให้คนสามารถเข้าไปชมได้ ใต้บ้านคาเฟ่ ก็จะมีการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปวาดรูปแคนวาส กิจกรรมเวิร์กช็อปพาเดิน EcoWalk ไปเก็บใบไม้ต่างๆ มาทำ Eco Printing และทำเครื่องหอม, มีผลงานของ Artist in Residency มาร่วมจัดแสดง มีศิลปินจากฟิลิปปินส์ รัสเซีย เป็นต้น มี Mami Papercraft และ ปิติ Studio ที่จะเปิดในช่วงมกราคม ก็จะใช้โอกาสจัดเวิร์กช็อปครั้งแรก แล้วแสดงงานรวมกัน 2 ศิลปินในตึกเดียวกัน และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายเลย สุดท้ายบริเวณใต้ทางด่วน ก็จะมีนิทรรศการของ ริทัศน์บางกอก ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงจัดกิจกรรม โดยที่เราต้องการเก็บข้อมูลในชุมชน โดยเอาศิลปิน 8 คนเข้ามาในพื้นที่ มาใช้พื้นที่ใต้ทางด่วน และให้เขาได้พูดคุย เก็บข้อมูลกับคนในชุมชนจริงๆ โดยจะให้ประเด็นที่แตกต่างออกไปสำหรับศิลปินแต่ละคน ไปในแนวงานที่เขาถนัด เช่น เรื่องความเชื่อ เรื่องตามหาประตูทางเข้าหินที่หายไปเพราะโดนทุบไปกับทางด่วน เป็นต้น”การเดินทางครั้งใหม่ของอดีตย่านแห่งการเดินทางจะเป็นอย่างไร ตามมาหาคำตอบไปด้วยกันได้ที่ Bangkok Design Week 2024 ย่านหัวลำโพงรู้จักกับ ‘ย่านหัวลำโพง’ มากยิ่งขึ้นผ่านโปรแกรมแนะนำประจำย่านMade in Hua Lamphongwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/70966 หัวลำโพง ไม่หิวลำพังwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/71898 อรุณสวัสดิ์ หัวลำโพงwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/71729 Photo Frame Papercraft Workshopwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/92461 คลิกเพื่อดูโปรแกรมทั้งหมดของย่านหัวลำโพง ที่นี่ : www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program?nbh=49826 –Bangkok Design Week 2024Livable Scapeคนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี27 Jan – 4 Feb 2024#BKKDW2024#BangkokDesignWeek#LivableScape

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : บางมด

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : บางมดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลของธรรมชาติ ผู้คน และวัฒนธรรมอันหลากหลาย ที่เชื่อมผ่านกระแสน้ำของคลองบางมดถ้าหากถามถึงชื่อชุมชนสร้างสรรค์สักหนึ่งแห่งที่นอกจากจะมีความเข้มแข็งแล้วยังเริ่มก่อร่างสร้างตัวมาจากคนในชุมชนเอง ‘ย่านบางมด’ คงเป็นหนึ่งในคำตอบที่ใครหลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ไม่ผิดแน่ จากการทำงานพัฒนาพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี และรายนามบรรดาเครือข่ายสร้างสรรค์หลากหลายกลุ่มที่ยาวเป็นหางว่าวและวันนี้ ในที่สุดย่านท่องเที่ยวชุมชนสุดแกร่งแห่งนี้ก็ตัดสินใจก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นด้วยการสมัครเข้าร่วมเป็นผู้จัดเทศกาล Bangkok Design Week อันเป็นเหมือนความฝันสูงสุดของใครหลายคนที่ทำงานพัฒนาชุมชนที่อยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสักครั้งการออกแบบเมืองให้เป็น livable scape ในแบบชาวบางมดจะเป็นอย่างไร ตามไปหาคำตอบด้วยกันกับ ‘อาจารย์นิศากร เพ็ญสมบูรณ์’ จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาเอกสตรีตอาร์ตและการออกแบบเชิงบูรณาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ในฐานะ Co-Host ของเทศกาล Bangkok Design Week 2024 ย่านบางมดการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติและผู้คนอาจารย์นิศากร อธิบายว่า ‘บางมด’ คือหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ยังคงธรรมชาติดั้งเดิมของย่านและความอุดมสมบูรณ์เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตริมคลอง การสัญจรทางเรือ รวมถึงการปลูกพืชแบบร่องสวน เช่น สวนมะพร้าว และสวนส้มบางมด ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สำคัญของย่าน นอกจากนี้ยังเป็นดินแดนพหุวัฒนธรรม ที่มีทั้งคนไทยเชื้อสายจีน คนไทยพุทธ และชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันแต่ยิ่งไปกว่านั้น เสน่ห์ที่บางมดมีอยู่ไม่แพ้ใครคือ ‘ความน่ารัก’ ของผู้คนในย่าน“มิติกายภาพพื้นที่ของย่านบางมดจะเป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันในเชิงของธรรมชาติกับผู้คนที่เป็นลักษณะวิถีดั้งเดิม อย่างเช่น เมื่อเข้าไปในย่าน เราก็จะได้เห็นว่าที่นี่มีคลอง มีสวน มีธรรมชาติ การสัญจรทางเรือ เมื่อก่อนก็จะมีการทำนา และเคยมีการปลูกสวนส้ม ที่ดังๆ ก็จะมีส้มบางมด ซึ่งตอนนี้ก็จะก้าวเข้าสู่ 100 ปีแล้วของสวนส้มบางมดที่อยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ก็มีการปลูกต้นมะพร้าว ซึ่งเป็นการปรับตัวจากที่ปลูกส้มได้ยากอีกทีนึงมิติในเชิงวัฒนธรรม ที่นี่เป็นพหุวัฒนธรรม มีทั้งคนไทยเชื้อสายจีน คนไทยนับถือศาสนาพุทธ มีวัดดังๆ ที่อยู่ในพื้นที่ริมคลองเยอะ เช่น วัดพุทธบูชา วัดบัวผัน รวมไปถึงมีมัสยิดที่อยู่บริเวณริมคลองหลายแห่ง ผู้คนก็มีการอยู่ร่วมกันในเชิงพหุวัฒนธรรมแต่สุดท้ายความโดดเด่นของย่านบางมดเนี่ย มันคือความน่ารักของผู้คนที่อยู่ในย่าน วิถีของคนที่เขาอยู่จริงๆ เหมือนเป็นเครือญาติพี่น้องร่วมกัน รวมไปถึงบรรยากาศที่ทำให้การแข่งขันหรือลักษณะที่มีความเร่งรีบมันดูลดน้อยลง พอเข้าไปในพื้นที่เราจะรู้สึกถึงความ slow life พื้นที่เองก็ทำให้ผู้คนรู้สึกได้พักผ่อน เหมือนพอเราเดินทางมาถึงย่านบางมด เราจะรู้สึกผ่อนคลาย”จากความร่วมมือของคนในย่าน ต่อยอดความฝันสู่ Bangkok Design Weekอย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าบางมดเป็นย่านเก่าแก่ที่มีการรวมตัวเป็นเครือข่ายและลงมือทำงานพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยมีหลายภาคส่วนที่เข้ามาร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันอาศรมศิลป์ เซฟติสท์ฟาร์ม (SAFETist Farm) บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ และบ้านไร่อารียาเมตายา กลุ่มพหุวัฒนธรรมตลาดมดตะนอย รวมไปถึงผู้ประกอบการต่างๆ ผู้ที่อาศัยอยู่ภายในย่าน และอื่นๆ อีกมากมาย โดยอาจารย์นิศากรอธิบายว่าเบื้องหลังในการพัฒนาบางมดให้เข้มแข็งเหมือนอย่างทุกวันนี้ก็มีที่มาจากการที่เครือข่ายภาคการศึกษาเข้ามาทำงานกับชุมชนและร่วมต่อยอดผลลัพธ์ไปสู่การจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องนั่นเอง“มันเป็นการทำอย่างต่อเนื่องค่ะ เหมือนกับว่าเราไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วหยุดไป เราลองเปลี่ยนวิธีการ ให้ผู้คนเข้ามาในตัวชุมชนหรือพื้นที่ที่มันมีประสบการณ์ที่ดูแตกต่างกันบ้าง หลายๆ ครั้งก็จะมีโปรแกรม One Day Trip หรือมีการล่องเรือ มีการพาวอล์กกิ้งทัวร์ในเชิงพหุวัฒนธรรม มีการพูดคุยกันไปด้วย ลองทำหลายๆ รูปแบบเหมือนกับความเข้มแข็งของย่านมันก็มาจากการที่สถาบันการศึกษาเข้าไปให้ข้อมูล เข้าไปกระตุ้นให้ชุมชนเกิดการตระหนักว่าสินทรัพย์ที่ตัวเองมีมันมีมูลค่า และพอลองเอาไปทดลองทำจริงซ้ำๆ เขาก็เริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ เริ่มมองเห็นว่ามันสามารถกระตุ้นรายได้และทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้จริง เขาก็เห็นศักยภาพในตัวเอง”เมื่อชุมชนเข้มแข็งแล้ว ก้าวต่อไปของบางมดจึงเป็นการ Step up ตัวเองในฐานะย่านสร้างสรรค์ไปสู่ความท้าทายใหม่ๆ และความท้าทายที่ว่าก็คือการเข้าร่วมกับเทศกาล Bangkok Design Week นั่นเอง“บางมดมีการรวมกลุ่มและทำงานกันมาตลอดอยู่แล้ว อย่างบางมดเฟสนี่ทำมา 5 ครั้งแล้วนะคะ 4 ครั้งที่ผ่านมาชุมชนเป็นผู้ผลักดันให้เกิดกิจกรรม และอีกหนึ่งครั้งก็เป็นการเข้าร่วมกับตัว กทม. ก็คือเป็นย่านสร้างสรรค์เมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็จะนับว่าเป็นครั้งที่ 6 แล้วที่จะเข้าไปอยู่ใน Bangkok Design Weekคือหลังจากปีที่แล้วที่เราได้ไปเข้าร่วมเป็นย่านสร้างสรรค์ของ กทม. เราก็ได้มาพูดคุยกันว่า เรารู้สึกว่าการทำงานร่วมกันของเรา ประสบการณ์ของเรา เครือข่ายของเรามันพร้อมแล้วประมาณนึง ดังนั้นปีนี้เรามาลองเข้าร่วม Bangkok Design Week กันดีไหม เพราะว่าเรามีทีมที่เข้มแข็ง และทำงานกับพื้นที่อยู่แล้ว ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นในการที่จะลองมาเข้าร่วม Bangkok Design Week ในครั้งนี้ค่ะ” พลิกปัญหาให้กลายเป็นอัตลักษณ์ย่านด้วยความคิดสร้างสรรค์หลักใหญ่ในกระบวนการออกแบบกิจกรรมของย่านบางมดในครั้งนี้คือการผสมผสานระหว่างการ ‘แก้ปัญหาเมือง’ และ ‘ความน่าสนใจของพื้นที่’ เข้าไว้ด้วยกัน พวกเขาจึงพยายามนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงภายในย่านมาเป็นตัวตั้ง และออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ให้สามารถแก้ปัญหานั้นๆ ได้จริง พร้อมกับต่อยอดอัตลักษณ์ของย่านไปในเวลาเดียวกัน“พอมีเรื่องคนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี เรื่องของกายภาพดี ดีต่อใจ ดีไซน์ดี รวมไปถึงย่านบางมดเอง เราไปจับประเด็นของ Hack BKK เพิ่มเติม คือประเด็น ‘หน้าบ้านน่ามอง เปลี่ยนคลองเป็นหน้าบ้าน’ ประเด็นนี้มันมีเรื่องราวว่า พอเราเข้าไปดูในการเดินทางของคนในกรุงเทพฯ สมัยก่อนจริงๆ ปกติเขาก็จะเดินทางด้วยเรือกัน แต่พอเมืองขยาย มันก็ลดน้อยลง แต่ตัวพื้นที่บางมดเองยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตในรูปแบบนี้ค่อนข้างมาก เช่น การเดินทางทางเรือ ถามว่าตรงนี้เป็นจุดเด่นไหม ถือว่าเป็นจุดเด่น แต่ในทางกลับกันก็เป็นจุดด้อยด้วยเหมือนกัน เพราะกลายเป็นว่าการเข้าถึงย่านก็จะมีข้อจำกัดมากขึ้น เราก็เลยเอามาเป็นประเด็นในการแก้ปัญหาในโปรแกรมต่างๆ ด้วยหรือการที่ในย่านมันมีวิถีชีวิตที่เป็นคนเมืองแนวชนบท คือช่วงเย็นๆ ก็จะค่อนข้างเงียบแล้ว พอมืดแล้วทุกคนก็ปิดบ้าน ซึ่งก็จะแตกต่างจากย่านอื่นๆ ที่อยู่ใจกลางเมือง รวมถึงเรื่องแสงสว่างที่มันไม่ได้มีมากอยู่แล้ว เราก็จะพบว่าในชุมชนก็ค่อนข้างที่จะมืด คือเกือบๆ มืดสนิทเลยน่ะค่ะ ดังนั้นลักษณะของตัวโปรแกรม เราก็มุ่งไปที่เรื่องของการทำให้ตัวพื้นที่มันสว่างเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การเดินทางไปยังแต่ละจุดของเราในเทศกาล หรือแม้กระทั่งการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนในชุมชนเองก็จะมีแสงสว่างเพิ่มมากขึ้น”Grow with the Flow‘Grow with the Flow’ (งอกงามตามกระแส) คือชื่อคอนเซปต์ของโปรแกรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในงาน Bangkok Design Week ในครั้งนี้ ซึ่งงดงามสมกับความเป็นบางมดเป็นอย่างยิ่ง เพราะคอนเซปต์นี้กำลังพูดถึงการพัฒนาย่านให้เติบโตงอกงามโดยไม่เร่งรัดและเร่งเร้า แต่เป็นการเติบโตในจังหวะเวลาที่เหมาะสมกับตัวเองเสมือนการไหลไปตามกระแสของน้ำในคลองบางมดที่พวกเขาคุ้นเคย“Grow ในที่นี้เป็นเรื่องของความเติบโต งอกงาม เราก็คิดว่า ลักษณะพื้นที่ของเราเนี่ย คนเข้ามาเราก็อยากให้มันเป็นเรื่องของกระแสน้ำ เพราะเราอยู่ริมน้ำ เรียบๆ ง่ายๆ เลยรู้สึกว่าตัวคอนเซปต์ Grow with the Flow งอกงามตามกระแสเนี่ย เราอยากพูดถึงโลกภายนอกที่มันอาจจะบีบบังคับให้เราต้องเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่พอเข้ามาในพื้นที่นี้ เราจะรู้สึกว่าเหมือนเรา slow life ลง โดยเราจะคิดโปรแกรมให้คนที่อยู่ในกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ชั้นใน หรือพื้นที่ต่างๆ ที่เข้ามาได้รู้สึกว่าพื้นที่บางมดเป็นเหมือนพื้นที่ต่างจังหวัดในกรุงเทพฯ ที่ทุกคนได้เข้ามาพักผ่อนและปล่อยวางความเครียดลงไป”สำหรับสถานที่ในการจัดงาน อาจารย์นิศากรบอกว่าจะตั้งอยู่ในจุดต่างๆ ตลอด 7 กิโลเมตรสองฝั่งคลองบางมด ซึ่งจะมีทั้งจุดที่สามารถเดินเชื่อมต่อกันได้ และจุดที่มีเรือโดยสารให้บริการ และเรือโดยสารที่ว่านี้ก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ทางทีมออกแบบเอาไว้เช่นกัน โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ต่างๆ อย่างเช่น“โปรแกรมกำแพงเรืองแสง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาความมืดในชุมชน ก็จะเป็นกำแพงหนึ่งที่เราซึ่งเป็นคนทำงานสตรีตอาร์ตอยู่แล้ว ปกติเราจะเห็นสีสันสดใสที่อยู่บนกำแพง แต่ตอนนี้เราจะใช้ผงสีเรืองแสงเพิ่มเข้าไป โดยตัวผงสีเรืองแสงมันก็ส่องสว่างในช่วงพลบค่ำ ก็คือช่วงที่บรรยากาศค่อนข้างมืด เสร็จแล้วกลางวันก็จะเห็นเป็นอีกลวดลายนึง กลางคืนก็จะเห็นเป็นอีกลวดลายนึง ซึ่งนอกจากจะสร้างสีสันให้กับตัวพื้นที่แล้ว มันก็ยังเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องของความมืดบางส่วนด้วย โปรแกรมล่องเรือง จริงๆ แล้วเป็นโปรแกรมล่องเรือนี่แหละค่ะ แต่เราเล่นคำว่าเรืองด้วย มาจากเรืองแสง คืออย่างที่บอกว่าเรามีปัญหาเรื่องระยะทางและการเชื่อมต่อกันระหว่างแต่ละจุดของตัวโปรแกรม ซึ่งมันมีระยะทางถึง 7 กิโลเมตรเลย เราเลยคิดว่าเรือนี่แหละคือประสบการณ์นึงที่น่าสนใจ ดังนั้นเราก็เลยทำโปรแกรมในเรื่องของการประดับหลังคาเรือ ตรงผ้าใบเรือให้เป็นลวดลายวิถีชีวิต ดึงเอางานศิลปะที่อยู่ในพื้นที่มาใส่ในตัวลวดลายที่อยู่ข้างบน รวมถึงมีการประดับไฟด้วย ก็คือนอกจากจะเป็นเรือที่ใช้เดินทางระหว่างจุดโปรแกรมแล้ว คนที่เข้ามานั่งเรือเขาก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานศิลปะด้วยนอกจากนี้ก็มีโปรแกรมของน้องๆ จาก KMUTT (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) เป็นงานโปรเจกต์ของน้องๆ ที่จะเล่นเรื่องของการนำเอาวิทยาศาสตร์ ระดับน้ำ ความหนาแน่นของน้ำ มาแก้ปัญหาเรื่องน้ำเพื่อให้ปลาสามารถอยู่ได้ เป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์และนักออกแบบคลอง โดยนอกจากการแก้เชิงวิทยาศาสตร์แล้ว ก็จะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นงาน Installation ในตัวพื้นที่ในประเด็นเดียวกันนี้ด้วย และเราก็ยังมีอีกหนึ่งโปรแกรมที่เชื่อมโยงกันคืองานจากศิลปินเซรามิกที่โตมาในย่านบางมด โดยเขาบอกว่าจริงๆ ในคลองบางมดมันมีอะไรที่อยู่ใต้น้ำเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์จริงๆ สิ่งของ หรือความทรงจำที่อยู่ร่วมกันในกระแสน้ำ ซึ่งเขาก็เอามาทำเป็นตัวเซรามิกที่เป็นรูปทรงต่างๆ แล้ว exhibit ไว้ที่ใต้สะพานหนึ่งที่อยู่ในคลองบางมด เหมือนกับว่าเรายกสิ่งที่มีคุณค่าใต้น้ำขึ้นมาข้างบนให้คนได้เห็น”“ปิดท้ายที่เซฟติสท์ฟาร์ม ซึ่งเขาเป็นพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ มีบ่อน้ำที่อยู่ตรงกลาง มีเลี้ยงปลา มีทำเกษตรอย่างเต็มรูปแบบเลย ในครั้งนี้เขาคิดมาเป็นการดูหนังกลางบ่อ ก็จะเป็นการฉายหนังกลางแปลง แต่เรามีบ่อน้ำตรงกลาง ก็เรียกหนังกลางบ่อรวมถึงไฮไลต์อีกอย่างของเซฟติสท์ฟาร์มเองก็จะเป็น ‘นากน้อยแห่งคลองบางมด’ คือบางมดยังมีตัวนากอยู่นะคะ ตัวนากเนี่ย เขาเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของความสมบูรณ์นะ คือมีเขาแสดงว่าเรามีความอุดมสมบูรณ์ในตัวพื้นที่ ฉะนั้นเราก็เหมือนเอาเขามาเป็นคาแรกเตอร์นึงในการนำเสนอตัวพื้นที่บางมดที่ยังคงสมบูรณ์ไปด้วยวิถีธรรมชาติอยู่ค่ะ ใครที่แวะมาดูหนังก็อาจจะได้มาเจอน้องนากตัวเป็นๆ ด้วย”เข้ามาพักผ่อนใจไปกับกระแสน้ำของคลองบางมดและติดตามก้าวต่อไปในฐานะย่านสร้างสรรค์ในงาน Bangkok Design Week ครั้งแรกของย่านบางมดไปด้วยกันได้วันที่ 27 ม.ค. – 4 ก.พ. นี้รู้จักกับ ‘ย่านบางมด’ มากยิ่งขึ้นผ่านโปรแกรมแนะนำประจำย่านGrow and Glowwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/70777 ล่อง-เรือ(ง)​www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/70848 ความร่วมมือนักวิทยาศาสตร์-นักออกแบบ:ซัสตาโลมwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/71570 นากน้อยแห่งคลองบางมดwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/71157 คลิกเพื่อดูโปรแกรมทั้งหมดของย่านบางมด ที่นี่ : www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program?nbh=84251 –Bangkok Design Week 2024Livable Scapeคนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี27 Jan – 4 Feb 2024#BKKDW2024#BangkokDesignWeek#LivableScape

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : สยาม - ราชเทวี

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : สยาม – ราชเทวีเปิดประตู-รับรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนสร้างสรรค์ที่ซุกซ่อนไว้ใจกลางกรุงเทพฯเมื่อพูดถึง ‘สยาม – ราชเทวี’ สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงย่อมเป็นภาพของทำเลทองระดับพันล้านซึ่งเป็นจุดนัดพบสำคัญของเหล่าวัยรุ่นมาแล้วทุกยุคทุกสมัย จากการเติบโตของห้างสรรพสินค้า ครีเอทีฟสเปซ ร้านค้าและร้านอาหาร ที่ผลัดเปลี่ยนกันทั้งเปิดขึ้นใหม่และล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว ขนาดที่ว่าถ้าคุณไม่ได้แวะมาที่สยามสักหนึ่งปี กลับมาอีกทีอาจจำที่นี่แทบไม่ได้แล้วท่ามกลางบรรยากาศที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วในระดับวินาที สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้คือที่นี่ยังมีชุมชนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางพื้นที่ไม่ต่างจากไข่แดงท่ามกลางไข่ขาว โดยรักษาความสงบ วิถีชีวิต และบรรยากาศที่เนิบช้าเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ราวกับว่านาฬิกาของชุมชนแห่งนี้เดินคนละ Speed กับพื้นที่โดยรอบ และชุมชนที่ว่านี้ก็คือ ‘ชุมชนบ้านครัว’ นั่นเองอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนบ้านครัว รวมถึงแผนในการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างไข่แดงและไข่ขาว ภายในงาน Bangkok Design Week ในครั้งนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ชวนไปตามหาคำตอบกับ ‘อาจารย์อ้น-ธนสาร สุทธาบัณฑิตพงศ์’ และ ‘อาจารย์มาร์ค-ดร.ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์’ ตัวแทนจากเครือข่ายนักพัฒนาเมืองและชุมชนบ้านครัว และ ‘คุณแอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์’ ตัวแทนจากสถาบันอาศรมศิลป์ ผู้ร่วมกันเป็นแกนนำในการเป็น Co-host ประจำย่าน สยาม – ราชเทวี ความสงบนิ่งของวิถีมุสลิมเชื้อสายจาม ท่ามกลางย่านที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาทีสถานที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางในการออกแบบเทศกาล Bangkok Design Week ย่านสยาม – ราชเทวีในครั้งนี้ คือ ‘ชุมชนบ้านครัว’ ชุมชนชาวไทยมุสลิมเชื้อสายจาม ซึ่งอาจารย์อ้นและอาจารย์มาร์คให้คำนิยามว่าเป็น ‘ชุมชนไข่แดงท่ามกลางไข่ขาว’ ที่นอกจากจะมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและอัตลักษณ์ที่ชัดเจนแล้ว ที่นี่ยังสามารถคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าผ่านความเปลี่ยนแปลงทั้งทางวัฒนธรรมและกายภาพมาแล้วหลากหลายรูปแบบ“บ้านครัวมีฐานความเป็นชุมชนเก่าแก่ริมคลองแสนแสบที่แข็งแรง มีประวัติศาสตร์อยู่เดิม คือเป็นกองอาสาจามที่อพยพมาจากกัมพูชาตั้งแต่สมัยอยุธยา และมาตั้งรกรากอยู่ริมคลองแสนแสบใกล้กับจิม ทอมป์สัน โดยชุมชนบ้านครัวก็เป็นแหล่ง Supply ผ้าไหมที่ทอผ้าเป็นผืนให้ทางจิม ทอมป์สันมานานแล้ว เลยมีประวัติศาสตร์ชุมชนที่เกี่ยวพันกับการทอผ้าอยู่เดิมเดิมชุมชนเป็นชุมชนใหญ่ชุมชนเดียว แต่กายภาพมีการตัดคลองแสนแสบ และตัดถนนบรรทัดทอง ปัจจุบันก็เลยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ชุมชนบ้านครัวตะวันตก บ้านครัวเหนือ บ้านครัวใต้ ตามถนนกับคลองที่ตัด การพัฒนาทำให้ชุมชนเขาถูกแบ่งแยกออกไป แถมยังอยู่คนละเขตอีกต่างหาก” “เราสนใจบ้านครัวในฐานะที่เป็นไข่แดงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง คือเป็นชุมชนที่มีระดับความเร็ว ช้ากว่าสิ่งแวดล้อมโดยรอบ คือสยามมีรถไฟฟ้า มีย่านพาณิชยกรรม มีกิจกรรมที่มีคนต่างชาติเข้าไปในพื้นที่ค่อนข้างเยอะ แต่ทำไมความเปลี่ยนแปลงด้านนอกทำอะไรเขาไม่ได้เลย เหมือนจะเป็นที่นาฬิกาของชุมชนเดินคนละสปีดกับพื้นที่โดยรอบ เราเลยสนใจว่าทำไมพื้นที่ตรงนี้มันปิดตัว และมีความเปลี่ยนแปลงช้ากว่า” เปิดบ้านสู่การเป็นครัวอาหารฮาลาลใจกลางกรุงจากความสนใจแรกเริ่มในครั้งนั้น สู่แรงบันดาลใจในการเข้ามาเรียนรู้และทำความรู้จักกับชุมชนบ้านครัวอย่างจริงจัง อาจารย์ทั้งสองพบว่าสิ่งที่ทำให้บ้านครัวกลายมาเป็นชุมชนที่ปิดตัวและแยกตัวเองห่างจากโลกภายนอก มีปัจจัยสำคัญอยู่สองประเด็นด้วยกัน คือความไม่ชัดเจนของที่อยู่อาศัย และแง่มุมทางศาสนา“พอเข้าไปศึกษาจริงๆ เราเลยได้รู้ว่าชุมชนตรงนี้เป็นชุมชนที่มีความเทาๆ คือมีสภาพแบบกึ่งแออัดและเป็นชุมชนดั้งเดิมผสมอยู่ ก็คือจะมีบ้านเช่าอยู่พอสมควร และบ้านบางส่วนก็จะมีเรื่องของความไม่ถูกต้องเรื่องของที่อยู่อาศัย คือการไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้าง ประกอบกับพื้นที่ชุมชนที่มีลักษณะเป็นพื้นที่เอกชนคั่นกับพื้นที่ของกรมธนารักษ์เล็กๆ น้อยๆ ทำให้การพัฒนายังคงไว้ได้อยู่เพราะว่ามันไม่ใช่พื้นที่แปลงใหญ่ผืนเดียวที่ใครจะซื้อไปได้และอีกส่วนหนึ่งก็คือการที่บ้านครัวเป็นสังคมมุสลิม ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างเป็นระบบปิด มีปฏิสัมพันธ์กับคนศาสนาอื่นได้ลำบาก และไม่ได้สะดวกมากนัก เนื่องจากมีข้อห้ามทางศาสนาและระเบียบปฏิบัติที่ค่อนข้างเคร่ง เมื่อมาผสมรวมกับพื้นที่ที่เป็นที่ปิด เป็นตรอกซอยแคบ ที่นี่เลยเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก”เมื่อได้โจทย์ที่สำคัญมาแล้ว ทางทีมก็ตัดสินใจลองเข้าไปพูดคุยกับเครือข่ายที่ทำงานอยู่ในพื้นที่มาอย่างยาวนานอย่างสถาบันอาศรมศิลป์ จึงได้ทราบว่าความพยายามในการเปิดย่านให้เชื่อมต่อกับพื้นที่พาณิชยกรรมภายนอก เพื่อพัฒนาให้เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเล็กๆ ภายในชุมชนนั้นเริ่มต้นขึ้นหลายปีมาแล้ว“ทางอาศรมศิลป์ที่ทำงานร่วมกับสถาบันพัฒนาชุมชนที่อยู่อาศัย เขาทำมา 4-5 ปีแล้ว คือพยายามเปิดพื้นที่และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจให้เขาเห็น เช่น ทำอาหารขาย Grab การเอาเรื่องของวัฒนธรรมมาต่อยอดทางเศรษฐกิจ หลักๆ จะเป็นเรื่องอาหาร และบางพื้นที่ยังมีไปถึงการทำโฮมสเตย์เลย”เมื่อภายในชุมชนเคยมีการริเริ่มเอาไว้อยู่แล้ว การชวนมาร่วมในเทศกาล Bangkok Design Week จึงไม่ใช่เรื่องยาก และเป้าหมายที่เครือข่ายนักพัฒนาเมืองและชุมชนบ้านครัวอยากพาชุมชนที่เคยปิดตัวอย่างสงบนี้ไปถึงให้ได้ผ่านการเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้ คือการเปลี่ยนให้ ‘บ้านครัว’ กลายมาเป็นครัวอาหารมุสลิมใจกลางเมืองที่สำคัญของกรุงเทพฯ ให้ได้“เราอยากทำให้การเปลี่ยนแปลงภายนอกเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เขารู้สึกได้โอกาสทางเศรษฐกิจ และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัย (Housing) ให้ถูกต้อง นี่คือโจทย์ที่ใหญ่ที่สุด แต่ในเชิงกระบวนการ เราจะหยิบเรื่องอาหารมุสลิมซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชนอยู่มาใช้คนภายนอกก็จะมีแหล่งอาหารเพิ่ม คนมุสลิมก็จะมีแหล่งอาหารขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆ ย่านใจกลางเมือง นักท่องเที่ยว คนแถวนั้น ก็จะมีแหล่งอาหารอยู่ไม่ไกล รวมถึงยังเป็นโอกาสที่ทำให้ทุกคนได้สังเกตและเข้าใจเพื่อนบ้านรอบตัวที่อาจจะมีวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเราด้วย”เติมความร่วมสมัยในชุมชนเดิม สัมผัสตำนานดั้งเดิมในพื้นที่ใหม่เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ทางทีมอธิบายว่าสิ่งที่พวกเขาอยากทำให้เกิดขึ้นภายในเทศกาล Bangkok Design Week คือ ‘กระบวนการแลกเปลี่ยนถ่ายเทวัฒนธรรม’ ระหว่างชุมชนดั้งเดิมภายในย่านอย่างชุมชนบ้านครัว และโลกภายนอก โดยเฉพาะพื้นที่สร้างสรรค์ที่เป็นศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่อย่าง GalileOasis “อย่างที่บอกว่าเราสนใจแง่มุมความช้าและความเร็ว ความเก่าและความใหม่ที่มันเชื่อมโยงกับบ้านครัวและพื้นที่รอบๆ ในครั้งนี้เราเลยพยายามมาคิดว่าแล้วการถ่ายเทกันระหว่างบ้านครัวกับพื้นที่ใหม่ๆ ที่มันเดินทางด้วยคนละสปีด มันจะทำงานผ่านดีไซน์วีคยังไง เราก็เลยไปชวน GalileOasis ซึ่งเป็น Lifestyle & Art Space สมาชิกใหม่ของย่านที่กำลังฮิตมากๆ มาคุยกันสิ่งที่เราพบก็คือในช่วงเวลาแค่ปีกว่าๆ ที่มาอยู่ที่นี่ เขาเองก็พยายามมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน และพยายามที่จะเป็นเพื่อนบ้านใหม่ที่ดีอยู่ตลอด เราก็เลยรู้สึกว่า GalileOasis เป็นสเปซที่ทำให้คนใหม่ๆ เข้ามาในย่านนี้ แต่ในขณะเดียวกัน คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของที่นี่ บางทีเขาอาจจะไม่เคยรับรู้เลยก็ได้ว่ามันมีชุมชนในลักษณะนี้อยู่ เราเลยจะหยิบยืมองค์ประกอบบางอย่างของชุมชนบ้านครัว เข้ามาใส่ใน GalileOasis และเอาลักษณะบางอย่างของการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เป็นสมัยใหม่ใส่เข้าไปในชุมชนบ้านครัว คือพยายามจะสร้างการรับรู้ที่มันถ่ายเทกันระหว่างการปรากฏตัวของโลกอีกหนึ่งใบในสเปซนั้นเช่น พอเราอยู่ใน GalileOasis เราสามารถรับรู้การมีอยู่ของชุมชนบ้านครัวได้อย่างไร ซึ่งแต่เดิมเขาไม่ได้รับรู้หรอก เขาก็จะมากินกาแฟ ถ่ายรูป แล้วกลับไป เหมือนกับว่ามันเป็น theme park อันหนึ่งของการท่องเที่ยวที่คนมาและจากไป ซึ่งเราพยายามที่จะทำภาพสะท้อนบางอย่างของพื้นที่บ้านครัวให้เข้าไปใน GalileOasis เพื่อทำให้คนรับรู้ถึงการ coexist การอยู่ร่วมกันของลักษณะบุคลิกอื่นที่มีอยู่ในย่านที่ปรากฏตัวเข้ามาในพื้นที่ที่เขาสนใจ คนที่มาก็จะสัมผัสถึงความเป็นชุมชนมุสลิม ในขณะเดียวกันคนในชุมชนมองกลับไปก็อาจจะมองเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น”ชวนแลกเปลี่ยนมุมมองของ ‘บ้านเรา’ และ ‘บ้านเพื่อน’“โดยพื้นฐานเรารู้จักโลกมุสลิมน้อยมาก ได้ยินแต่ว่ามีกำแพงบางอย่างที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องทำแบบนั้นแบบนี้ หรือมีข้อกำหนดต่างๆ ผมคิดว่าตัวผมเองก็มารู้จักกับโลกของมุสลิมตอนที่เข้ามาทำงานนี้นี่เอง แล้วก็มองเห็นว่ามีความท้าทายหลายระดับมาก”ความท้าทายหลักของการทำงานกับชุมชนที่วิถีชีวิตมีความเกี่ยวพันกับหลักศาสนาคือการบาลานซ์การสร้างความเป็นไปได้ในการเกิดสิ่งใหม่ในพื้นที่โดยไม่ยัดเยียดและทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม ซึ่งอาจนำไปสู่แรงต้านและความรู้สึกไม่สบายใจในการทำงานร่วมกัน โปรแกรมที่เกิดขึ้นในงาน Bangkok Design Week ในครั้งนี้จึงถูกคิดโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะมีการผสานแนวคิดเก่า-ใหม่เข้าด้วยกัน แต่อาจารย์มองว่าเป็นการทำให้ชุมชนบ้านครัว และ GalileOasis มองเห็นอีกฝ่ายเป็น ‘เพื่อนบ้าน’ ที่เราสามารถแวะเวียนไปทักทายได้เป็นครั้งคราว และกลับบ้านได้ทุกเมื่อยามที่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ“ตอนพยายามดีไซน์โปรแกรม เราไม่ได้มองว่าชุมชนกับ GalileOasis ต้องผสานเป็นเนื้อเดียวกัน แต่อยากให้เป็นเหมือนกับว่าเรามี ‘บ้านเรา’ และ ‘บ้านเพื่อน’ คือเราไม่ต้องอยากไปก็ได้ หรือเพื่อนไม่ต้องอยากมาบ้านเราก็ได้ เพราะว่าบ้าน 2 หลังไม่มีทางทุบรวมเป็นหลังเดียวได้อยู่แล้ว แต่ว่าจะทำยังไงให้บ้านเราและบ้านเพื่อนอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวได้ยาวๆ” โดยภายในงานก็จะมีตั้งแต่ เวิร์กช็อป, การจัดทริป, ตลาดอาหาร, นิทรรศการ ฯลฯ ที่สามารถแบ่งโครงสร้างง่ายๆ ได้เป็นการนำวิถีชีวิตแบบบ้านครัวออกมาทดลองตีความใหม่ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ GalileOasis และการนำความคิดสร้างสรรค์เข้าไปทำงานร่วมกับพื้นที่ย่านซึ่งจะเกิดขึ้นภายในชุมชนกิจกรรมส่วนหนึ่งที่จะเกิดขึ้นที่ GalileOasis“โปรแกรม​โยคะสำหรับผู้หญิงมุสลิม จริงๆ แล้วเป็นข้อสงสัย เราคุยกันว่า มันมีลานกีฬาพัฒน์ เราก็เห็นวัยรุ่นมาวิ่งอยู่ แต่ผมไม่เห็นผู้หญิงมุสลิมออกกำลังกายเลย สุดท้ายก็ได้มารู้ว่ามันมีประเด็นว่าผู้หญิงมุสลิมไม่สามารถถอดฮิญาบออกต่อหน้าคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวได้เลย และพอไปทานอาหารก็มีขนม ของกินเยอะมาก มันอุดมสมบูรณ์มาก อาหารรสชาติหวาน มีโอกาสที่ทำให้เพิ่มน้ำหนักได้มาก ก็เลยมีไอเดียว่าอยากสร้างให้มีพื้นที่ที่ผู้หญิงมุสลิมสามารถมาออกกำลังกายได้ เป็นฟิตเนสสำหรับผู้หญิง ซึ่งก็เป็นโปรแกรมที่เรารู้สึกว่าท้าทายหรือว่าอีกอันที่เป็นโปรแกรมที่เกี่ยวกับการนวด เป็นการสัมผัส การแตะตัวกันที่ท้าทายในเชิงที่ว่าชุมชนมุสลิมค่อนข้างมีระยะห่างระหว่างบุคคลสูง เขาไม่ได้แตะตัวกันง่ายๆ ก็เป็นความท้าทายว่าถ้าเราลองทำให้เกิดขึ้น คนในบ้านเองเขาจะสัมผัสกันแบบไหนบ้าง เขากอดกันมั้ย ให้ความรักกันมั้ย เราก็มองว่าถ้ามีกิจกรรมนวดผ่อนคลายแบบนี้ มันอาจจะทำให้ช่องว่างระหว่างวัยจากช่วงอายุที่หลากหลายในชุมชนลดลง และมีการถ่ายทอดความรู้สึกที่ดีต่อกันผ่านการสัมผัส ทำลายข้อกำหนดบางอย่างของศาสนาไปบ้าง แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะมีเวิร์กช็อปภาษาอารบิกร่วมสมัยที่เราพยายามเปิดพื้นที่ให้กับคนข้างนอกเข้าไปทำเวิร์กช็อปเขียนตัวอักษรอารบิก คือตอนที่เราเห็นข้อมูล เรารู้สึกว่าตัวอักษรอารบิกมันสวยมากในเชิงกราฟิก และในต่างประเทศมีการพัฒนาตัวอักษรนี้ไปในเชิงกราฟิกดีไซน์เยอะมาก ก็จะมีคนในชุมชนบ้านครัวที่เป็นศิลปินไปสอนเวิร์กช็อปที่ GalileOasis ด้วยตัวเอง”กิจกรรมส่วนหนึ่งที่จะเกิดขึ้นที่ ชุมชนบ้านครัว “อาหารกับการท่องเที่ยว อันนี้เป็นสิ่งที่ชุมชนอยากทดลองทำที่สุด สิ่งที่คุยกันแล้วชุมชนสนใจมากๆ คือการทำเวิร์กช็อปอาหารกับคนในชุมชนที่เป็นสูตรโบราณ ได้แก่ เวิร์กช็อปเนื้อสะเต๊ะ สูตรโบราณดั้งเดิม, เวิร์กช็อปปั้นกะหรี่ปั๊บ, การตีแผ่นโรตี ทางชุมชนอยากให้คนที่มาได้ทดลองทำ และอยากทดลองทำ cuisine หรือ chef table ในบ้านครัวด้วย มี 3 หลังที่สนใจมากอยากลองทำมีไอเดียการทดลอง เครื่องแกงส้มเขมร แกงชื่อแปลกๆ หลายแกง ที่เราไม่ค่อยรู้จัก เลยรู้สึกว่าชุมชนมีความสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองเป็น DIY ได้ สามารถทำเป็นแพ็ก ready-to-eat ได้ นอกจากประวัติศาสตร์พื้นที่ สถาปัตยกรรมแล้ว จะมีประวัติศาสตร์อาหารด้วยที่รู้สึกว่าน่าสนใจ มีความแตกต่างทางวัตถุดิบ ที่มา และการถ่ายทอดสูตรที่เป็นรุ่นสู่รุ่น มีคุณค่าบางอย่างที่หากนำไปพัฒนาหรือต่อยอดให้เป็นสินค้า อาจจะไปไกลในระดับที่สามารถเลี้ยงดูชุมชนได้ เป็นความท้าทายของโลกสมัยใหม่ว่าชุมชนจะยอมเปิดเผยสูตรไหม จะทำยังไง ผลิตภัณฑ์นี้จะมีคนช่วยแล้วไปสู่เซเว่นฯ เลยไหม แล้วก็จะมีทริปเดินเที่ยวย่าน 2 เส้นทางในธีมประวัติศาสตร์ที่กินได้ โดย route แรกจะเน้นเรื่องประวัติศาสตร์ คือจาก Jim Thompson การทอผ้าไหมของชุมชน แวะไปทานอาหารที่บ้าน 100 ปี ก่อนจะมาจบที่มัสยิดเพื่อเรียนรู้ประวัติเรื่องราวของชุมชน ส่วน route ที่ 2 จะเป็นเรื่องการพัฒนาชุมชน เริ่มต้นที่ลานกีฬาพัฒน์ แลนด์มาร์กติดชุมชนที่ครั้งหนึ่งเคยต้านทางด่วนเอาไว้ได้ เข้ามาบริเวณบ้านเก่า ไปที่มัสยิดและมาจบที่บ้าน 100 ปี และจะมีเรื่องของการฟื้นฟูชุมชนผ่านศิลปะเข้ามาเกี่ยวด้วย โดยจะจบทริปของเส้นทางที่ 2 ด้วยการไปแปะเซรามิกที่ทำงานเศษกระเบื้องแตกที่ผนังบ้านที่ทำผ้าไหมบ้านลุงวิพลเพื่อเล่าเรื่องราวของชุมชน ก็จะเป็น 2 เส้นทางที่เป็นคนละทาง ตั้งใจให้เป็นต้นแบบงาน ให้หลังจบงานชุมชนสามารถนำไปทำทัวร์ต่อเองได้และสุดท้ายที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ช่วงดีไซน์วีคจะจัดตรงกับงาน อศบ. ซึ่งเป็นงานใหญ่ของชุมชนที่ 1 ปีจัดหนึ่งครั้งเพื่อระดมทุนการศึกษาให้เด็กที่เรียนที่มัสยิดด้วย เหมือนเป็นวันรวมญาติของบ้านครัว ซึ่งก็สามารถเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตแบบชุมชนแท้ๆ ได้ รวมถึงในชุมชนก็จะมีการใช้ดีไซน์มาปรับปรุงกายภาพพื้นที่ที่เป็นทางผ่านเข้าไปที่งานด้วย ไม่ว่าจะเป็นการติดไฟ, Lighting Installation หรือนิทรรศการที่เล่าเรื่องราวชุมชน ก็อยากชวนให้ลองเข้ามาเที่ยวกัน”เตรียมตัวเข้ามาสัมผัสกับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเปิดบ้านครั้งใหญ่ของชุมชนบ้านครัวได้ที่ Bangkok Design Week 2024 ย่านสยาม – ราชเทวีรู้จักกับ ‘ย่านสยาม – ราชเทวี’ มากยิ่งขึ้นผ่านโปรแกรมแนะนำประจำย่านสำรับบ้านครัว : มุสลิม มุ-สลิม YOGAwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/72015 สำรับบ้านครัว : อาราบิก แฮนบุ๊คwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/89031 สำรับบ้านครัว : ต้นแบบ เครื่องแกงส้มเขมร พร้อมปรุงwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/71250  สำรับบ้านครัว : ทัวร์ประวัติศาสตร์ทานได้ 01www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/71192 คลิกเพื่อดูโปรแกรมทั้งหมดของย่านสยาม – ราชเทวี ที่นี่ : ย่านสยาม www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program?nbh=50629 ย่านราชเทวี www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program?nbh=84248 –Bangkok Design Week 2024Livable Scapeคนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี27 Jan – 4 Feb 2024#BKKDW2024#BangkokDesignWeek#LivableScape

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : พระโขนง - บางนา

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : พระโขนง – บางนาสำรวจส่วนผสมในการอยู่ร่วมกันของชาวสุขุมวิทใต้ ก่อร่างสร้างย่านให้น่าอยู่ด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมหลายพื้นที่ที่เคยถูกใช้เป็นสนามทดลองไอเดียสร้างสรรค์ในเทศกาล Bangkok Design Week มักจะเป็นย่านเก่าแก่ที่มาพร้อมอัตลักษณ์เก่าแก่และต้นทุนทางวัฒนธรรมมากมาย แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าย่านแห่งนวัตกรรมใหม่ๆ และศูนย์รวมนักสร้างสรรค์อย่าง ‘พระโขนง – บางนา’ กระโดดลงมาเล่นในสนามนี้ด้วยตามไปหาคำตอบด้วยกันกับตัวแทนจาก ‘Cloud 11’ ฮับของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งเป็น Co-host ประจำย่านพระโขนง – บางนา ในการจัดงาน Bangkok Design Week ปีนี้การผสมผสานของวิถีชีวิตและนวัตกรรม‘พระโขนง – บางนา’ คือย่านอยู่อาศัยและทำงานบริเวณสุขุมวิทใต้ซึ่งจะถูกใช้เป็นอีกหนึ่งสนามทดลองงานออกแบบในเทศกาล Bangkok Design Week ในครั้งนี้ โดยตัวแทนจากโครงการ Cloud 11 ให้ได้คำจำกัดความของย่านเอาไว้ว่า ที่นี่คือส่วนผสมที่ลงตัวของ ‘Local Charm’ และ ‘Innovation Hub’“อย่างแรกคือ คุณจะยังได้เห็นตลาดสด ยังได้เห็นเสน่ห์ของชุมชน พวก Local Charm ความเป็นร้านโชห่วย Maker ที่อยู่ในซอยก็ยังตัดเย็บเสื้อผ้า ทำกระเป๋าหนัง ทำรองเท้า แต่ในขณะเดียวกันที่นี่ก็มีผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง มีบริษัทใหญ่ๆ ที่ชอบทำงานในเรื่องของการพัฒนาเมืองค่อนข้างเยอะ มันคือกลุ่มคนที่เป็นผู้ประกอบการที่พูดถึงเรื่องของนวัตกรรม เพราะฉะนั้นที่นี่เลยเหมือนเป็นส่วนผสมระหว่างความเป็นย่านนวัตกรรมและความเป็นโลคอลชาร์มที่ยังมีอยู่ในพื้นที่”ความสามารถที่แตกต่างร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืนเมื่อภายในย่านมีผู้ประกอบการรายใหญ่หัวใจอินเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ทุกคนต่างก็ตั้งใจลงมือทำในแบบของตัวเอง โดยที่อาจจะไม่ได้มีการหารือร่วมกันล่วงหน้า Cloud 11 จึงมองว่า Bangkok Design Week คือโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการและชุมชนต่างๆ ในย่านจะได้เข้ามา Connect และทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างภาพฝันของย่านพระโขนง – บางนาที่ทุกคนอยากเห็นให้เกิดขึ้นจริง“ทุกวันนี้มีผู้ประกอบการหลายเจ้ามากที่กำลังพยายามทำให้ย่านนี้น่าอยู่มากขึ้น มีทิศทางในการพัฒนาที่น่าสนใจ อย่างตัว Bitec เอง เขาก็พูดถึงเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ, บางจากพูดเรื่อง Sustainability, True Digital Park พูดถึงเรื่องนวัตกรรม ฯลฯ หรืออย่าง Cloud 11 เอง MQDC เองเราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาย่านอยู่แล้ว เพราะเราเข้าใจดีว่าการจะทำให้ Eco System สมบูรณ์ได้ มันต้องประกอบไปด้วยทั้งคนตัวใหญ่และคนตัวเล็กหลายๆ คนปัญหาคือจริงๆ แล้วตอนนี้เราต่างคนต่างทำ เราเลยคิดว่า BKKDW น่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่ดีที่จะทำให้คนกลุ่มนี้เขาบอกคนอื่นด้วยนะว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ ในขณะเดียวกันก็ เฮ้ย เราทำสิ่งนี้ อ้าว คุณก็ทำสิ่งนี้เหรอ งั้นเรามาทำร่วมกันไหม เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองอย่างเข้มแข็งไปด้วยกัน ดีกว่าจะแยกๆ กันทำ”เพราะทุกคนคือ ‘Curator’Cloud 11 อธิบายว่า ต่อยอดจากความสนใจ ความสามารถ และแนวทางการพัฒนาเมืองที่แตกต่างกันออกไปของทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ บทบาทของการเป็น Co-host ในครั้งนี้จึงไม่ใช่การเป็น Curator ที่เลือกเฟ้นและออกแบบเรื่องราว แต่คือ Connector ที่ประสานความร่วมมือของทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน และยกโอกาสในการต่อเติมความเป็นไปได้ในชิ้นงานให้กับพาร์ตเนอร์ต่างๆ อย่างเต็มที่“จริงๆ แล้วพระโขนง – บางนาคือส่วนผสมของการมีส่วนร่วมของทุกคน เพราะผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่นี้ เขาอยากร่วมกันเองทุกคน เราแค่บอกเขาว่า มาทำอะไรใน Bangkok Design Week ไหม ทุกคนจะบอกว่า เออ อยากทำ และทุกคนพร้อมจะหาแง่มุมในการตอบโจทย์ Livable Scape ในรูปแบบของตัวเองเช่น ร้านหนังสือ Books & Belongings เขาก็เล่าเรื่อง Livable Scape ในมุมมองของเขาว่าเป็นเรื่องของอาหาร หรืออย่างบางคนก็มองว่า Livable Scape สำหรับเขามันคือการต้องอยู่แล้วมีความสุข ก็จะทำออกมาเป็น exhibition ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับประเด็นความสุขทุกคนมีแง่มุมในการตอบโจทย์ของคอนเซปต์ Livable Scape ในแบบของตัวเขาเอง มาจากมุมมองของผู้ประกอบการที่เขาตีโจทย์เรื่องนี้เองจริงๆ” เตรียมตัวสำรวจสุขุมวิทใต้ผ่านมุมมองที่หลากหลายใน BKKDW 2024สำหรับงาน Bangkok Design Week ปีนี้ ชาวสุขุมวิทใต้ยกขบวนสิ่งที่น่าสนใจมาให้ทุกคนได้สำรวจกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น นิทรรศการ เสวนา ประสบการณ์ งานออกร้าน ฯลฯ “จริงๆ เราจะมีกิจกรรมทั้งหมดเกือบๆ 20 กิจกรรมเลยค่ะ แต่ไฮไลต์หลักงานหนึ่งก็จะเป็นการเปิดตัวบ้านต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะที่ทาง INDA, ร้าน Books & Belongings และ 85mm. Studio & House และสำนักงานเขตพระโขนงตั้งใจสร้างให้เป็นสนามเด็กเล่นของชุมชน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็ได้มีการปรับปรุงพื้นที่นี้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากที่เดิมเคยเป็นป่ากล้วยที่รกร้างเลยมีการเปิดบ้านของ Vaslab Architecture ซึ่งเขาจะเป็นตัวพ่อในเรื่องออกแบบเลย แล้วตัวออฟฟิศเขาเองก็จะหน้าตาเท่ๆ ฟีลเหมือนเป็นลูกศิษย์ Zaha Hadid อย่างนั้นเลย ครั้งนี้ก็จะมาเปิดบ้านครั้งแรกพร้อมจัด Lighting Show และก็จะมีการเปิดตลาดที่รวบรวมผู้ประกอบการสร้างสรรค์เอาไว้ด้วยกันต่อมาคือตรง True Digital Park ก็จะมีไฮไลต์เป็น Cloud 11 Pavilion ที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่เราอยากชวนทุกคนมาเป็นนักสร้างสรรค์ด้วยกัน เพราะเราคิดว่า everyone is a creator และในพื้นที่นี้ก็จะมีเรื่องของการทดลองสร้างสรรค์ผลงานอะไรต่างๆ โดยข้างในจะมีลักษณะเป็นเหมือน pavilion ที่พอเดินเข้ามาแล้วจะมี experience ให้ทุกคนได้ลองลงมือทำและแสดงออก”อีกอันนึงที่น่าสนุกมากๆ คืองาน Paint your park ของทีม AI-Deate ที่เขามีไอเดียจากการอยากเปิดโอกาสให้คนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องการออกแบบ สามารถออกแบบเมืองได้ด้วยตัวของเขาเองผ่านการใช้ AI Generator เข้ามาเป็นตัวช่วย ก็จะมีการเตรียมเครื่องมือเอาไว้ให้คนได้ลองถ่ายรูปเมืองตรงที่อยากพัฒนามาวงแล้วใส่ prompt เข้าไปเพื่อเจนออกมาเป็นภาพไอเดียการพัฒนาย่าน แล้วก็เอามาประกวดชิงรางวัลกัน หลังจากนั้นก็จะมีการเอาผลงานที่ได้มาจัดแสดงเป็นนิทรรศการในงานนี้ด้วยอันต่อมาคือ SUNA Market ก็จะเป็นการรวบรวมผู้ประกอบการในย่าน ร้านเบเกอรี่ ร้านก๋วยเตี๋ยว หรือร้านของกินต่างๆ ที่อยู่ในย่านมาเปิดร้าน แล้วใช้ชื่อว่า สุนา มาร์เก็ต ก็คือ สุขุมวิท บางนา อันนี้จะจัดอยู่ที่ไบเทคค่ะและก็จะมี Talk ที่เราจะพูดเรื่องจริงจัง ซีเรียส เรื่อง Design Thinking เรื่อง Service Design เรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี หรือ entrepreneurship เราคิดว่าเราคือความคิดสร้างสรรค์แบบสายเนิร์ดน่ะ ไม่ทำอะไรเล่นๆ คือทำแบบซีเรียส เพราะฉะนั้นฟอรั่มอันนี้ก็จะเล่าเรื่องความเป็นเด็กเนิร์ดของคนในย่านนี้ได้ดีเหมือนกัน อันนี้จัดที่ True Digital Park ค่ะ”ตามมาสำรวจ ทำความรู้จัก และแลกเปลี่ยนไอเดียในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ไปกับชาวสุขุมวิทใต้ได้ที่ Bangkok Design Week ย่านพระโขนง – บางนา!รู้จักกับ ‘ย่านพระโขนง – บางนา’ มากยิ่งขึ้นผ่านโปรแกรมแนะนำประจำย่านSouth Sukhumvit: ล้านเล่น 95www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/83882 South Sukhumvit: Vaslab Convergencewww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/83893 South Sukhumvit: PAINT YOUR PARK คนตัวเล็กออกแบบเมืองใหญ่www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/84226 South Sukhumvit: TALK: Experience Scape: Code + Craftwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/69350 คลิกเพื่อดูโปรแกรมทั้งหมดของย่านพระโขนง – บางนา ที่นี่ : www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program?nbh=84250 –Bangkok Design Week 2024Livable Scapeคนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี27 Jan – 4 Feb 2024#BKKDW2024#BangkokDesignWeek#LivableScape

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : บางกอกใหญ่ - วังเดิม

รู้จักย่านสร้างสรรค์ ก่อนงาน BKKDW2024 : บางกอกใหญ่ – วังเดิมหยิบวัฒนธรรมเดิมมาเพิ่มเติมความหมายใหม่ บอกเล่าวิถีชีวิตริมคลองบางกอกใหญ่ จากอรุณรุ่งถึงช่วงอรุณลับท่ามกลางการเติบโตขึ้นของหลากหลายซอฟต์พาวเวอร์ภายในย่าน ไม่ว่าจะเป็น ไอศกรีมลายกระเบื้องพระปรางค์ หรือธุรกิจร้านเช่าชุดไทยที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด อัตลักษณ์ของย่าน ‘บางกอกใหญ่ – วังเดิม’ นอกเหนือไปจากการเป็นที่ตั้งของวัดอรุณราชวรารามอันเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติคืออะไร และจะถูกต่อยอดไปเป็นงานออกแบบในเทศกาล Bangkok Design Week ในรูปแบบไหนวันนี้เราจะมาหาคำตอบไปด้วยกันกับ ‘คุณเมฆ สายะเสวี’ กรรมการบริษัท CROSSs and Friends และสมาชิกกลุ่มยังธน เจ้าทัพมือเก๋าที่ทำงานพัฒนาเมืองในฝั่งธนมานานกว่า 7 ปี ซึ่งตัดสินใจขยับมาเป็น Co-host ของย่านใหม่แห่งนี้เพื่อขยายความเยาว์วัยแบบ ‘ยังธน’ สู่พื้นที่วังเดิมเมืองเก่าฝั่งธนบุรีและวิถีที่รอการค้นพบ‘บางกอกใหญ่ – วังเดิม’ ย่านเขตอนุรักษ์เมืองเก่าแห่งฝั่งธนบุรีที่มากไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมโบราณ และวิถีชีวิตริมฝั่งคลอง คือหนึ่งในสนามทดลองแห่งใหม่ของเทศกาล Bangkok Design Week ในครั้งนี้ โดยเสน่ห์ที่คุณเมฆมองว่าวังเดิมมีดีไม่แพ้ใคร คือความเป็นย่านที่มีการผสมผสานอย่างลงตัวของเมืองเก่าที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมและย่านอยู่อาศัยที่น่ารักและน่าอยู่“ย่านบางกอกใหญ่มีภาพลักษณ์ของการเป็นทั้งย่านเมืองเก่าที่มีสถานที่ประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความน่าอยู่และมีความน่ารักเป็นทุนเดิม ซึ่งวิถีชีวิตในนั้นก็จะมีทั้งวิถีชีวิตที่เป็นเชิงประเพณี รวมถึงถ้าขยับออกไปหน่อยก็จะเห็นว่าวิถีที่เป็นชีวิตคนสวนริมคลองเลยก็มี แต่พื้นที่ที่เราเลือกมาเป็นโจทย์ในครั้งนี้จะโฟกัสแค่ระยะที่มันพอเดินถึงได้ เดินเที่ยวได้ เราเลยเลือกหั่นชิ้นย่านวังเดิมซึ่งจริงๆ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของบางกอกใหญ่มานำเสนอเป็นพื้นที่แรกให้คนที่มาเที่ยวได้ลองสัมผัส”อัตลักษณ์ใหม่หลังอรุณลับหนึ่งในความท้าทายที่ทีมยังธนค้นพบจากการทำงานร่วมกับย่านวังเดิม คือความแข็งแรงของแบรนดิ้งวัดอรุณฯ ที่ฉายแสงเจิดจ้าจนเรื่องราวของชุมชนและย่านอยู่อาศัยที่ตั้งอยู่รายรอบถูกเจือจางอัตลักษณ์ให้พร่าเบลอ การต่อยอดจากความสำเร็จเดิมที่มีและขยายผล รวมถึงดึงคนที่เดินทางมาเที่ยววัดอรุณฯ ให้ได้ลองสำรวจย่านใกล้เคียงเพิ่มเติม จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญของพวกเขา“เอาจริงๆ ในเขตบางกอกใหญ่มีของดีอยู่เยอะแต่ไม่ได้ถูกเกลาต่อ คำถามของใครหลายคนเลยเป็นว่า แล้วจริงๆ ที่นี่นอกจากวัดอรุณฯ มีอัตลักษณ์อะไร ความท้าทายที่ทีมจับเป็นประเด็นมันเลยกลับมาเป็นเรื่องการ explore character ของย่านอยู่อาศัยที่มีความน่ารักซึ่งอยู่รอบๆ วัดคือตามความเป็นจริงหลัง 6 โมงครึ่ง ทุ่มนึง แถวนี้มันจะเริ่มเงียบแล้ว เราที่เป็นคนเจนฯ นี้ ที่มืดๆ อยากออกไปหาของกินข้างนอก ก็เลยตั้งคำถามว่ามันจะดีไหมถ้าช่วงเวลาตั้งแต่ 6 โมงครึ่งเป็นต้นไป หลังจากที่วัดอรุณฯ ปิดแล้ว เราสามารถสร้างเป็นรูทบางอย่างที่นำทางฝรั่งหรือนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้ว่าจะต้องกลับทางไหน หรือจะไปไหนต่อ ให้เดินตามทางมาที่ MRT อิสรภาพ แล้วระหว่างทางก็ได้สำรวจย่านผ่านเทศกาลที่เกิดขึ้นมา เพื่อให้ย่านยังมีชีวิตชีวาอยู่หลังพระอาทิตย์ลับไปแล้วประมาณชั่วโมงสองชั่วโมง เหมือนเราอยากให้คนอยู่ในพื้นที่นี้นานขึ้นอีกหน่อย มีปฏิสัมพันธ์กันต่อในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก” คนฝั่งธนฯ จับมือกันทำถึงแม้ว่าวังเดิมจะเป็นย่านใหม่ในเทศกาลดีไซน์วีค แต่การทำงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเริ่มต้นจากศูนย์ ด้วยความที่กลุ่มยังธนทำงานอยู่ในพื้นที่ฝั่งธนมานานถึง 7 ปี หลายๆ ตัวละครที่น่าสนใจและเครือข่ายที่เคยสร้างไว้ต่างก็เป็นสิ่งที่บันดาลใจให้พวกเขาลงมือขยับมาทำงานกับย่านวังเดิม“ก่อนหน้านี้ ยังธนเคยไปช่วยจัด BKKDW ที่เจริญรัถ คลองสาน และวงเวียนใหญ่ – ตลาดพลู ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่เราทำงานมาตลอด เราก็จะมีพาร์ตเนอร์หลักๆ อยู่แล้วที่เป็นสถาบันศึกษาซะเยอะ เช่น บางมด สถาบันเรสเปค ม.ศรีปทุม ม.ศิลปากร อาชีวะธนบุรี รวมถึงพี่ๆ ตำรวจในพื้นที่ และพี่ๆ ที่สำนักงานเขต เช่น เขตธนบุรี และเขตบางกอกใหญ่ อย่างเมื่อสองปีที่แล้วเราทำโปรเจกต์ที่บางกอกใหญ่ ก็จะสนิทกับเขตบางกอกใหญ่ค่อนข้างมาก ทั้งผู้นำชุมชน อาจารย์สถาบันต่างๆ ในบางกอกใหญ่ ทุกคนเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญมากอย่างโปรเจกต์ Bangkok Design Week นี้ ต้องยอมรับว่าเกิดจากตอนที่เขาประกาศมาแล้วเราก็รู้สึกสนุกเฉยๆ อยากส่งจังเลย เราเลยลองมัดคนที่เรารู้จักและทำงานอยู่ในย่านอยู่แล้ว แล้วนำเสนอออกไป ซึ่งจริงๆ ก็เป็นต้นทุนจากพี่ๆ ที่เคยทำงานด้วย เรามองว่าดีไซน์วีคเหมือนเป็นโอกาสในการ open house งานของทุกคนในย่าน ใน 9 วันนี้ สิ่งสำคัญคือเราจะร้อยเรียงทุกอย่างให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ยังไง”เมื่อปีนี้ถือเป็นการเข้าร่วมงานใน Bangkok Design Week เป็นปีแรก คุณเมฆอธิบายว่าทีมยังธนเริ่มทำงานด้วยการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ที่สุดก่อน คือการ target ไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจในงานออกแบบ“กลุ่มเป้าหมายที่เล็งไว้ในปีแรกนี้ก็จะเป็นนักท่องเที่ยว หรือดีไซเนอร์ที่เคยดูงานผ่านดีไซน์วีค หรืออาจจะมีคนที่ตามมาจากเพจในฝั่งธน หรือคนฝั่งธนที่มาเที่ยวกันเอง มันอาจจะไม่ได้ถึงขั้นเข้าไป tackle ปัญหาในชุมชน หรือว่ามีชุมชนมาเป็นคนต้นเรื่องในการผลิตงานขนาดนั้น แต่เราก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการเริ่มต้นให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าพื้นที่นี้ยังมีความเป็นไปได้ในแง่มุมไหนบ้าง”เส้นทางสำรวจย่าน จากอรุณรุ่งจนถึงอรุณลับเมื่อศูนย์กลางของย่านอย่าง ‘วัดอรุณราชวราราม’ เป็นสถานที่ที่มีเวลาเปิดปิดแน่นอน คือตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็น แล้วหลัง 6 โมงเย็นล่ะ คนจะไปไหนต่อดี?” โจทย์ที่ว่านี้ คือคอนเซปต์หลักที่กลุ่มยังธนเลือกใช้ในการร้อยเรียงเรื่องราวของย่านวังเดิมเข้าด้วยกันในงาน Bangkok Design Week ปีนี้“เราอยากส่งต่อวิถีชีวิตของย่านตั้งแต่ ‘อรุณรุ่งจนถึงอรุณลับ’ ให้คนที่มาเยือนได้รู้จักและเข้าใจต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นการเล่นคำกับ signature ของพื้นที่ ก็คือวัดอรุณฯ ซึ่งมีหลายมุมมอง เช่น ตอนคุยกับนักท่องเที่ยวหรือคนที่อาศัยอยู่แถวนี้ มันจะมีโมเมนต์ที่ทุกคนอยากมาดูพระอาทิตย์ตกที่วัดอรุณฯ ตามชื่อ แต่ช่วงเวลาที่วัดต้องดูแลมันจบที่ 18.30 น. พอดี เราเลยรู้สึกว่าช่องว่างตรงนี้มันน่าเล่น น่าเอาเส้นทางการเดินตั้งแต่ MRT อิสรภาพ จนถึงวัดอรุณในช่วงอรุณลับมาใช้เป็นหนึ่งในคอนเซปต์ของการจัดเทศกาล “Bangkok Design Week รอบนี้เราก็ขอความร่วมมือพี่เจ้าของธุรกิจ เช่น อพาร์ตเมนต์ที่มองเห็นวิวพระปรางค์วัดอรุณฯ สวยๆ เลยจะเปิดเป็นฟลอร์เต้นรํา ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่จะจัดขึ้น หรือมีน้องที่อยากพาคนมาทัวร์วัดอรุณฯ และบางกอกใหญ่ผ่านสายตาของนักโบราณคดี มีการเสวนาเรื่องผลิตภัณฑ์บางกอกใหญ่กับกลุ่มนักออกแบบ มีโปรแกรม Time Machine Boat ที่จะพาคนย้อนอดีตผ่านเรือ มีงาน Sound บางกอกใหญ่ที่จะเล่าถึงเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบางกอกใหญ่ตั้งแต่เช้าจนเย็น มีกิจกรรมท่องธนที่ต่อยอดมาจากเกมออฟธนที่จะทำแผนที่ให้คนมาเดินเพื่อหาของหรือทำภารกิจในย่าน ฯลฯ โดยมีทาง CROSSs และยังธนเป็นคนเชื่อมให้เกิดโปรแกรมเพื่อสร้างให้เกิดเป็นเส้นทางเดินตั้งแต่ช่วงอรุณยังอยู่บนฟ้าจนถึงลับฟ้า เมฆรู้สึกว่าเราจะมีการแตะเบื้องหลังประวัติศาสตร์มาใส่ในทริปในกิจกรรมที่เกิดขึ้นนี้เยอะ และมีประเด็นการตั้งคำถามที่ว่า แล้วอะไรคืออัตลักษณ์ของวังเดิมกันแน่ เพราะเอาจริงๆ ในเขตบางกอกใหญ่เขามีของดีอยู่แล้วแต่ไม่ได้ถูกเกลาต่อและเล่าต่อ”มาร่วมตามหาอัตลักษณ์ใหม่ยามอรุณลับที่ย่านวังเดิมไปกับยังธนได้ที่ Bangkok Design Week 2024 ย่านบางกอกใหญ่ – วังเดิมรู้จักกับ ‘ย่านบางกอกใหญ่ – วังเดิม’ มากยิ่งขึ้นผ่านโปรแกรมแนะนำประจำย่านฟังฟลอร์ อรุณลับwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/70244 เรือล่องเวลาwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/70337 Sound of Bangkok Yaiwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/70349 แผนที่ท่องธน ณ ย่านวังเดิมwww.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program/70329 คลิกเพื่อดูโปรแกรมทั้งหมดของย่านบางกอกใหญ่ – วังเดิม ที่นี่ : www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2024/program?nbh=84249 –Bangkok Design Week 2024Livable Scapeคนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี27 Jan – 4 Feb 2024#BKKDW2024#BangkokDesignWeek#LivableScape