BANGKOK DESIGN WEEK 2022, 5–13 FEB

อัพเดทและเที่ยวชมงาน

ชุบชีวิตเมือง เติมสีสันให้ย่าน ขยายประสบการณ์งานดีไซน์ ด้วยเทคโนโลยีจาก Epson

ตลอด 9 วันในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2022 นอกจากเราจะได้ตื่นตากับไอเดียของนักสร้างสรรค์ที่ร่วมกันระดมความคิด สร้าง หาทางรอดให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงตื่นเต้นกับการ “Co” กันของงานออกแบบ ธุรกิจ และผู้คนในย่านต่าง ๆ อีกหนึ่งสิ่งที่น่าจะเป็นความประทับใจและกลายเป็นความทรงจำที่ดีของหลายคนคือ “ความมีชีวิตชีวาและสีสัน” ที่กลับคืนมาอีกครั้งในย่านต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ – หนึ่งในเป้าหมายหลักของเทศกาลฯ ในปีนี้ เพื่อช่วยสร้างกำลังใจให้ผู้คนและกระตุ้นเศรษฐกิจให้ย่านต่าง ๆ หลังผ่านช่วงเวลาเงียบเหงาจากสถานการณ์โควิด ซึ่งภารกิจ “ชุบชีวิตเมือง” เหล่านี้ นอกจากอาศัยไอเดียที่สดใหม่หรือฝีมือของนักออกแบบแล้ว เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ ก็เป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ที่ทำให้ไอเดียเหล่านี้เกิดขึ้นจริง  ไอเดียสร้างสรรค์ผสานเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์หลากหลายผลงาน “ชุบชีวิตเมือง” ในเทศกาลฯ ปีนี้ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางภาพจาก Epson Thailand เช่น “Printery Awakening” โดย Urban Ally ร่วมกับ Silpakorn University Central Library, ก้องเดช หวานจริง และ ณัฐวุฒิ มีทรัพย์ทอง ใช้เทคนิค Projection Mapping เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์สิ่งพิมพ์ลงบนสถาปัตยกรรมเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างอาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ หรือ “Revitalise The First Post Office” โดย Urban Ally ร่วมกับ APLD The Lighting Company และ Studio Visual Assembly ที่ใช้การฉายภาพกราฟิกสีสันสะดุดตาลงบนอาคารสำคัญที่หลายคนหลงลืมไปอย่างไปรษณียาคาร โดยใช้คาแรกเตอร์แนว Pop Art ในธีม Hello 2022 เพื่อทำให้สถานที่แห่งนี้กลับมามีชีวิตและทักทายผู้คนอีกครั้ง นอกจากการเนรมิตสถานที่ในย่านให้มีสีสันและบอกเล่าเรื่องราวในพื้นที่จริง เทคโนโลยีทางภาพจาก Epson Thailand ยังช่วยขยายประสบการณ์ให้งานออกแบบนิทรรศการน่าสนใจมากขึ้น เช่น นิทรรศการ Bangkok NFT Art Festival 2022 ที่นำเสนอผลงานศิลปะ NFT ด้วยการใช้โปรเจกเตอร์ความคมชัดสูงช่วยสร้างมิติใหม่ในการรับชมและพางานศิลปะไปแสดงในพื้นที่อื่น ๆ นอกจากแค่ผนังสีขาวในแกลเลอรี, โปรเจกต์ “ศิลปะข้อมูล” ที่นำงานวิจัยของ Urban Ally มาออกแบบการนำเสนอโดย อ.สิริพร ด่านสกุล ด้วยการใช้ภาพกราฟิกเคลื่อนไหวฉายผ่าน Projection Mapping ช่วยทำให้ข้อมูลเชิงตัวเลขที่เข้าถึงยากอยู่ในรูปแบบที่น่าสนใจและชวนติดตาม ไปจนถึงนิทรรศการอื่น ๆ ที่ต้องอาศัย Multimedia เป็นส่วนประกอบ การมีเทคโนโลยีการนำเสนอที่ตอบโจทย์และมีคุณภาพ ช่วยให้ทุกไอเดียสร้างสรรค์เป็นไปได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้คิดและทดลองนอกจากสนับสนุนอุปกรณ์การสร้างสรรค์ Epson Thailand ยังเป็นผู้สนับสนุนภาพรวม เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2022 ด้วยความเชื่อในการเปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ได้มีโอกาสคิดและทดลอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ (New Normal) รวมถึงเชื่อว่าการสนับสนุนให้ธุรกิจและชุมชนมีช่องทางในการสร้างรายได้ ด้วยการสร้างสีสันและชีวิตชีวาให้กับเมืองและผู้คนในกรุงเทพฯ เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทยต่อไปในอนาคตชมและแชร์ภาพบรรยากาศงานออกแบบที่ชุบชีวิตเมือง เติมสีสันให้ย่าน ขยายประสบการณ์งานดีไซน์ ด้วยเทคโนโลยีจาก Epson ได้ในอัลบั้มนี้

New World x Old Town Part 2: การกลับมาของภารกิจปลุกชีวิตตึกเก่าในย่านบางลำพู

ก่อนหน้านี้หากค้นหาคำว่า “ห้างนิวเวิลด์” สิ่งที่พบเป็นอันดับต้น ๆ คือข่าวห้างร้างที่มีปัญหาด้านการก่อสร้างต่อเติมอาคารจนต้องปิดตัวลง ต่อมาได้กลายเป็นวังมัจฉาใต้ห้างร้าง เพราะมีคนลักลอบนำปลาเข้าไปปล่อยบริเวณน้ำท่วมขังเพื่อแก้ปัญหาเรื่องยุง และกลายเป็นจุดถ่ายรูปแห่งใหม่ที่สร้างความฮือฮาในช่วงเวลานั้น หลังจากเป็นข่าวใหญ่ได้มีการสั่งปิดพื้นที่อีกครั้งพร้อมขนย้ายปลาและสูบน้ำออก เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้าง และดูเหมือนจะเป็นจุดสิ้นสุดของตำนานห้างหรูคู่ย่านบางลำพู ทว่าในปี 2020 หน่อง-ผศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้นำทีมนักศึกษาและศิษย์เก่าของคณะ มาทำโปรเจกต์ New World x Old Town ร่วมกับชุมชน เพื่อปลุกห้างร้างที่หลับใหลให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งจุดเริ่มต้นของการปลุกชีวิตห้างร้าง“ห้างนิวเวิลด์เป็นห้างเก่าตรงสี่แยกบางลำพูที่โดนทิ้งร้างมานานมาก ทำให้บรรยากาศของย่านดูหงอยเหงาไปด้วย ทีนี้เราบังเอิญเจอภาพถ่ายด้านในห้างนิวเวิลด์ในเฟซบุ๊กเพื่อนโรงเรียนเก่า เลยส่งข้อความไปถามว่าเข้าไปได้ยังไง เพราะนิวเวิลด์เป็นตึกในฝันที่เด็กสถาปัตย์อยากเอามาทำโปรเจกต์กันมาก ปรากฏว่าครอบครัวเพื่อนเป็นเจ้าของที่ดินที่ให้เช่าทำห้างสรรพสินค้า เราเลยชวนเพื่อนมาคุยกับอาจารย์วิชาผังเมืองที่คณะสถาปัตย์ เพราะทำเลของห้างเป็นจุดที่สามารถใช้ฟื้นฟูย่านได้ดีมาก ถ้านิวเวิลด์สว่างก็น่าจะทำให้ย่านรอบ ๆ สว่างตามไปด้วย”“ปีแรกที่จัดงานเราเริ่มคิดจากว่าตึกนี้ปิดมานานแล้ว เจ้าของที่ดินยังไม่รู้จะทำอะไรกับมันดี แต่เขาก็อยากให้ตึกนี้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของย่าน โดยไม่ได้มองว่าจะต้องกลับมาเป็นห้างสรรพสินค้าหรูหรา เราเลยคุยกับเพื่อนว่างั้นเรามาเปิดตึกครั้งแรกกันหลังจากปิดมาเป็นสิบ ๆ ปี แต่เราไม่อยากให้เป็นภาพว่ามีคนมาจัดนิทรรศการศิลปะ แล้วคนข้างนอกมาถ่ายรูปเต็มไปหมดเลย แต่คนในย่านงงว่าเกิดอะไรขึ้น”“New World x Old Town ปีแรกเลยเน้นสื่อสารกับคนในย่าน ให้คนบางลำพูได้กลับเข้ามาในสถานที่ที่เคยเป็นส่วนสำคัญของชีวิต และช่วยบอกเล่าความทรงจำที่อินเทอร์เน็ตไม่ได้บันทึกไว้ให้ฟังหน่อย เพราะยุครุ่งเรืองของห้างมันยังไม่มีอินเทอร์เน็ต แล้วก่อนหน้านี้เวลาเสิร์ชคำว่า นิวเวิลด์ ก็จะขึ้นแต่ข่าวพื้นถล่ม แต่พอจัดนิทรรศการครั้งแรกกลายเป็นว่าเราได้พบอีกภาพจำหนึ่งเลย คนบางลำพูเขามองว่านิวเวิลด์เป็นความโก้เก๋ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของย่านและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน สำหรับคนในย่าน ตึกนี้ไม่ใช่ผู้ร้าย บางคนไปเดินทุกวันเลย ไปดูคอนเสิร์ต เล่นรถบั๊มพ์ เล่นบ้านบอล อัดรูปถ่าย บางห้างร้านก็ยังเหลือร่องรอยอยู่ในอาคาร”การเดินทางสู่ภาคต่อของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแห่งประวัติศาสตร์ภาคประชาชน“ปีนี้ที่จะจัดงานครั้งที่สองเลยเป็นโจทย์ต่อเนื่องจากครั้งแรกว่า โดยศักยภาพของพื้นที่ห้างนี้สามารถฟื้นฟูและปรับปรุงให้เป็นสิ่งต่าง ๆ ในอนาคตได้ ซึ่งเราตรวจสอบแล้วว่าโครงสร้างมีความปลอดภัยสำหรับการจัดนิทรรศการ ครั้งที่แล้วเราทำงานร่วมกับคนในชุมชนผ่านทางชมรมเกสรลำพูและประชาคมบางลำพู เราเน้นคนในย่านค่อนข้างเยอะประมาณ 85% ปีนี้เราเริ่มอยากเปิดให้คนข้างนอกได้เห็นศักยภาพของตึกนี้ ซึ่งอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ เคยพูดไว้น่าสนใจมาก เขาบอกว่าจุดนี้ถือเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูสถาปัตยกรรมอีกหมวดหนึ่งเลย เพราะเวลาพูดถึงอาคารอนุรักษ์ มันต้องมีความสวยงามทางสถาปัตย์และประวัติศาสตร์อันดีงาม แต่ตึกนี้คือซากโครงสร้างที่ผิดกฎหมายด้วยซ้ำ ไม่ได้มีคุณค่าในแบบที่คนส่วนใหญ่เขาให้กัน แต่สักวันหนึ่งตึกนี้คงต้องกลายเป็นอะไรสักอย่างที่ช่วยให้ย่านบางลำพูกลับมามีชีวิต เราเลยอยากให้คนข้างนอกได้เข้ามาร่วมสัมผัสศักยภาพของตึกร้างนี้มากขึ้น คนในย่านเองเขาก็ไม่ได้อยากให้ตึกนี้ถูกปิด เขาอยากให้มันถูกฟื้นฟูและใช้งานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรอบให้เขาด้วย”“สิ่งที่ตั้งใจให้เกิดขึ้นคือเราจะเล่าภาพจำของย่านบางลำพูผ่านการจัดแสงและงานอินสตอลเลชัน เน้นการเล่าความเป็นมาของย่านบางลำพู ซึ่งคนที่อยู่ในย่านเก่าเขาจะรู้กันว่าย่านนี้มีคาแรกเตอร์ชัด แต่คนข้างนอกอาจยังไม่รู้ว่าคาแรกเตอร์หลัก ๆ ของบางลำพูคืออะไร เราจึงเอางานดีไซน์ต่าง ๆ มาเล่าเนื้อหาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคต ผ่านข้าวของ เรื่องราว และผู้คน”การเติมเต็มกันและกันในฐานะคนนอกกับคนในย่าน“ปีนี้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำงานร่วมกับคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อทดลองเรื่องเสียงในพื้นที่ย่านบางลำพู เพราะเรารู้สึกว่าเสียงหรือดนตรีน่าจะเข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายกว่าการมายืนอ่าน ด้านแสงสีปีที่แล้วเราทำกันเองแบบมือสมัครเล่นมาก ๆ ปีนี้เราได้มืออาชีพอย่าง HUI Team Design และ Saturate Designs มาร่วมทำงานด้วย และมีแก๊งชมรมเกสรลำพูที่เป็นทั้งไกด์และคนประสานงานกับคนในพื้นที่มาตั้งแต่ครั้งแรก”“ครั้งแรกเราจัดงานค่อนข้างเป็นเชิง Nostalgia ปีนี้เราอยากชวนคนในย่านมาสร้างแรงบันดาลใจว่าอาคารร้างนี้และบางลำพูจะเป็นอะไรได้บ้างในอนาคต โดยพาร์ตอนาคตเราพยายามจะไฮไลต์กลุ่มเด็ก ๆ ชมรมเกสรลำพู เวลาต้นลำพูมีเกสร มันจะแพร่พันธุ์ไปต่อได้และไม่ยอมตาย ซึ่งคนกลุ่มนี้แหละที่จะทำให้ย่านบางลำพูพัฒนาต่อไป”“การทำงานร่วมกันทำให้เราได้ใช้จุดแข็งในฐานะที่เป็นคนนอกกับคนในมาเติมเต็มและส่งเสริมกัน ในมุมมองของคนนอก ความไม่รู้ก็จะทำให้เราขี้ตื่นเต้นกับสิ่งที่เขามี แต่บางมุมคนนอกดูไม่ออกว่ามีอะไรพิเศษ เช่น บ้านหลังนี้ในเชิงสถาปัตย์ดูไม่มีอะไร แต่เขาปักชุดโขนเก่งมาก บางเรื่องเป็นอินไซต์มากเลย เช่น ร้านขนมเบื้อง ต.เง็กชวน ที่ต้า (ปานทิพย์ ลิกขะไชย – ประธานชมรมเกสรลำพู) เล่าให้ฟังว่าเขาเคยขายแผ่นเสียงมาก่อน เป็นความเชื่อของตระกูลว่าต้องขายของที่เป็นวงกลม พอเลิกขายแผ่นเสียงเลยมาขายขนมเบื้องแล้วทำอร่อยด้วย”“เราอยากให้คนในย่านมาเดินงาน New World x Old Town แล้วเกิดอินสไปร์ว่าย่านเราเป็นอะไรได้อีกที่จะนำความสดชื่นมีชีวิตชีวากลับมา ไม่ใช่เฉพาะตัวตึกร้างเท่านั้น แต่หมายถึงทั้งย่านเลย ส่วนคนข้างนอกก็เสพคอนเทนต์ได้หลายเลเยอร์มาก เลเยอร์แรกมาดูกันว่าตึกประหลาดที่ปิดมานานและเคยเป็นวังมัจฉาอยู่ช่วงหนึ่ง จะอินสไปร์คนรุ่นใหม่ด้วยความสนุกสนานยังไงได้บ้าง ส่วนเลเยอร์ที่สองเราอยากให้คนฉุกคิดว่าในย่านไหน ๆ ก็มีพื้นที่แบบนี้ได้ นิทรรศการนี้ไม่ได้จัดโชว์ให้คนมาดูแล้วตื่นตาตื่นใจ แต่เราอยากใช้นิทรรศการเป็นแพลตฟอร์มให้คนรุ่นใหม่มาเห็นแล้วลองนำแนวคิดไปต่อยอด โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเกี่ยวกับย่านบางลำพูก็ได้ อยากให้คนเห็นศักยภาพของสิ่งต่าง ๆ ในย่านของตัวเอง แล้วช่วยกันคิดต่อยอด  และเลเยอร์สุดท้าย ถ้าใครมาชมงานแล้วสนใจมาก ๆ อยากให้มานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนกับน้อง ๆ ชมรมเกสรลำพู ถึงที่มาของร้านชุดนักเรียน ขนมเบื้อง ข้าวแช่ ความสนุกมันแบ่งเป็นหลายเลเยอร์ขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้รับสาร”New World x Old Town Part 2 จัดแสดงอยู่ที่สี่แยกบางลำพู บริเวณตึกเก่าที่เคยเป็นห้างสรรพสินค้านิวเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2022 เข้าชมได้เวลา 17.00-21.00 น. หากอยากรู้ว่าศิลปะและงานออกแบบปลุกชีวิตให้ตึกร้างกลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างไรต้องไม่พลาดชมงานนี้Urban AllyWebsite : urbanally.orgFacebook : facebook.com/UrbanAlly.SU

Regen Districts: วัสดุชีวภาพเพื่อความยั่งยืนที่ทั้งคูลและรักษ์โลก

ปัญหาสิ่งแวดล้อมถือเป็นประเด็นใหญ่ในทุกวงการทั่วโลก การมองหาวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ด้านฟังก์ชัน เพื่อลดการสร้างมลภาวะจึงเป็นสิ่งที่นักออกแบบสายกรีนให้ความสนใจ เยล-อัญญา เมืองโคตร ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ขณะเรียนปริญญาโทที่ Royal College of Art (RCA) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เธอจึงมุ่งศึกษาเรื่องวัสดุชีวภาพ (Biomaterial) อย่างจริงจัง จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งโครงการ Regen Districts ที่ได้รับทุนจากโปรแกรม Connections Through Culture (CTC) ของ British Council และทำงานร่วมกับองค์กร Materiom กลุ่มผู้จัดทำแพลตฟอร์มห้องสมุดออนไลน์รวบรวมสูตรการทำวัสดุชีวภาพจากนักออกแบบและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเปิดประตูสู่โลกวัสดุชีวภาพ“เยลรู้จัก Materiom ตอนไปเรียนต่อที่ลอนดอน แพลตฟอร์มนี้เป็นที่รู้จักกันมากในหมู่นักเรียนดีไซน์โซนยุโรป เพราะคนกลุ่มนี้เขากำลังมองหาวัสดุทางเลือกที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะนักเรียนสายแฟชั่นกับสิ่งทอ อย่างเยลเรียนด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ คนอื่น ๆ ในคลาสเขาก็อาจจะไปทำเรื่องอื่นในเชิงสังคมได้ เช่น งานออกแบบเพื่อผู้พิการ แต่สายแฟชั่นกับสิ่งทอเขาจะตื่นตัวกับวัสดุชีวภาพมาก เยลเคยทำเวิร์กช็อปเกี่ยวกับวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ก็จะมีเด็กสายแฟชั่นกับสิ่งทอสมัครเข้ามาเยอะมาก เพราะเขาอยากรู้จริง ๆ ว่าเขาจะนำวัสดุเหล่านี้ไปใช้ในงานออกแบบได้ไหม”เยลเปรียบเทียบว่าการทดลองสูตรวัสดุชีวภาพก็เหมือนการทำอาหารสักจาน ที่เราพอรู้คร่าว ๆ ว่าเมนูนี้ต้องใส่วัตถุดิบอะไรบ้าง แต่กว่าจะได้วัสดุที่สมบูรณ์แบบตรงกับความต้องการ ก็ต้องผ่านการทำซ้ำ ๆ นับครั้งไม่ถ้วน การมีแพลตฟอร์มอย่าง Materiom ขึ้นมาจึงทำให้คนที่สนใจวัสดุชีวภาพได้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดระยะเวลาในการลองผิดลองถูกลงไปได้มาก เมื่อเรียนจบกลับมาเมืองไทย เธอจึงคิดอยากจะเผยแพร่ความรู้เหล่านี้ เพื่อขยายขอบเขตการใช้วัสดุชีวภาพออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น “พอมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราก็เริ่มตระหนักว่า จริง ๆ แล้วขยะที่เราสร้างขึ้นในแต่ละวันมันค่อนข้างเยอะนะ ทุกวันนี้เวลาตอกไข่เสร็จ เยลจะเอาเปลือกไปล้างตากไว้ แล้วเอามาบดเพื่อเตรียมทำเป็นวัสดุชีวภาพ ซึ่งไม่ได้ยุ่งยากอะไร ทุกขั้นตอนสามารถทำได้ด้วยเครื่องครัวและของใกล้ตัวที่เรามีอยู่แล้วทั้งหมด เป็นสิ่งที่คนทั่วไป DIY เองได้ที่บ้านโดยไม่ต้องพยายามมากเกินไป เวลาทำเวิร์กช็อป เราก็จะแนะนำว่าใครกินอะไรเยอะให้ลองเริ่มทำวัสดุชีวภาพจากสิ่งนั้น”ทำเวิร์กช็อปร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่ทีแรกเยลตั้งใจทำเวิร์กช็อปให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อนำความรู้จาก Materiom มาเผยแพร่ให้คนไทยรู้จัก โดยเริ่มสอนกันแบบ 101 ให้รู้ว่าวัสดุชีวภาพคืออะไร ตัวประสานคืออะไร แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิดทำให้ไม่สะดวกต่อการนัดรวมคนหมู่มาก เธอจึงเริ่มจากการทำงานร่วมกับศิลปินไทยและจัดโชว์เคสทางออนไลน์ก่อนในเบื้องต้น “สิ่งที่คนมักถามคือวัสดุชีวภาพเอาไปทำอะไรได้บ้าง เราเลยคิดว่าการชวนศิลปินที่มีความหลากหลายมาร่วมงานและจัดโชว์เคสเป็นตัวอย่างน่าจะทำให้คนที่สนใจเขาเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น” หลังจากได้ลองทำงานร่วมกับศิลปินและสอบถามความพึงพอใจ โดยรวมหลายคนก็ตื่นเต้นกับการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ แต่วัสดุจากธรรมชาติก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น เรื่องสีสันที่ไม่ค่อยจัดจ้าน นอกจากนี้ยังมีกระบวนการเตรียมหลายขั้นตอน “เยลอยากสื่อสารอย่างจริงใจที่สุดว่าวัสดุเหล่านี้มันมีความท้าทายเยอะ ถ้าตากแห้งไม่ดีก็ขึ้นราได้นะ เราจะไม่มาบอกว่าวัสดุชีวภาพมันดีทุกคนควรใช้ อาจไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของศิลปินบางคนที่ทำงานยุ่งตลอดเวลา หรือบางคนที่ชอบทำงานมินิมอลก็อยากให้ชิ้นงานออกมาเป๊ะเท่ากันทุกมุม แต่ในช่วงแรกของการทดลองอาจจะมีชิ้นงานที่บิดเบี้ยวบ้าง ซึ่งบางคนก็รู้สึกชื่นชอบความคาดเดาไม่ได้เหล่านี้ และมองว่าเป็นเสน่ห์ของงานจากวัสดุชีวภาพ”สร้างเครือข่ายขยายแนวคิดเรื่องความยั่งยืนนอกจากทำงานร่วมกับศิลปินและนักออกแบบแล้ว พาร์ตเนอร์อีกกลุ่มหนึ่งคือคาเฟ่และร้านอาหารในเขตวัฒนา ที่ยินดีแบ่งปันขยะอินทรีย์ให้แก่ผู้ที่สนใจผลิตวัสดุชีวภาพ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งในแง่ของการสร้างคุณค่าให้กับขยะเศษอาหาร ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนที่สนใจทดลองทำวัสดุชีวภาพ ทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายให้เกิดการรวมกลุ่มกันของคนรักสิ่งแวดล้อมด้วย “ความตั้งใจของเราคืออยากให้โปรเจกต์นี้สามารถกระจายไปในหลาย ๆ ย่าน แต่เบื้องต้นเราเริ่มที่โซนทองหล่อ เอกมัย อ่อนนุชก่อน โดยเริ่มจากร้านที่ฟังเราพูดแล้วเข้าใจคอนเซปต์ และยินดีที่จะเปิดพื้นที่ให้คนวอล์กอินเข้าไปเก็บขยะอินทรีย์ได้แบบไม่ลำบากทางร้านจนเกินไป บางร้านอาจจะต้องโทรไปนัดก่อนเพราะวัสดุบางอย่าง เช่น เปลือกผลไม้ ถ้าเก็บไว้นานก็จะขึ้นรา” หากต้องการดูรายชื่อว่ามีร้านไหนบ้างที่สนับสนุนโครงการนี้ สามารถเข้าไปสอดส่องได้ที่เว็บไซต์ regendistricts.com/community ซึ่งในอนาคต เยลวางแผนไว้ว่าจะประสานงานกับร้านต่าง ๆ ให้มาเข้าร่วมโครงการมากขึ้น และอยากมีเวิร์กช็อปร่วมกับพาร์ตเนอร์โดยนำวัสดุชีวภาพมาผลิตเป็นสิ่งของที่เชื่อมโยงกับธีมร้าน หรือจัดเป็นนิทรรศการ Pop-up เล็ก ๆ ในวันที่คนเริ่มรู้จัก Regen Districts มากขึ้นแล้ว “ในเชิงคอนเซปต์ถือว่าเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่อยู่เหมือนกัน แต่เราเริ่มทำจากจุดเล็ก ๆ ก่อน และไม่ได้มองโปรเจกต์นี้ในเชิงธุรกิจมากนัก เราอยากให้ Regen Districts เป็นพื้นที่ที่สร้างบทสนทนาและชักชวนคนที่สนใจเรื่องวัสดุชีวภาพให้เข้ามาทำงานร่วมกัน ล่าสุดเยลไปออกงาน Thailand Coffee Fest มีคนมาเห็นเราทำที่วางโทรศัพท์จากเยื่อหุ้มกาแฟ เขาก็สนใจ อันนี้เป็นอีกพาร์ตหนึ่งของงานส่วนตัวในฐานะดีไซเนอร์ แต่สำหรับ Regen Districts เราจะดูภาพรวมในการสื่อสารมากกว่า เยลอยากให้เรื่องวัสดุชีวภาพเป็นไอเดียที่เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง เพราะทุกวันนี้เรื่องมลพิษ เรื่องขยะอาหาร การบริโภคมากเกินไป สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น เราเลยอยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนเอาไอเดียเกี่ยวกับวัสดุชีวภาพไปต่อยอด ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยได้ด้วย”Regen Districts เข้าร่วมกับเทศกาล Bangkok Design Week 2022 ในรูปแบบนิทรรศการและอีเวนต์ออนไลน์ ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ regendistricts.com นอกจากนี้เยลยังเป็นหนึ่งในวิทยากรออนไลน์ทอล์กโปรแกรม “Material Futures 2022 วัสดุเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 14.00-16.00 น. ทาง Facebook : Bangkok Design Week ถ้าอยากรู้ว่าเราจะช่วยโลกด้วยวิธีการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ยังไงได้บ้างต้องลองมาฟังRegen DistrictsWebsite : regendistricts.comFacebook : facebook.com/regendistricts

The Wall 2022 Urban Lighting: แสงที่พาเมืองไปไกลกว่าความสวย

เมื่อพูดถึงความทรงจำต่อสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง นอกจากพื้นที่แล้ว “แสง” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยขับเน้นความรู้สึกและเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับบรรยากาศ งานออกแบบแสงที่ดีจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อเมืองที่เราอยู่ เมืองที่มีการออกแบบแสงที่ดีทำให้คนอยากออกมาใช้ชีวิต และยังช่วยสร้างความผูกพันระหว่างคนกับเมืองได้ โดยเฉพาะช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผู้คนห่างหายจากการเดินทางท่องเที่ยวกันไปพอสมควร ในงาน Bangkok Design Week ปีนี้ กลุ่ม Lighting Designers Thailand (LDT) ทีมนักออกแบบแสงที่สนใจงานสถาปัตยกรรมและพื้นที่ จึงร่วมกันพัฒนาโปรเจกต์ “The Wall” ขึ้นอีกครั้ง เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับเมือง ส่งต่อความสุขผ่านแสงสีและปลุกกระแสการพัฒนาชุมชนเก่าแก่อย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์แห่งการออกแบบแสงหลากรูปแบบหลายเทคนิคพื้นที่แสงแห่งความทรงจำย้อนกลับไปในปี 2018 กลุ่ม Lighting Designer Thailand (LDT) ได้นำทีมเข้าไปสำรวจพื้นที่ย่านตลาดน้อย และเนรมิตการออกแบบแสงเพื่อแต่งแต้มสีสันยามค่ำคืนขึ้นมาบริเวณ 10 จุดเช็กอินที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนตลาดน้อยได้อย่างน่าสนใจ ต่อมาในปี 2019 LDT ก็ยังคงร่วมแสดงผลงาน Bangkok Design Week ต่อเนื่องด้วยการนำเสนอมุมมองใหม่ของแสงที่มีต่องานสถาปัตยกรรม โดยเลือกใช้พื้นที่ “โรงภาพยนตร์สกาล่า” โรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนแห่งสุดท้ายในกรุงเทพฯ ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งปัจจุบันปิดตัวไปแล้วอย่างน่าเสียดาย  พิณ-ฐะนียา ยุกตะทัต Lighting Designer จาก FOS Lighting Design Co.,Ltd. หนึ่งในทีมงาน LDT บอกเล่าว่า โรงภาพยนตร์แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่อยู่คู่ย่านสยามสแควร์มายาวนาน จึงนับเป็นพื้นที่อันทรงคุณค่าที่มีมิติน่าสนใจหลากหลายแง่มุมไม่ใช่แค่ในเชิงสถาปัตยกรรมเท่านั้น ในงาน The Wall 2019 มีทั้งคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเที่ยวชมกันอย่างคึกคัก และอีกกลุ่มคือผู้ใหญ่ที่ได้มารำลึกอดีตถึงวันวานที่สถานที่แห่งนี้เคยรุ่งโรจน์ การสร้างอีเวนต์ขึ้นมาโดยใช้ศิลปะแสงเป็นสิ่งดึงดูดจึงเป็นโอกาสดีที่ทำให้คนแต่ละช่วงวัยได้มาใช้เวลาแบ่งปันความทรงจำร่วมกัน และคงดีไม่น้อยหากการแต่งเติมความพิเศษให้กับสถานที่เหล่านี้ จะช่วยปลุกกระแสให้คนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมามากขึ้น โดยควรจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาพื้นที่รอบ ๆ ให้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งอาจดีกว่าการทำลายหรือรื้อถอนทิ้งไป ปลุกชีวิตคลองผดุงกรุงเกษมส่วนปี 2022 นี้ โปรเจกต์ The Wall ของกลุ่ม LDT ขับเคลื่อนด้วยการโฟกัสที่ Urban Lighting เป็นหลัก โดยช่วงสถานการณ์โควิดที่สังคมอยู่ภายใต้ความตึงเครียดแบบนี้ ในฐานะนักออกแบบที่ทำงานกับพื้นที่สาธารณะ พิณและทีมงานจึงเห็นพ้องต้องกันว่า “เราอยากจัดงานเพื่อให้คนมีความสุขและมีสุนทรียะ เพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามาใช้งานพื้นที่มากขึ้น อยากให้คนมองเห็นความสวยในความเก่า และการจัดไฟยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยน่าเดิน เป็นการผสมกันระหว่างสุนทรีย์กับความปลอดภัย เพื่อให้ตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาเมืองด้วย”  พื้นที่ย่านเมืองเก่าที่ LDT เลือกปักหมุดในปีนี้คือบริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ถนนมหาพฤฒาราม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสัญจรทางน้ำ มีถนน ทางเท้า รวมถึงองค์ประกอบของสะพานและอาคารเก่าแก่รายรอบที่เป็นแลนด์มาร์กเด่น ๆ เช่น สะพานพิทยเสถียร อาคารชัยพัฒนสิน “ย่านนี้เป็นจุดที่การจราจรค่อนข้างวุ่นวาย คนส่วนใหญ่จึงมักรีบเดินแล้วผ่านไปแค่นั้น แต่เราเห็นความสวยงามที่ซ่อนอยู่ มุมนี้ถ้าทำดีๆ มันสวยเหมือนต่างประเทศได้เลย คลองผดุงกรุงเกษมเป็นคลองกั้นเกาะชั้นนอกที่มีประวัติศาสตร์ของย่านท่าเรือและย่านการค้า แต่ละสะพานและแต่ละตึกมีเรื่องราวอยู่ในนั้น” ด้วยองค์ประกอบน่าสนใจเหล่านี้ พิณจึงอยากให้งาน Urban Lighting ที่กำลังจะเกิดขึ้น ช่วยจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจ ให้คนมองเห็น Hidden Gems อีกหลายจุดในกรุงเทพฯ ถ้าใครมีไอเดียดี ๆ ก็อยากให้ช่วยกันผลักดันให้เกิดกิจกรรมยามค่ำคืน ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่การติดตั้งแสงสีอย่างถาวรในหลาย ๆ พื้นที่ เพื่อยืดขยายเวลาให้ร้านค้าในท้องถิ่นค้าขายได้มากขึ้น เพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรไปมา ทั้งยังตอบโจทย์ในแง่ของการใช้ชีวิตหลบแดดช่วงกลางวันในเมืองที่ร้อนระอุอย่างกรุงเทพฯ ด้วย เล่าเรื่องมอบความสุขผ่าน The Wall 2022 “พื้นที่จัดแสดงงาน The Wall ในปีนี้ แบ่งออกเป็น 8 จุดหลักรอบคลองผดุงกรุงเกษม โดยทีม Lighting Designer ของเรามีทั้งคนเก่า ๆ ที่เคยร่วมงานกันมาอยู่แล้วและน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการ แต่ละทีมทำงานภายใต้โครงหลักเดียวกันคือต้องตอบโจทย์ความเป็น Urban Lighting ที่มอบความสุขและสร้างการจดจำว่าตรงนี้มีอะไรเกิดขึ้น ประสบการณ์ที่เราอยากให้คนมาเดินเที่ยวชมเมืองได้รับคือมุมนี้มีความน่าสนใจซ่อนอยู่นะ พื้นที่ตรงนี้มีอะไรที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ให้เขาได้เห็นความพิเศษของสิ่งเดิมในพื้นที่ที่เคยมีอยู่แล้ว บางมุมอาจจะดูค่อนข้างรกหรือธรรมดาแต่ก็น่าสนใจขึ้นได้ด้วยการออกแบบแสง ซึ่งเราเอาแนวคิดเดียวกันนี้ไปทำที่อื่นในต่างจังหวัดหรือกรุงเทพฯ ก็ได้” สุดท้ายนี้หากอยากรู้ว่าแสงสว่างจะสามารถเล่นสนุกกับพื้นที่และสร้างมิติใหม่อะไรที่น่าสนใจขึ้นมาได้บ้าง ขอเชิญมาหาคำตอบด้วยกันในงาน The Wall ได้ที่คลองผดุงกรุงเกษม ช่วงถนนมหาพฤฒาราม วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2022Lighting Designers ThailandFacebook: facebook.com/Lighting-Designers-Thailand-533668950005586

WE ARE IN THE SAME GAME: โปรเจกต์ส่งสารผ่านงานศิลปะว่าเราไม่ได้สู้อยู่เพียงลำพัง

ตั้งแต่เริ่มมีข่าวเปิดตัวโตเกียวโอลิมปิก 2020 แง้มออกมา คนทั่วโลกต่างเฝ้ารอการเกิดขึ้นของมหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ ส่วนหนึ่งก็เพราะแดนอาทิตย์อุทัยมีชื่อเสียงด้านการส่งออกวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไปทั่วโลกอยู่แล้ว และเป็นที่รู้กันว่าคนญี่ปุ่นมักลงมือทำสิ่งต่าง ๆ อย่างสุดพลังเสมอ แต่แล้วการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ทำให้กิจกรรมนี้ต้องเลื่อนมาจัดในปี 2021 ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังโรคระบาดที่เข้มงวด ปราศจากเสียงเชียร์กระหึ่มสนามอย่างที่เคยเป็นมา ขณะเดียวกันสถานการณ์โควิดทั่วโลกก็ยังไม่คลี่คลายนัก เหมือนว่าเรากำลังต่อสู้อยู่ในเกมที่ต้องร่วมมือกันผ่านพ้นไปให้ได้ กลุ่มศิลปินนักสร้างสรรค์จากหลายประเทศในเอเชียจึงรวมตัวกันในชื่อ ubies CONSORTIUM เพื่อทำกิจกรรมและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์ โดยโปรเจกต์แรกที่เกิดขึ้นคือ WE ARE IN THE SAME GAME ซึ่งเปิดตัวในรูปแบบออนไลน์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 จนจบการแข่งขันโอลิมปิกส่งต่อกำลังใจด้วยคบเพลิงแห่งศิลปะเติร์ก-จักรพันธ์ สุวรรณะบุณย์ หนึ่งในนักออกแบบผู้ก่อตั้ง PRACTICAL school of design สถาบันถ่ายทอดความรู้ด้านการออกแบบที่เป็น Co-organizer ในการรวบรวมผลงานของศิลปินไทยในโปรเจกต์นี้ บอกเล่าว่า WE ARE IN THE SAME GAME เป็นโปรเจกต์ที่รวบรวมผลงานศิลปะจากศิลปินเอเชีย 5 ประเทศ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย ซึ่งมี กนกนุช ศิลปวิศวกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง PS±D เป็นผู้ร่วมดำเนินการในส่วนของประเทศไทย และออกแบบโลโก้โดย PRACTICAL Design Studio โดยธีมหลักของงานจะเป็นการส่งต่อกำลังใจให้กับนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ภายใต้แนวคิดว่ามนุษย์ทุกชนชาติล้วนเป็นเพื่อนที่ดูแลกันและกัน เปรียบเสมือนอยู่ในเกมเดียวกันอันมีโลกทั้งใบเป็นเวที เราจะร่วมมือกันเอาชนะเส้นแบ่งทางสังคม วัฒนธรรม และขอบเขตอื่น ๆ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ เปิดรับความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น และทำให้พวกเราเชื่อมโยงโลกเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเอาชนะความท้าทายทั้งหลายนี้ให้ได้“โปรเจกต์นี้เราเปิดรับทั้งผลงานของศิลปินและคนทั่วไปโดยไม่จำกัดเทคนิค จะเป็นงานเพนต์ รูปถ่าย กราฟิก คอลลาจ อะไรก็ได้ นัยหนึ่งชื่อ WE ARE IN THE SAME GAME มันสื่อถึงโอลิมปิกที่เป็นกีฬาของคนทั่วโลก แต่อีกแง่หนึ่งคำว่า SAME GAME ก็พูดถึงการที่ทุกคนในโลกต่างได้รับผลกระทบจากโควิดกันทั้งนั้น กำลังใจที่ส่งผ่านงานศิลปะจึงไม่ได้ส่งให้นักกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่เรายังอยากให้กำลังใจคนทั่วโลกด้วย” จากนิทรรศการออนไลน์สู่ Poster Exhibitionเมื่อถามถึงสิ่งที่เราจะได้เห็นในงาน Bangkok Design Week 2022 ครั้งนี้ เติร์กขยายความต่อว่า ‘PS±D COTM : WE ARE IN THE SAME GAME 2022’ คือ Poster Exhibition ที่รวบรวมผลงานของศิลปินไทยและต่างชาติทั้งหมดมากกว่า 200 ชิ้นมาจัดแสดงในรูปแบบของโปสเตอร์ เป็นการต่อยอดจากนิทรรศการออนไลน์ที่จัดแสดงอยู่บนเว็บไซต์ weareinthesamegame.com“ก่อนหน้านี้ประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ที่เข้าร่วมโปรเจกต์นี้เขาก็มีการทำกิจกรรมต่อยอดเหมือนกัน เช่น นำผลงานศิลปะไปทำเป็นเสื้อ จัดงานเสวนา จัดนิทรรศการ ส่วนของประเทศไทยเราก็นำโปรเจกต์มาเข้าร่วมกับงาน Bangkok Design Week ซึ่งนอกจากจะพิมพ์โปสเตอร์มาจัดแสดงแล้ว เราก็แพลนไว้ว่าจะมีทัวร์เล็ก ๆ เชิญศิลปินในโปรเจกต์มาพาเดินชมงาน โดยอาจจะ Co ร่วมกับโปรเจกต์อื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week ด้วย” คิดต่อยอดสร้างแรงบันดาลใจผ่านบทสนทนาสิ่งที่เติร์กและทีมงานวางแผนไว้ว่าอยากให้เกิดขึ้นคือการนำผลงานบางชิ้นมาต่อยอดเป็นกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมชมงานได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และเปิดวงสนทนาชวนศิลปินในโครงการมาพูดคุยกันถึงความรู้สึกและประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจกิจกรรมของ WE ARE IN THE SAME GAME กระจ่างชัดยิ่งขึ้น“หลาย ๆ คนอาจจะได้เห็นงาน WE ARE IN THE SAME GAME ผ่านช่องทางออนไลน์กันไปแล้ว ทั้งทางเว็บไซต์ เพจ อินสตาแกรม แต่การมาเดินชมงาน Poster Exhibition เราจะได้เห็นทุก ๆ ผลงานจำนวน 200 กว่าชิ้นพร้อมกัน ทำให้เกิดความสนุกในการรับชมงานมากขึ้น อีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือการมาร่วมชมงานด้วยกัน มันเปิดโอกาสให้เรามีบทสนทนากับคนอื่น ๆ และนำไปสู่การเกิดแรงบันดาลใจหรือความคิดต่อยอดจากผลงานศิลปะตรงหน้าได้ โดยทาง PRACTICAL school of design จะจัดทีมสตาฟฟ์เข้าไปช่วยอธิบายหากมีคนสนใจอยากสอบถามว่าโปรเจกต์นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ไอเดียของแต่ละชิ้นงานมีจุดตั้งต้นมาจากอะไรบ้าง”“ด้วยหัวข้อหลักที่เป็นการส่งเมสเสจเกี่ยวกับกิจกรรมโอลิมปิกในประเทศญี่ปุ่น ผลงานของคนไทยและศิลปินต่างชาติหลาย ๆ คนก็จะมีความ Localize ให้เข้ากับประเทศญี่ปุ่นมากหน่อย เช่น มีการใช้สีหรือสอดแทรก Identity บางอย่างที่สื่อถึงความเป็นญี่ปุ่น โดยศิลปินแต่ละคนก็ยังคงมี Identity ของตัวเอง แต่ก็จะมีพาร์ตหนึ่งที่พยายามเบลนด์ให้เข้ากับหัวข้อของกิจกรรม ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือแม้กระทั่งตอนนี้หลาย ๆ คนน่าจะต้องการกำลังใจ เราก็คาดหวังว่าผลงานเหล่านี้จะทำให้คนที่มาชมงานได้รับความรู้สึกดี ๆ กลับไป และมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น”เติร์กพูดถึงภาพรวมของผลงานที่เราจะได้เห็นกันแบบออฟไลน์ในเร็ว ๆ นี้ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) อาคารไปรษณีย์กลาง และนอกจาก Poster Exhibition แล้ว ในช่วงเวลาของการจัดงานเทศกาลฯ PRACTICAL school of design ยังมีแผนจัดกิจกรรมอื่น ๆ เกี่ยวกับงานสร้างสรรค์และการออกแบบร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพิ่มเติมอีกหลายกิจกรรม รับรองว่าสนุกและอัดแน่นไปด้วยสาระดี ๆ เกี่ยวกับงานออกแบบแน่นอน รอติดตามกันได้เลยที่งาน Bangkok Design Week 2022 ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ WE ARE IN THE SAME GAMEWebsite : weareinthesamegame.com/thFacebook : facebook.com/weareinthesamegame Instagram : @weareinthesamegamePRACTICAL school of designWebsite: practicalschoolofdesign.comFacebook: facebook.com/Practicalschoolofdesign/

พระนคร: ความดั้งเดิม ที่ไม่เคยซ้ำเดิม

ชวนรู้จักย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “พระนคร” ย่านที่เกิดมาพร้อมกับกรุงเทพมหานคร มีความคลาสสิกเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ พร้อมเปิดรับทุกความคิดสร้างสรรค์เพื่ออนุรักษ์ ต่อยอด และสร้างเรื่องราวที่จะกลายเป็นบทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 200 ปีของย่านนี้จุดกำเนิดของกรุงเทพมหานครเริ่มต้นที่บริเวณราบลุ่มฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ เวลากว่า 2 ศตวรรษ เปลี่ยนอดีตศูนย์กลางการปกครองของประเทศสู่ย่านเมืองเก่าอันเป็นหมุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ มีสตรีทฟู้ดเจ้าดังระดับตำนานหลายเจ้าเป็นอีกหนึ่งสิ่งดึงดูดใจย่านพระนครเป็นสักขีพยานของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายและอยู่ท่ามกลางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่ในยุคสร้างบ้านแปงเมือง จนกระทั่งในปี 2020 เมื่อโลกเราเกิดโรคระบาด ย่านเก่าแก่แห่งนี้ต้องเผชิญความท้าทายอีกครั้ง การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ ร้านรวงหลายแหล่งปิดตัวลง แต่พระนครแห่งนี้ก็คงอยู่ ปรับตัว และหาทางรอดต่อไปร่วมย้อนร่องรอยความคิดสร้างสรรค์บนย่านประวัติศาสตร์ ผ่านกิจกรรมหลากหลายที่ Co กันระหว่างผู้อยู่อาศัยและผู้หลงใหลในเมืองเก่า พร้อมชวนคุณมาสำรวจ เพื่อร่วมสร้างชีวิตและเพิ่มสีสันให้ย่านคลาสสิกแห่งนี้ ที่เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 ภายใต้การจัดรูปแบบงานตามมาตรการรองรับโควิด-19ติดตามความเคลื่อนไหว / Follow us www.bangkokdesignweek.comFB/IG : bangkokdesignweek Twitter : @BKKDesignWeekLine : @bangkokdesignweek#BKKDW2022#BangkokDesignWeek#CoWithCreation

อารีย์ - ประดิพัทธ์: ชิคสุดไม่ตกเทรนด์

ชวนรู้จักย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “อารีย์ – ประดิพัทธ์” ย่านสุดชิคที่เป็นหมุดหมายของเหล่าคนรุ่นใหม่ รายล้อมไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และธุรกิจสร้างสรรค์มากมายที่ทำให้ย่านนี้ไม่เคยตกเทรนด์ผู้คนในย่านยังเป็นเสมือน “เพื่อนบ้าน” ที่เอื้ออารีกันสมชื่อ สัมผัสกลิ่นอายความน่ารักและความอบอุ่นที่อบอวลไปทั่วทั้งย่าน จากการจับมือกันระหว่างคนรุ่นเก่าที่เป็นรากฐานกับคนรุ่นใหม่ที่นำเข้าไลฟ์สไตล์ชิค ๆ เพื่อสร้างสรรค์ย่านให้น่าอยู่และยั่งยืน ย่านอารีย์ – ประดิพัทธ์ เคยเรียกกันว่าเป็นเมืองราชการ เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ และชนชั้นสูงนับตั้งแต่อดีต และยังเป็นย่านที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนที่พักอาศัย ตั้งแต่บ้านเก่าแก่ที่อยู่คู่ย่านมานาน ชุมชนขนาดเล็ก ไปจนถึงคอนโด หรือที่พักใหม่ ๆ ที่เพิ่งเริ่มเป็นเพื่อนบ้านกันไม่นาน สู่การเข้ามาของธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะร้านอาหาร คาเฟ่สุดชิคมากมาย รวมถึงชุมชนของนักออกแบบทั้งหลาย ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีทั้งผู้ที่อยู่มาก่อนและผู้มาใหม่ที่หลงใหลเสน่ห์ของย่านนี้ กลายเป็นแหล่งจุดประกายไอเดีย เชื่อม connection เหล่านักสร้างสรรค์หลากหลายวงการ นอกจากนี้อารีย์ยังเป็นย่านที่ความเป็น “เพื่อนบ้าน” แข็งแรงที่สุดย่านหนึ่ง ในย่านนี้คุณจะได้พบความหลากหลายที่พึ่งพาอาศัยและอยู่ด้วยกันได้ การเกื้อกูลกันของเพื่อนบ้านต่างวัย ร้านค้าเก่าแก่ในชุมชนที่สามารถอยู่ร่วมกับร้านอาหารหน้าใหม่สุดชิคได้อย่างลงตัว และพร้อมจับมือฝ่าฟันวิกฤตต่าง ๆ ไปด้วยกันทั้งย่าน “อารีย์ – ประดิพัทธ์” เปิดประตูต้อนรับทุกคนให้ได้เข้ามาทำความรู้จัก และหลงรัก “เพื่อนบ้านในย่านอารีย์” ร่วมถอดบทเรียนจากย่านเข้มแข็ง ที่จับมือกันผ่านพ้นวิกฤตไปพร้อมกันจากการ “Co” กันระหว่างผู้คนทั้งย่าน ร่วมคิด สร้าง และหาทางรอดใหม่ ๆ ไปกับชาวอารีย์ ได้ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 ภายใต้การจัดรูปแบบงานตามมาตรการรองรับโควิด-19 ติดตามความเคลื่อนไหว / Follow us www.bangkokdesignweek.comFB/IG : bangkokdesignweek Twitter : @BKKDesignWeekLine : @bangkokdesignweek#BKKDW2022#BangkokDesignWeek#CoWithCreation

สามย่าน: ครบสูตรย่านเรียนรู้ มาคู่ตำนานอร่อย

ชวนรู้จักย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “สามย่าน” ย่านที่ไม่เคยหยุดพัฒนา แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ทั้งแหล่งรวมการเรียนรู้ เคียงคู่ตำนานร้านอร่อย ศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ (Central Business District) และยังเป็นเหมือนสนามทดลองของคนสร้างสรรค์จากหลากหลายวงการที่ชวนกันมาระดมไอเดียเพื่อค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้พื้นที่แห่งนี้สามย่านคือศูนย์รวมความอร่อยของกรุงเทพฯ เราจะได้เห็นทั้งร้านอาหารเก่าแก่ประจำย่านที่เป็นแหล่งรวมตัวของนักศึกษา ภัตตาคารอาหารเหลาที่ประจำของเหล่าอากงอาม่า ร้านสตรีทฟู้ดที่ตอบโจทย์ชีวิตเร่งรีบของคนทำงาน ไปจนถึงคาเฟ่ฮิป ๆ ที่เหล่าวัยรุ่นแวะเวียนมาเช็กอิน ตลอดเส้นทางตั้งแต่สวนหลวงสแควร์ยาวไปถึงถนนบรรทัดทองนอกเหนือจากการเป็น “Learning Space” หรือพื้นที่การเรียนรู้ที่มีทั้งมหาวิทยาลัยชั้นนำและโรงเรียนมากมาย ทุกวันนี้พื้นที่ในสามย่านยังมีการ “Co” กับฟังก์ชั่นและความเป็นไปได้อื่น ๆ เพื่อให้เหมาะต่อการใช้งานของทุกคนและทันต่อยุคสมัยมากขึ้น เช่น การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์แบบผสมผสาน หรือ “โครงการมิกซ์ยูส” เพื่อรองรับการใช้งานหลายรูปแบบอย่างเป็นมิตรแบบ “สามย่านมิตรทาวน์”, พื้นที่สาธารณะผืนใหญ่ใจกลางเมืองใน “อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ” หรือพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการในวงการสตาร์ตอัปอย่าง “BLOCK 28” ไปจนถึงพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางเลือกอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ของคนยุคนี้สามย่านยังเป็นพื้นที่ทดลองที่คนเจเนอเรชั่นใหม่พากันมาปลุกปั้นธุรกิจ ทั้งสานต่อธุรกิจครอบครัว และเริ่มต้นกิจการของตนเอง ไปจนถึงการริเริ่มโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในกรุงเทพฯ เช่น โมเดลการใช้รถ EV เพื่อให้บริการในย่าน ไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์อย่างศูนย์ปฏิบัติการศิลปกรรมดิจิทัล หรือ FAAMAI และ Art4C Gallery เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงออกอย่างอิสระสัมผัสย่านหมุดหมายแห่งความเจริญของทุกด้านในทุกยุคสมัย และประสบการณ์ทางรูป รส กลิ่น เสียง แห่งสามย่าน เดือนกุมภาฯ นี้ ! ที่เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 ภายใต้การจัดรูปแบบงานตามมาตรการรองรับโควิด-19 ติดตามความเคลื่อนไหว / Follow us www.bangkokdesignweek.comFB/IG : bangkokdesignweek Twitter : @BKKDesignWeekLine : @bangkokdesignweek#BKKDW2022#BangkokDesignWeek#CoWithCreation

ทองหล่อ - เอกมัย: ย่านดีไซน์ผู้มาก่อนกาล

ชวนรู้จักย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “ทองหล่อ – เอกมัย” ย่านใจกลางกรุงที่เป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักออกแบบ และนักสร้างสรรค์ระดับตำนานหลากหลายแขนง ที่มักจะต่อยอดโลกดีไซน์ไปสู่โลกธุรกิจได้อย่างลงตัว ชวนมาสัมผัสสีสันและความสนุกของบรรยากาศความสร้างสรรค์ที่แฝงอยู่ในย่านผ่านธุรกิจมากมายที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งย่านย่าน “ทองหล่อ – เอกมัย” เป็นดั่งศูนย์กลางการออกแบบใจกลางเมือง เป็นที่ตั้งของสตูดิโอออกแบบมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นย่านแห่งธุรกิจและการค้าที่ล้วนเกี่ยวข้องกับงานออกแบบ เช่น ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ขายของดีไซน์ เรียกได้ว่า คนที่หลงรักทั้งงานดีไซน์และเรื่องราวเบื้องหลังธุรกิจจะต้องหลงเสน่ห์ทองหล่อ – เอกมัยเป็นแน่ ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอยากจะมาพักอาศัยหรือเยี่ยมเยียนย่านแห่งนี้ เมื่อการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์บรรจบเข้าหากันกับธุรกิจ จึงทำให้ย่านนี้เต็มไปด้วยหลากหลายธุรกิจ ตั้งแต่ธุรกิจออกแบบ กราฟิกดีไซน์ สถาปัตยกรรม เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ผ่านรสชาติ เสียงเพลง และความบันเทิงต่าง ๆ อย่างธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ ผับ บาร์ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนกรุงเทพฯแทบทุกช่วงเวลา ธุรกิจที่นี่ไม่เคยหยุดนิ่ง และย่านนี้ก็ไม่เคยหลับใหลเช่นกัน พบการปรับตัวที่รวดเร็วของย่านธุรกิจที่ปีนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในโลกจริง แต่ชาว “ทองหล่อ – เอกมัย” จะพาคุณไปท่องโลกเสมือนในอนาคตอย่างโลก Metaverse ที่จะจับมือชวนร้านค้าเก่าแก่ในย่าน คาเฟ่ชื่อดัง และสตูดิโอนักออกแบบ ปรับตัวหาทางรอดใหม่ ๆ ให้ธุรกิจไปพร้อมกัน และยังรับชมผลงานที่มีทั้งรูปแบบ Online และ On ground ได้ที่เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 ภายใต้การจัดรูปแบบงานตามมาตรการรองรับโควิด-19   ติดตามความเคลื่อนไหว / Follow us www.bangkokdesignweek.comFB/IG : bangkokdesignweek Twitter : @BKKDesignWeekLine : @bangkokdesignweek#BKKDW2022#BangkokDesignWeek#CoWithCreation

เจริญกรุง - ตลาดน้อย: ยิ่งเก่า ยิ่งเจ๋ง

ชวนรู้จักย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “เจริญกรุง-ตลาดน้อย”ย่านการค้าที่สำคัญตั้งแต่กำเนิดพระนคร และเป็นชุมชนแห่งความหลากหลายของผู้คน วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่เป็นรากฐานหลักในการพัฒนาความเจริญที่ไม่มีวันเก่าของพื้นที่นี้จนกลายเป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้นแบบของกรุงเทพฯพื้นที่เก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก นั่นคือต้นแบบของความเจริญรุ่งเรืองในอดีตที่สำคัญของไทย ตั้งแต่การมีถนนตัดผ่านและใช้นามว่า “เจริญกรุง” นอกจากจะเป็นเส้นทางสัญจรทางบกแล้ว ยังมีความเจริญที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ซึ่งถูกสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนผ่านสถาปัตยกรรม สิ่งของ หรือแม้แต่อาหารท้องถิ่น และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนย่านการค้าที่สำคัญแห่งนี้มาตั้งแต่กำเนิดพระนคร จนเกิดพื้นที่ค้าขายในย่านของชาวจีนอย่างสำเพ็ง และขยับขยายความคึกคักออกมาถึง “ตลาดน้อย” หรือตลาดที่ชาวจีนเรียกว่า “ตะลักเกี้ยะ” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ด้วยเสน่ห์ของความเก่าแก่และวัตถุดิบท้องถิ่นมากมายในย่านนี้ ทำให้มีนักสร้างสรรค์หลากหลายสาขาเล็งเห็นคุณค่าและเข้ามาหยิบจับผสมไอเดียใหม่ ๆ ต่อยอดมรดกดั้งเดิมให้มีคุณค่าและเพิ่มมูลค่ามากขึ้น แต่งแต้มสีสันและช่วยสร้างบรรยากาศความเป็นย่านสร้างสรรค์ให้เด่นชัด จนทำให้ย่านนี้ถูกเลือกเป็นย่านหลักในการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ทุกปีปัจจุบันย่านเก่าแห่งนี้จึงถูกพัฒนาให้เป็นต้นแบบของ “ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ได้รับการปรับปรุงทั้งเชิงกายภาพ ภาพจำใหม่ ๆ ต่อยอดไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และการให้บริการที่ทันต่อยุคสมัยมากขึ้นในย่าน โดยมี CEA และภาคีต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงกลุ่มคนในชุมชนจำนวนมากเป็นผู้สนับสนุนการขับเคลื่อนนี้ เพื่อเติมเต็มความเจริญให้ย่านนี้อยู่ตลอดแบบไม่มีวันเก่าพบการ “Co” กันระหว่างพื้นที่ ผู้คน รวมถึงความ “Heritage” ที่มากไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่พร้อมให้คุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของย่านได้ในเดือนกุมภาฯ นี้ ! ที่เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 ภายใต้การจัดรูปแบบงานตามมาตรการรองรับโควิด-19 ติดตามความเคลื่อนไหว / Follow us www.bangkokdesignweek.comFB/IG : bangkokdesignweek Twitter : @BKKDesignWeekLine : @bangkokdesignweek#BKKDW2022#BangkokDesignWeek#CoWithCreation

เปิดตัวย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ! พร้อมรูปแบบการจัดงานแบบ Co With Creation

ใกล้เข้ามาแล้ว กับเทศกาล Bangkok Design Week 2022 ที่ครั้งนี้มาพร้อมกับการจัดงานทั้งรูปแบบออนไลน์ที่จะทำให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง และการจัดงานบนพื้นที่จริงที่จะชวนคุณมาเดินสำรวจความน่าสนใจและงานออกแบบใหม่ ๆ ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย กระจายตัวไปถึง 5 ย่านในกรุงเทพฯ หลังจากในปีที่ผ่านมาเราเคยจัดงานที่ เจริญกรุง – ตลาดน้อย, สามย่าน, อารีย์ – ประดิพัทธ์, ทองหล่อ – เอกมัย แต่ปีนี้พิเศษขึ้นไปอีก ! มาพร้อมย่านใหม่อย่าง พระนคร พร้อมพื้นที่สร้างสรรค์อีกหลายแห่งที่กระจายตัวทั่วกรุงเทพฯ เรียกได้ว่าหลากหลายที่สุดเท่าที่เคยมีมา คุณจะได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในบริบทที่หลากหลายกว่าเดิม และสัมผัสความเป็นย่านที่จะมาอวดเสน่ห์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปอย่างแน่นอน   เตรียมพบกับทั้ง 5 ย่านที่จะถูกแต่งเติมสีสันในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ที่ปีนี้มาในธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 นี้    Co กันระหว่างออนไลน์และพื้นที่จริง Bangkok Design Week 2022 ยังคงเต็มไปด้วยโปรแกรมน่าสนใจและผลงานสร้างสรรค์มากมายหลากหลายรูปแบบ ซึ่งในปีนี้มีการลดจำนวนงานที่จัดแสดงในพื้นที่จริงลงเพื่อรักษามาตรการความปลอดภัย แต่ความสนุกและสีสันยังไม่เลือนหายไปไหน เพราะเราได้ยกโปรแกรมอีกส่วนมาไว้ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงง่าย ๆ ได้ทุกที่ และได้เป็นส่วนหนึ่งกับเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ในปีนี้   จุด Co หลักอยู่ที่ “เจริญกรุง – ตลาดน้อย” ย่าน “เจริญกรุง – ตลาดน้อย” ยังคงเป็นย่านจัดงานหลักเช่นเคยเหมือนทุกปี และเป็นย่านที่มีผลงานจัดแสดงมากที่สุด    เตรียมพบกับโปรแกรมไฮไลท์มากมายที่จะกระจายตัวอยู่ทั่วย่านแห่งนี้ เชิญชวนให้ทุกคนออกมาเดินสำรวจและค้นหาความคิดสร้างสรรค์ที่ซ่อนอยู่ในย่านนี้ไปพร้อมกัน   สถานที่จัดงานหลัก – Elton House – Broccoli Revolution Charoen Krung – Heliconia Bangkok | เฮลิโคเนีย กรุงเทพฯ – O.P. Garden | โอ.พี. การ์เด็น – Central: The Original Store – Marine Police Lodging | บ้านพักตำรวจน้ำ – Haroon Mosque Community | ชุมชนมัสยิดฮารูน – Ten Fingers Factory and Design Co.,LTD – Darunbannalai Children’s Library | ดรุณบรรณาลัย ห้องสมุดเด็กปฐมวัย – Soi Charoenkrung 34 | ซอยเจริญกรุง 34 – Grand Postal Building, Charoenkrung Road | อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง – TCDC Bangkok | TCDC กรุงเทพฯ – Hēi Jīi | เฮจิ – Charoen 43 Art & Eatery | เจริญ 43 อาร์ท แอนด์ อีทเทอร์รี่ – Warehouse 30 | โกดัง 30 – JOJO Cafe – ATT 19 | แอท ไนน์ทีน – Same Old Days – River City Bangkok | ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก – Mad Sugar Home Cafe’ – Yip In Tsoi | ยิบอินซอย – Khlong Phadung Krung Kasem, Mahapluetharam Road | คลองผดุงกรุงเกษม ถนนมหาพฤฒาราม – Chai Phatthanasilp | ชัยพัฒนศิลป์ – Talad Noi Community | ชุมชนตลาดน้อย – Patina Bangkok | พาทีน่า แบงค็อก – Mother Roaster – Soi Charoenkrung 22 | ซอยเจริญกรุง 22 – Baan Rim Naam, Talad Noi | บ้านริมน้ำ ตลาดน้อย – The So Heng Tai Mansion | บ้านโซวเฮงไถ่ – Hong Sieng Kong | ฮงเซียงกง – Puey Park | สวนป๋วย (ท่าน้ำภาณุรังษี) – Recordoffee | เรคคอดอฟฟี่ – DINSOR | ดินสอ – San Chao Rong Kueak | ศาลเจ้าโรงเกือก   Co หลากหลายย่าน สร้างสีสันทั่วกรุงเทพฯ นอกจาก “เจริญกรุง – ตลาดน้อย” โปรแกรมบางส่วนยังกระจายตัวไปจัดแสดง 3 ย่านที่มีคาแรกเตอร์แตกต่าง ได้แก่ สามย่าน, อารีย์ – ประดิพัทธ์ และ ทองหล่อ – เอกมัย ที่เคยสร้างสีสันมาแล้วในปีที่ผ่านมา พร้อมพื้นที่สร้างสรรค์อีกหลายแห่งที่กระจายตัวทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งการจัดงานในย่านที่หลากหลาย จะทำให้เราได้สำรวจผลงานออกแบบไปพร้อมซึมซับกลิ่นอายความเป็นย่านต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป รวมถึงได้ลองเดินทำความรู้จักร้านรวงต่าง ๆ ผู้ประกอบการเจ้าเก่าและโดดเด่นประจำย่าน และได้สัมผัสผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนั้น ๆ อีกด้วย   Co ย่านใหม่ “พระนคร” พิเศษกว่าทุกปี เพราะปีนี้มีเรามีย่านใหม่อย่าง “พระนคร” เป็นอีกย่านที่จะมีผลงานจัดแสดงมาร่วมแต่งแต้มสีสันให้เมืองเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ กับโจทย์สนุกที่จะท้าทายความเป็นไปได้ในการ Co กันระหว่างย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเรื่องราว พร้อมต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้เข้ากับเมืองในมิติต่าง ๆ      #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation        

DESIGN RESEARCH DAY - ANNOUNCEMENT OF PARTICIPANT

ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกบรรยายในงาน Design Research Day ทะเล กังขาว อรจิรา ยั่งยืน ภาวิดา วชิรปัญญาพร ศุภชัย อารีรุ่งเรือง ศุภาศัย วงศ์กุลพิศาล เขมิกา ธีรพงษ์ พิชชาภา จรีภรณ์พงษ์ ศุภชัย คำตัน โกเมศ กาญจนพายัพ ศุภกร ทาหนองค้า สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 10 ท่าน เจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อเเจ้งรายละเอียดให้ทราบต่อไป    

เตรียมพร้อม ! Co With 5 ประเด็นหลัก ใน Bangkok Design Week 2022

หลังจากที่เทศกาลฯ ได้พาทุกคนมองย้อนกลับไปยังเรื่องราวจากวิกฤติโควิด 2 ปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยการคาดการณ์อนาคตอันใกล้ สู่ความเข้าใจในธีมและแนวคิดสำคัญ “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” กันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะพูดถึง 5 ประเด็นหลักของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ในปีนี้ เราอยากให้คุณทำความรู้จักไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะทุกประเด็นล้วนเป็นประเด็นสำคัญของโลกในปัจจุบัน และสั่นสะเทือนชีวิตของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง    เตรียมพร้อมเข้าไปสำรวจ 5 ประเด็นสำคัญด้วยตัวคุณเองในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ที่กำลังจะจัดขึ้น 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ ในธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด”    Co With Space “พื้นที่” คือประเด็นสำคัญที่เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ตั้งคำถามและทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปีแรก และในปีนี้แนวคิดของ “พื้นที่” เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากผลกระทบจากวิกฤติในปีที่ผ่านมา   พื้นที่อยู่อาศัยในยุคหลังโควิด-19 จะเป็นแบบไหน ? พื้นที่สาธารณะและพื้นที่ชุมชนจะเป็นอย่างไรในวันที่คนโหยหาการปฏิสัมพันธ์แต่ยังคงให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพ ? พื้นที่ธรรมชาติจะมีบทบาทในการฟื้นฟูเมืองและจิตใจของคนได้จริงหรือไม่ ? อะไรคือสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งเก่าและพัฒนาสิ่งใหม่ในเมืองและย่านที่เราอยู่ ? ผลกระทบจากโควิดและเศรษฐกิจจะเปลี่ยนเมืองของเราไปเป็นแบบไหน ?   พบหลากหลายโปรแกรมที่ตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของพื้นที่รูปแบบต่าง ๆ จากนักออกแบบที่ทำงานร่วมกับประเด็นพื้นที่และเมือง สำรวจโจทย์ที่ท้าทายของการออกแบบพื้นที่ในอนาคต ไปจนถึงตื่นตากับการชุบชีวิตพื้นที่เมืองด้วยความคิดสร้างสรรค์   Co With Mental Health “งานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาทางใจ” คือประเด็นต่อมาที่เทศกาลฯ ปีนี้อยากนำเสนอ เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ที่เป็นผลจากวิกฤติที่ต่อเนื่องและยาวนาน และเป็นเสมือนคลื่นใต้น้ำที่หลายคนอาจมองไม่เห็น แต่กลับสร้างผลกระทบให้สังคมมหาศาลหากไม่ได้รับการดูแล   การออกแบบจะช่วยให้คนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความเจ็บป่วยทางใจที่กำลังเป็นเรื่องใหญ่ในปัจจุบันได้อย่างไร ? งานออกแบบจะช่วยเยียวยาใจ บำบัดความตึงเครียด สร้างความสุขและความผ่อนคลายให้คนในภาวะวิกฤติได้หรือไม่ ?  ออกแบบเมืองแบบไหนที่ช่วยสร้างเกราะป้องกันทางใจให้คนในสังคมมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ?   สัมผัสโปรแกรมที่ทำให้เราเห็นหลากหลายความเป็นไปได้ที่จะนำงานออกแบบเข้าไปทำงานร่วมกับปัญหาสุขภาพจิต ที่จะทำให้คุณกลับมาสำรวจใจตัวเองและเรียนรู้ที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้คนรอบข้าง   Co With Eco วิกฤติสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องอนาคต แต่ ณ วันนี้มันอุบัติขึ้นแล้ว และยิ่งหนักขึ้นเป็นเท่าทวีคูณจากวิกฤติในสองปีที่ผ่านมา และนี่คือสิ่งที่เราทุกคนในฐานะพลเมืองโลกต้องรับผิดชอบร่วมกัน    แล้วการออกแบบจะมีส่วนช่วยเหลือเพื่อบรรเทาวิกฤตินี้อย่างไร ?  แนวคิดออกแบบจะช่วยสร้างการหมุนเวียนและความยั่งยืนให้สิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ? นวัตกรรมการออกแบบจะช่วยลดขยะที่เป็นภาระแก่โลก และเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ได้อย่างไร ? เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มใหม่ ๆ จะมีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนได้หรือไม่ ?   ค้นพบแรงบันดาลใจและแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันจากนักออกแบบและสร้างสรรค์หลากหลายโปรแกรมในเทศกาลฯ ปีนี้ เพื่อจะพบว่าคุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาระดับโลกได้   Co With Culture เมื่อวัฒนธรรมที่เคยแช่แข็งถูกละลายด้วยคำถาม เปิดพื้นที่ให้คนในสังคมเสนอไอเดีย ปรับปรุงให้ดีขึ้น เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย และต่อยอดกลายเป็นมูลค่า นำมาซึ่งความเป็นไปได้มากมาย    คำถามสำคัญคือ การออกแบบจะช่วยนำเสนอวัฒนธรรม เล่าเรื่องย่านหรือท้องถิ่นให้ร่วมสมัยและเข้าถึงคนมากขึ้นได้อย่างไร ?  วัตถุดิบทางวัฒนธรรม ทรัพยากร และภูมิปัญญาในท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม จะเพิ่มคุณค่าและเกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจากความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร ?   ตื่นตาไปกับโปรแกรมงานออกแบบที่ชวนถอดรหัสวัฒนธรรม ตีความและเล่าเรื่องใหม่โดยนักออกแบบและนักสร้างสรรค์หลากหลายที่จะทำให้คุณมองคำว่า “วัฒนธรรม” เปลี่ยนไปจากเดิม   Co With Future ในวันที่สิ่งใหม่เกิดขึ้นทุกวัน แทนที่จะหยุดเรียนรู้และวิ่งหนีสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ลองทำความรู้จักกับมันดูสักตั้งเพื่อเตรียมรับการมาถึงของอนาคต    และหากคุณเป็นหนึ่งในนักสร้างสรรค์ คุณคงอยากรู้ว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ จะช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของเราได้อย่างไร ? นวัตกรรมและเครื่องมือใหม่ ๆ จะเปลี่ยนทิศทางงานออกแบบในอนาคตไปเป็นแบบไหน ? แนวคิดด้านการออกแบบและกระบวนการสร้างสรรค์ในอนาคตจะปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบใด ? ชีวิตและการทำงานของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากการมาถึงของเทคโนโลยีเหล่านี้ ?   วาร์ปไปทำความรู้จักสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต กับโปรแกรมงานออกแบบที่ใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคตเป็นส่วนผสมหลัก เตรียมความพร้อมให้คุณ “Co” กับอนาคตก่อนใคร   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation    

ปลุกพลังบวกผ่านงานออกแบบ Visual Identity ใน Bangkok Design Week 2022

Key Visual คือส่วนสำคัญในการสร้างภาพจำและสื่อสารแนวคิดเบื้องหลังของ Bangkok Design Week มาตลอดทุกปี แต่สำหรับปีนี้ที่ผู้คนยังคงบอบช้ำและเมืองยังคงซบเซาจากวิกฤติโควิด-19 อีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ Key Visual ต้องช่วย “ปลุกพลังบวก” ให้บรรยากาศที่แสนห่อเหี่ยวของปีที่ผ่านมากลับคืนสู่ความสดใสอีกครั้ง   เป็ด-ภาคภูมิ ลมูลพันธ์ คือนักออกแบบกราฟิกที่ทางเทศกาลฯ มอบหมายให้เขารับผิดชอบโจทย์นี้ ก่อนหน้านี้เป็ดเคยไปใช้ชีวิตและทำงานกับบริษัทกราฟิกดีไซน์ในประเทศญี่ปุ่นนานถึง 12 ปี ก่อนจะบินกลับมาก่อตั้งสตูดิโอออกแบบของตัวเองในประเทศไทยในชื่อ Routine Studio และฝากผลงานในหลากหลายวงการอย่าง ปกหนังสือ อาคิเต็กเจอ, Untitled Case และอีกหลายเล่มจากสำนักพิมพ์ Salmon Books, โปสเตอร์ภาพยนตร์ Snap, ผลงานออกแบบ Visual Identity ให้หลากหลายเทศกาล เช่น Taiwan Documentary Film Festival in Thailand 2021 หลายคนจดจำงานกราฟิกของเป็ดได้จากความมีชีวิตชีวา สีสัน และจังหวะกราฟิกที่สนุก บวกการออกแบบคาแรกเตอร์ที่น่ารักละมุนใจ และนั่นคือเหตุผลที่เทศกาลฯ เลือกให้เขาเป็นผู้ออกแบบ Key Visual ชุบชูใจคนในปีนี้   แม้จะยืนระยะในวงการกราฟิกดีไซน์มายาวนาน แต่การได้มีส่วนร่วมกับ Bangkok Design Week 2022 ก็ยังสร้างความตื่นเต้นกับเจ้าตัวไม่น้อย เพราะการสื่อสารแนวคิด “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ออกมาเป็นภาพให้นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ไปจนถึงคนทั่วไปเข้าใจก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่เบา   เริ่มต้นจากปลุกพลังความสดใส 2 ปีที่ผ่านมาปัญหาโควิด-19 อยู่กับคนทั่วโลก ทำให้นักสร้างสรรค์หมดไฟจะสรรค์สร้างอะไรกันไปไม่น้อย ทั้งทีมงานเทศกาลฯ และเป็ดจึงเห็นตรงกันว่า เราต้องมอบความหวังและกระตุ้นบรรยากาศที่เหมาะกับการสร้างสรรค์ให้กลับมาเป็นอันดับแรก   “ตอนที่ได้รับแจกโจทย์ ได้รู้ธีมงานในปีนี้ก็คือ Co With Creation และเป้าหมายของเทศกาลฯ ที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้เกิดบรรยากาศสร้างสรรค์ เราก็มาทำการบ้าน คิดว่าทำอะไรกับงานได้บ้าง พอคิดจากชื่อที่อยากให้คนมาร่วมงาน นึกถึงประเด็น ‘การเชื่อมโยง’ และ ‘การช่วยเหลือกัน’ ในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะฝั่งนักสร้างสรรค์ ชุมชน หรือฝั่งธุรกิจเอง ก็เลยอยากสร้างงานที่คนดูสามารถเห็นความหลากหลายใน Main Visual ของงาน”   “องค์ประกอบหลาย ๆ อันในงาน เช่น ตัวหนังสือ C O W I T H ที่นำมาทำเป็นภาพ ก็จะมีรูปแบบหลากหลาย แล้วค่อยมาจัดการกับพื้นที่ให้มีความกลมกลืน มีองค์ประกอบย่อย ๆ ที่แสดงการเชื่อมโยงต่อจุดกันในแบบต่าง ๆ เหมือนเป็นพลังงานด้านบวกที่มาสนับสนุนแพลตฟอร์ม Bangkok Design Week ปีนี้”   “ซึ่งพอคุยว่าโทนของงานน่าจะไปทางไหน ก็คิดว่าน่าจะอยากได้ความสดใส มีพลังบวกขึ้นมากกว่าปีก่อน ๆ ให้เป็นบรรยากาศที่เชียร์อัพคนที่ชมงาน คิดว่าการสร้างบรรยากาศนี้ก็น่าจะเป็นผลดีกับการสร้างสรรค์ด้วยหลังจากที่ขมุกขมัวกันอยู่นานเพราะโควิด ก็เลยเป็นที่มาของภาพรวมดีไซน์ต่าง ๆ ในโปสเตอร์ คืออยากให้คนดูรู้สึกเฟรช มีความสนุกเข้ามา และเปิดกว้างถ้าหากจะมีการต่อยอดพูดคุยหรือทำงานเรื่องจริงจังอื่น ๆ ”   โจทย์เรื่องสีและวัย  แบบสเก็ตช์ Graphic Elements องค์ประกอบ และชุดสีหลายชุด ก่อนจะเป็น Visual Identity เวอร์ชั่นจริงที่ถูกใช้ใน Bangkok Design Week 2022   “สีเหลือง” คือสีที่คนจดจำได้จาก Bangkok Design Week ปีที่ผ่านมา โจทย์ต่อมาคือการสร้างสรรค์ความสดใหม่และสดใส แต่ยังคงไว้ซึ่งสีที่เป็นภาพจำของเทศกาลฯ   “ในส่วนของการทำงานเรื่องสีหรือการเลือกสี พอได้รายละเอียดโจทย์มาว่าอยากจะให้งาน On-site ยังคงสีเหลืองเอาไว้ เพราะค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการบอกทิศทาง เลยเริ่มทำงานโดยยึดสีเหลืองเป็นหลัก และมีกรอบที่ใช้ Form ของตัว D จากคำว่า Design เข้าไปสร้างเป็นโลโก้หลักของเทศกาลฯ แล้วค่อย ๆ ปรับหาสีอื่นที่มาเข้าคู่กัน ต้องเป็นสีที่ไม่กวนกันและดูสบายตา คิดว่าเทา-ดำเป็นคู่สีที่ใช้กับเหลืองได้ดี โดยที่มีสีอื่นมาเพิ่มเติมไม่ยากมาก จุดหลักในการทำงานเรื่องสีคือคนดูแวบเดียวแล้วต้องเข้าใจว่าคืองานเดียวกัน ส่วนนี้เป็นงานที่ต้องใช้เวลาและละเอียดไปบ้าง แต่คิดว่าเวลาใช้งานในสถานที่จริงที่เป็นตึกรามบ้านช่อง การเข้าคู่สีต่าง ๆ ที่เลือกไว้น่าจะช่วยให้งานเด่นออกมาได้”    “หนึ่งในโจทย์สำคัญน่าจะเป็นเรื่องของการทำให้งานดูสนุกสดใส แต่ต้องไม่ให้ความรู้สึกเด็กเกินไป เพราะว่า Visual นี้จะถูกเอาไปใช้ประกอบกับงานนิทรรศการของดีไซเนอร์หลากหลายท่านมาก อย่าง Object ต่าง ๆ ในงาน ถึงจะดูเป็นเอกเทศ เป็นคาแรกเตอร์ที่เหมือนมีชีวิตของตัวเองก็จริง แต่การดีไซน์ของเราจะไม่มีการใส่ลูกตาหรือกรอบใบหน้าที่ชัดเจนลงไป พยายามเน้นฟอร์มรูปร่างที่เป็นแนว Geometric ให้ดูเป็นเทศกาลงานดีไซน์อยู่”   ทุกรายละเอียดคือการเล่าเรื่อง หัวใจของการออกแบบกราฟิกคือการสื่อสารผ่านรูปภาพให้คนเข้าใจ ทั้งสิ่งที่อยู่บนภาพตรง ๆ และเหล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ รายละเอียดทุกอย่างที่อยู่ในงานจึงมีเนื้อหาและสิ่งที่จะสื่อสารในตัวเอง   “มีการใส่รายละเอียด เพิ่มดีเทลให้งานมี Texture เพิ่มขึ้นกว่าฟอร์มตัวหนังสือเฉย ๆ อย่างตรงตัวอักษร C ก็ทำให้มันเป็นจุด ๆ ที่ดูเชื่อมต่อกันเพื่อล้อกับคอนเซปต์ของงานที่พูดเรื่องการเชื่อมต่อและการช่วยเหลือกัน คือถ้าเอาดีเทลพวกนี้ออกไป งานก็จะดูเหงามาก”   “แต่ไม่เชิงว่าคนดูจะต้องมาทำหน้าที่ถอดรหัสอะไรซับซ้อน เราแค่พยายามต่อยอดการทำงานจากภาพนิ่งให้เกิดความเคลื่อนไหวในจินตนาการคนดู และทำให้งานสามารถนำไปใช้ในงานเคลื่อนไหวต่อได้เวลาที่ต้องอยู่ในสื่ออื่น ๆ อย่างสื่อดิจิทัล อย่างส่วนจุดของตัว i ก็เป็นไอเดียออกมาจากกล่อง หรือตัว H ก็มีเส้นตารางขึ้นมาเป็นเเปลนแบบร่างดีไซน์ และที่สำคัญคือเราใส่องค์ประกอบรองที่ลอยไปลอยมา มาช่วยสร้างความเคลื่อนไหวและความรู้สึกให้กับงานด้วย”   Co with ความหวัง บรรยากาศใน Routine Studio ที่เป็ดใช้เป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันกับพาร์ตเนอร์ ยูน-พยูณ วรชนะนันท์    สิ่งสำคัญที่สุดของคนทำงานก็คือการที่งานประสบความสำเร็จดังความคาดหมาย แต่ความสำเร็จของแต่ละคน รวมถึงแต่ละงานก็ต่างกันออกไป ในมุมของเป็ด ความสำเร็จของงานนี้คือ “พลังงานบวก” ที่เขาอยากส่งต่อให้เพื่อนร่วมวงการและใครก็ตามที่พบเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งสำคัญที่คนขาดไม่ได้ ณ เวลานี้ก็คือความหวังว่าจะมีอนาคตที่ดีรออยู่   “ปกติเวลาทำงานก็จะมีตั้งเป้าหมายในด้านอารมณ์ไว้เหมือนกัน เช่น อยากให้คนที่เห็นตัวงานเราแล้วเกิดความรู้สึกอะไร อยากให้คนอ่านจำหนังสือเล่มนั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน สำหรับงานนี้ก็อยากจะให้เป็นงานที่ทำให้คนมางานหรือคนที่มาร่วมจัดงานได้รู้สึกถึงบรรยากาศแง่บวก ส่งพลังให้มองออกไปข้างหน้า หลังจากที่ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนจากเรื่องโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ งานนี้อยากจะชวนคนหันมาเริ่มมองเห็นภาพในอนาคตว่ามันมีอะไรทิศทางไหนที่เราไปกันต่อได้อีก และมีความหวังจากงานดีไซน์ได้บ้าง”      ผลงานการออกแบบชิ้นอื่น ๆ ของเป็ด มีทั้งปกหนังสือ สิ่งพิมพ์ ปกซีดี และ Visual Identity   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation

ทำไมต้อง Co With Creation ? เข้าใจแนวคิด Bangkok Design Week 2022

กลับมาพบกันอีกครั้งกับเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ประจำปีที่มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งเสริมศักยภาพความคิดสร้างสรรค์มาโดยตลอด เทศกาลฯ ทำหน้าที่เป็นสนามปล่อยของของนักสร้างสรรค์และพื้นที่แห่งการสร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน รวมถึงชักชวนผู้คนมาตั้งคำถามและหาคำตอบกับประเด็นน่าสนใจที่ขับเคลื่อนสังคมและเมืองให้ก้าวหน้าด้วยงานออกแบบ เป้าหมายคือทำให้การออกแบบและความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนในสายอาชีพออกแบบหรืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์เท่านั้น   สำหรับปีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญคือผลกระทบจากโควิด-19 และเชื่อว่าในอนาคตก็จะยังคงมีความท้าทายใหม่ ๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดรออยู่อีก นำมาซึ่งคำถามที่ว่า “อะไรคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรารอดจากปัญหาปัจจุบันและปัญหาใหม่ ๆ ในอนาคต ?”   คำตอบที่ได้คือการ “Co” กัน และนั่นคือที่มาของแนวคิดของเทศกาลฯ ในปีนี้   ทำไมต้อง “Co” การเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าและหาวิธีอยู่กับความปกติใหม่อย่างเป็นสุข คือโจทย์หลักของโลกในปีนี้ ยิ่งความท้าทายมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่สามารถแก้ได้ด้วยความเชี่ยวชาญของคนใดคนหนึ่งหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการร่วมมือกันทำจากความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์ของศาสตร์ที่แตกต่างหลากหลาย ช่วยกัน “คิด สร้าง ทางรอด” บนโจทย์เดียวกัน เพราะนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบและทำให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ที่ไปไกลกว่าเดิม   เทศกาลฯ ปีนี้ “Co” กับอะไรบ้าง ? ในบรรดาความท้าทายที่รายล้อม สรุปเป็นประเด็นสำคัญของเทศกาลฯ ในปีนี้ออกเป็น 5 ประเด็นด้วยกัน   1.Co with Space การออกแบบพื้นที่เพื่อรับมือกับความท้าทาย ทั้งปัญหาโควิด-19 ในปัจจุบันและปัญหาใหม่ ๆ ในอนาคต สำรวจความเป็นไปได้ใหม่ของพื้นที่อยู่อาศัยในวันที่คนยังห่วงความปลอดภัย และนิยามที่เปลี่ยนไปของพื้นที่สาธารณะในวันที่คนเริ่มโหยหาการพบปะสังสรรค์และธรรมชาติ   2.Co with Mental Health ในวันที่สุขภาพจิตเป็นเรื่องใหญ่พอกับสุขภาพกาย การออกแบบจะช่วยเยียวยา หรือสื่อสารประเด็นเรื่องใจสู่กลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง เพื่อบรรเทาปัญหาทางใจที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมได้อย่างไร   3.Co with Eco เมื่อโควิด-19 เร่งปฏิกิริยาให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหนักข้อเป็นทวีคูณ สิ่งที่เราต่างถามหาคือความคิดสร้างสรรค์เพื่อช่วยหาหนทางชะลอเวลาของวิกฤติให้ช้าลง และชดเชยให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้    4.Co with Culture จากการแช่แข็งสู่การหยิบจับวัฒนธรรมมาตั้งคำถาม ตีความ และนำเสนอใหม่ให้น่าสนใจ ใช้งานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดทรัพยากรที่อยู่ใกล้ตัวที่อาจไม่เคยมีใครเหลียวมองและกำลังจะเลือนหายให้กลับมาเฉิดฉายและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกครั้ง   5.Co with Future ในวันที่เทคโนโลยีกำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเราในทุกมิติ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว เราจะนำความคิดสร้างสรรค์เข้าไปจับเพื่อต่อยอดโอกาสและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ได้อย่างไร   และที่ขาดไปไม่ได้คือการ “Co” กับคุณ เพราะทุกคนคือคนสำคัญที่เทศกาลฯ ปีนี้อยากชวนมาร่วมสำรวจและออกไอเดียไปด้วยกันใน เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ในวันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 นี้   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation

เทรนด์เทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนชีวิตเราในทุกมิติ

การตามให้ทันความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแสนรวดเร็วในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายิ่งเข้าใจเทคโนโลยีสมัยใหม่ดีแค่ไหน เราก็ยิ่งได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะอนาคตอันใกล้สิ่งเหล่านี้จะยิ่งมีบทบาทกับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น Virtual World โลกเสมือนที่เชื่อมต่อผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน การเกิดขึ้นของ Metaverse ที่ส่งผลต่องานสร้างสรรค์ในหลากมิติ NFT สินทรัพย์ดิจิทัลที่เปลี่ยนวิธีคิดที่คนมีต่อมูลค่างานศิลปะไปโดยสิ้นเชิง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ อีกมากมายที่ส่งผลต่อศิลปะและงานออกแบบหลายแขนง วิกฤติโควิด-19 ทำให้ธุรกิจหลายประเภทชะลอตัวหรือถึงขั้นหยุดชะงัก แต่สำหรับวงการเทคโนโลยีบอกเลยว่าทุกอย่างกำลังพุ่งไปข้างหน้าไม่แผ่วไม่พัก เราจึงอยากชวนคุณมาอัปเดตกันหน่อยว่านาทีนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง   โลกเสมือนที่กำลังจริงขึ้นเรื่อย ๆ การเติบโตของอุตสาหกรรมเกมที่นับวันจะยิ่งมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เทคโนโลยีเกี่ยวกับ Digital Avatar พัฒนาตามไปด้วย จนทุกวันนี้โลกของเรามีอินฟลูเอนเซอร์เสมือน (Virtual Influencer) ที่เป็น AI ตบเท้าเข้าวงการกันมากมาย ทั้งยังมีหลากหลายธุรกิจที่มองหาความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ เช่น อุตสาหกรรมแฟชั่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความไวต่อเทรนด์เป็นที่สุด ย่อมไม่พลาดกระโดดเข้ามาร่วมจอย Virtual World ในรูปแบบต่าง ๆ กันอย่างคึกคัก เช่น  Levi’s ที่ออกแบบเสื้อผ้า 3D สุดเท่สำหรับอวตารในเกม QQ Dance และวางขายเสื้อผ้าจริงดีไซน์เดียวกันควบคู่ไปด้วย บอกเลยว่าเทรนด์นี้ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่กำลังเติบโตจริงจัง อย่าง Ravensbourne University London สถาบันด้านสื่อดิจิทัลและการออกแบบ เขาก็เปิดสอนสาขา Digital Technology for Fashion Pathway แล้วนะ ใครพร้อมลุยก่อนก้าวนำคู่แข่งไปอีกขั้นแน่นอน   โอกาสใหม่ในพรมแดน Metaverse  คำที่เราควรรู้จักไว้ในนาทีนี้คือ Metaverse ซึ่งคนแวดวงไอทีอาจพอคุ้นหูกันบ้างแล้ว แต่คำนี้มาบูมสุด ๆ ช่วงปลายปี 2021 เมื่อมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าพ่อ Facebook ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองภาพอนาคตไว้ว่าบริษัทของเขาต้องเติบโตไปไกลกว่าการเป็นแค่แพลตฟอร์มสื่อโซเชียล การขยับตัวของยักษ์ใหญ่ทำให้สปอตไลต์ฉายไปที่ Metaverse ทันที คำนี้ถูกผสมขึ้นมาจากคำว่า Meta และ Universe ใช้นิยามถึงการสร้างชุมชนที่ผสมผสานตัวตนในโลกจริงเข้ากับสภาพแวดล้อมในโลกเสมือน อย่างเช่น อาณาจักรในเกม Roblox ที่ผู้คนสามารถเข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การประชุม และมีจุดเด่นคือเป็นแพลตฟอร์มที่มีเครื่องมือสำหรับสร้างเกมให้ พื้นที่นี้จึงจุดประกายให้เกิดนักพัฒนาเกมหน้าใหม่ขึ้นมามากมาย   เวลานี้คนนอกวงการไอทีอาจเข้าใจคอนเซปต์ของ Metaverse ยังไม่ค่อยกระจ่างนัก แต่นักการตลาดที่มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ เริ่มขยับตัวเปิดเกมรุกกันแล้ว แบรนด์กีฬาชื่อดังอย่าง Nike ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่เคลื่อนไหวในสนามนี้ด้วยการสร้างโลกเสมือน Nikeland ขึ้นมาในเกม Roblox เป็นดินแดนที่มีสนามแข่งขันเกมต่าง ๆ และโชว์รูมให้ลองสวมใส่เสื้อผ้าดิจิทัลของแบรนด์ด้วย นอกจากนี้เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมายังมีรายงานว่า Nike ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพิ่มเติมสำหรับสินค้าดิจิทัลโดยเฉพาะ และประกาศรับสมัครงานตำแหน่ง Virtual Material Designer ด้วย ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างไร้ขีดจำกัดกำลังสร้างอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย หากลองถามเด็ก ๆ ว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” คำตอบของเด็กบางคนอาจเป็นอาชีพที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนก็เป็นได้   NFT โลกใหม่ของการซื้อขายศิลปะ ในอดีตหากพูดถึงนักสะสมงานศิลปะ เราคงนึกถึงเศรษฐีที่มีบ้านช่องใหญ่โตและมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บชิ้นงานโดยเฉพาะ แต่ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้การประเมินมูลค่าและกระบวนการสะสมงานศิลปะยุคใหม่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การถือกำเนิดขึ้นของ NFT หรือ Crypto Art ทำให้ครีเอเตอร์และนักสะสมจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเชื่อมต่อกันง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว ทั้งยังยกระดับวงการศิลปะให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยระบบ Blockchain ที่ช่วยยืนยันความเป็นเจ้าของงานศิลปะ ป้องกันการทำซ้ำดัดแปลง และยังตรวจสอบได้ว่างานชิ้นนี้สร้างขึ้นเมื่อไหร่ ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ซื้อขายมาแล้วกี่ครั้ง ทำให้งานศิลปะดิจิทัลที่มีชิ้นเดียวในโลกสามารถเพิ่มมูลค่าได้มากมายมหาศาลผ่านการซื้อขายกันด้วยสกุลเงินดิจิทัล ที่ผ่านมามีมบนโลกออนไลน์บางชิ้นทำเงินได้เป็นหลักล้านบาทเลยทีเดียว ผู้ซื้องานศิลปะ NFT มีทั้งคนที่ชื่นชอบผลงานจึงอยากสนับสนุนศิลปินและต้องการรันวงการให้เติบโตไปข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีนักเก็งกำไรจำนวนไม่น้อยที่เน้นซื้อมาขายไป และนำส่วนต่างมาเป็นทุนในการกว้านซื้องานศิลปะเพิ่มเติม NFT จึงนับเป็นอีกหนึ่งช่องทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าจับตามองทีเดียว    AI คือนักสร้างสรรค์คนใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คือการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสร้างเครื่องจักรขึ้นมาทำงานแทนมนุษย์ ที่เราคุ้นเคยกันดีก็เช่น หุ่นยนต์ปฏิบัติตามคำสั่งต่าง ๆ เทคโนโลยี AI สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกวงการ แม้กระทั่งสานต่อและคืนชีวิตให้กับเพลงคลาสสิกที่ยังแต่งไม่จบก็สามารถทำได้ เพลงที่ว่านั้นคือ ซิมโฟนีหมายเลข 10 ที่คีตกวีบีโธเฟนทิ้งโครงร่างไว้ก่อนจะเสียชีวิตในปี 1827 เวลาผ่านไปเกือบ 200 ปี สถาบัน The Eliette and Herbert von Karajan Institute ประเทศออสเตรีย ได้ระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง ทั้งนักประวัติศาสตร์ดนตรี นักดนตรี นักประพันธ์เพลง และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ให้ช่วยกันพัฒนาโปรเจ็กต์พิเศษเพื่อสอน AI แต่งเพลงคลาสสิกตามแบบฉบับของบีโธเฟน และสร้างสรรค์ซิมโฟนีหมายเลข 10 ขึ้นใหม่ โดยริเริ่มโปรเจ็กต์ตั้งแต่ปี 2019 และจัดแสดงรอบปฐมทัศน์ที่บ้านเกิดของบีโธเฟน เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี ในเดือนตุลาคม 2021 ที่ผ่านมา (ฟังซิมโฟนีหมายเลข 10 ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=RESb0QVkLcM&t=21s) ทีมนักพัฒนาให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาไม่ได้มองว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์ แต่มันคือเครื่องมือที่เปิดประตูให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์งานรูปแบบใหม่ ๆ ได้ ซึ่งเราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง   ใจความสำคัญของการก้าวทันโลกดิจิทัล คือการอัปเดตความเคลื่อนไหวต่าง ๆ แล้วรู้จักหยิบจับเทคโนโลยีน่าสนใจมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และอีกเรื่องที่อยากชวนขบคิดคือเราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างไร มาหาคำตอบไปพร้อมกันได้ที่เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation   อ้างอิง https://www.cnbc.com/2021/11/02/nike-is-quietly-preparing-for-the-metaverse-.html?utm_content=Main&utm_medium=Social&utm_source=Facebook&fbclid=IwAR0ev0RVT6XA5UtW6IFSPsDYgHb7KiqttCXcFLHRC9vQCl6kvtXUY1QHqzU#Echobox=1635869155 https://www.classicfm.com/composers/beethoven/unfinished-tenth-symphony-completed-by-artificial-intelligence/  

อยากขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า อย่าแช่แข็งวัฒนธรรม

ปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้คือมูฟเมนต์ของคนเจนใหม่ที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามท้าทายสังคมในหลายประเด็น แน่นอนว่ารวมถึงประเพณี ความเชื่อ และวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่มีมาแต่ดั้งเดิม เพราะวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลและเปลี่ยนแปลงไปตามสังคม การจะรักษาวัฒนธรรมให้ยืนระยะอยู่ได้ยาวนานจึงไม่ใช่การคงสภาพเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แต่ควรทำให้วัฒนธรรมยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย และเปิดพื้นที่ให้ความคิดของผู้คนเติบโต ผู้คนสามารถหยิบสิ่งเก่ามาปัดฝุ่น ตีความ หรือปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องไปกับสังคมได้ วัฒนธรรมนั้นจึงจะสามารถมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เติบโตตามไปด้วย เช่นตัวอย่างที่เราหยิบยกมาต่อไปนี้   ล้าสมัยกลายเป็นล้ำ ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นจากการสั่งสมประสบการณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่เราซึมซับ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ หลายอย่างที่ดูล้าสมัยกลับกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่หยิบจับมาเป็นไอเดียในการออกแบบได้อย่างไม่มีใครคาดคิด เหมือนอย่าง “หิมพานต์มาร์ชเมลโล่” ไวรัลดังทางโซเชียลช่วงปี 2020 ที่มีจุดเริ่มต้นจากการที่คนสังเกตเห็นว่ารูปปั้นสัตว์หิมพานต์บางวัดโดยเฉพาะแถบภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง ไม่ได้มีหน้าวิจิตรบรรจงมากนัก เพราะทำขึ้นง่าย ๆ ด้วยฝีมือช่างท้องถิ่นที่มีจิตศรัทธา ทว่าไม่ได้ร่ำเรียนวิชามาเหมือนช่างหลวง แต่มองไปมองมาก็น่ารักน่าเอ็นดูไปอีกแบบ ชาวเน็ตจึงกระหน่ำวาดแฟนอาร์ตน้อง ๆ กันอย่างคึกคัก และเกิดการต่อยอดนำไปผลิตเป็นคุกกี้ สติกเกอร์ พวงกุญแจ โมเดล ฯลฯ ที่ปลุกกระแสให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเที่ยวชมวัดวาตามรอยน้อง หรือบางคนอินถึงขั้นไปศึกษาความเป็นมาของสัตว์หิมพานต์เพิ่มเติมเลยก็มี ทุกวันนี้แม้กระแสจะไม่ได้แรงเท่าช่วงพีก แต่ในกรุ๊ปหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ก็ยังมีคนนำภาพน้องตามที่ต่าง ๆ มาแบ่งปันกันอยู่เรื่อย ๆ และทำให้เราไม่หยุดที่จะสังเกตวัตถุดิบรอบตัวที่ดูธรรมดามาทำให้เกิดคุณค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์   หยิบของใกล้ สร้างสรรค์ให้ไกล หนึ่งในฟังก์ชั่นสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ คือการชุบชีวิตให้ของบางอย่างที่อาจไม่เคยมีมูลค่า กลับกลายเป็นมีมูลค่าทางเศรษฐกิจขึ้นมา โดยเฉพาะของที่เป็นวัตถุดิบและภูมิปัญญาเฉพาะตัวของท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีคนให้คุณค่าและกำลังจะเลือนหาย     ร้านค้าอย่าง Citizen of Nowhere คือร้านขายของดีไซน์ร่วมสมัย ด้วยสโลแกนที่ว่า “Artisanal Products made by local craftsmen” เน้นของที่ผลิตโดยวัตถุดิบท้องถิ่นหรือช่างฝีมือท้องถิ่นในประเทศไทย อย่างกระเป๋าถือที่นำ “สาดกก” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเฉพาะตัวของช่างในจังหวัดจันทบุรีมาอยู่ในดีไซน์ที่แสบสันและร่วมสมัย นอกจากจะทำให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของภูมิปัญญาดั้งเดิม ยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นอีกด้วย ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังไอเดียของร้านค้าที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบที่ถนัดการหยิบของใกล้ตัวที่เห็นได้ตามท้องถนนมาเล่าเรื่องใหม่ผ่านงานออกแบบที่หลากหลาย แต่มีจุดร่วมคือความแสบสันแกมน้ำเสียงประชดประชัน อย่างที่หลายคนอาจจะรู้จักเขาจากผลงาน “Cheap Ass Elites” ที่นำตะกร้าพลาสติกใส่ผลไม้ที่เห็นได้ตามตลาดสดมาดัดแปลงเป็นเก้าอี้ดีไซน์หรูนั่นเอง   สื่อบันเทิงสอดไส้วัฒนธรรมที่ทั้งปังและทำเงิน หากยังจำซีรีส์ดังอย่าง “แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง” กันได้ คงพอนึกออกว่าอิทธิพลของคลื่นวัฒนธรรมเกาหลีใต้จากซีรีส์เรื่องนั้น ขับเคลื่อนให้การท่องเที่ยวและวงการอาหารเกาหลีเฟื่องฟูมากขนาดไหน ตัดภาพมาในปี 2021 ซีรีส์จากเกาหลีใต้ยังคงเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่สอดไส้วัฒนธรรมเกาหลีไปนำเสนอสู่คนทั่วโลกเช่นเคย และยังคงฟอร์มดีไม่มีแผ่ว    ซีรีส์อย่าง Squid Game ที่จู่ ๆ ก็ทำให้ขนมน้ำตาลแผ่นเก่าแก่ของเกาหลีใต้ที่ไม่มีใครเหลียวมองมาร่วมทศวรรษอย่าง “ขนมทัลโกนา” ให้กลับมาระเบิดระเบ้ออีกครั้งจนมีคนทดลองทำตามกันเต็มยูทูบ หรือซีรีส์ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง Hometown Cha-Cha-Cha เรื่องราวของหมอฟันสาวที่ตัดสินใจย้ายจากกรุงโซลไปอยู่กงจิน หมู่บ้านชายทะเลเล็ก ๆ ที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติกและอบอุ่นของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นอกจากขายความอบอุ่นชวนฝันของตัวละครอย่าง “หัวหน้าฮง” ไปครองใจสาวทั่วโลก เนื้อหาของซีรีส์ยังช่วยผลักดันการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ให้ขยายออกไปนอกกรุงโซลที่กำลังอยู่ในจุดอิ่มตัว ซึ่งก็ดูจะประสบความสำเร็จไม่น้อย เพราะมีรายงานว่าช่วงวันหยุดชูซอก มีนักท่องเที่ยวแห่ไปเที่ยวเมืองโพฮังที่เป็นโลเคชันหลักของซีรีส์เรื่องนี้มากเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว    หากสนใจความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติ ต้องไม่พลาดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 เรามีงานออกแบบน่าสนใจที่นำวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นมาตีความและนำเสนอใหม่ให้เลือกชมเพียบ รับรองว่าชิ้นงานสร้างสรรค์เหล่านี้จะทำให้คุณได้รับแรงบันดาลใจกลับไปเต็มเปี่ยมแน่นอน   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation            

โควิดเร่งให้นักออกแบบยิ่งต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ก่อนหน้านี้สังคมไทยตื่นตัวกันมากกับการลดใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งจนเกิดเทรนด์หลายอย่างขึ้น เช่น การพกถุงผ้าไปชอปปิ้ง ร้านรีฟิลที่นำขวดเก่าไปเติมผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ แต่พอเกิดการระบาดของโควิด-19 ความจำเป็นก็ทำให้เราสร้างขยะเพิ่มขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกจากการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ หน้ากากอนามัยที่ก็ทำมาจากเม็ดพลาสติกเช่นกัน แน่นอนว่าสถานการณ์เหล่านี้ยากจะหลีกเลี่ยง แต่สิ่งที่เราพอทำได้คือการเลือกสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี เพื่อให้ง่ายต่อการกำจัดขยะติดเชื้อ และสามารถนำพลาสติกไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดอื่น ๆ ในอีกหลากหลายมิติที่ลงมือทำแล้วช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ มาดูกันว่ามีไอเดียและงานออกแบบอะไรน่าสนใจบ้าง   ไม่ต้องสวมใส่ก็ปังลงโซเชียลได้ ฟาสต์แฟชั่นคือกระบวนการผลิตเสื้อผ้าต้นทุนต่ำที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมายมหาศาล ทั้งยังมีประเด็นแรงงานทาสที่ได้รับค่าตอบแทนไม่เป็นธรรมด้วย จึงมีหลายแบรนด์ที่พยายามลดการทำลายโลกด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น หันมาผลิตเสื้อผ้าจากวัสดุออร์แกนิก นำสินค้าเก่ามาดัดแปลงเป็นไอเท็มใหม่ นำวัสดุเหลือใช้มารีไซเคิล และบางแบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ผลิตเสื้อผ้าออกมาซะเลย นั่นคือแบรนด์ Carlings จากนอร์เวย์ที่ค้นพบอินไซต์ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยชอบสั่งเสื้อผ้าออนไลน์เพื่อถ่ายรูปลงโซเชียลแล้วส่งคืน สร้างทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและความปวดหัวให้กับร้าน ทางแบรนด์เลยเกิดปิ๊งไอเดียในการขายเสื้อผ้า 3D ให้ลูกค้าสั่งซื้อออนไลน์แล้วส่งรูปพอร์เทรตมา เขาจะรีทัชเสื้อผ้าเก๋ ๆ เท่ ๆ ส่งกลับไปให้ แค่นี้รูปของเราก็พร้อมลงโซเชียลเรียกยอดไลก์โดยไม่ต้องเปลืองทรัพยากรในการผลิตและขนส่ง เป็นไอเดียที่กวนและสนุกจนได้รางวัล Grand Prix สาขา Digital Craft ในงาน Cannes Lions 2019   รักษ์โลกตั้งแต่เริ่มออกแบบ เมื่อพูดถึงการรีไซเคิล เรามักนึกถึงการนำขยะไปดัดแปลงเพื่อให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง แต่ตอนนี้กำลังมีแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจคือ Circular Design ที่คิดมาตั้งแต่เริ่มออกแบบเลยว่าวงจรของผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นจะถูกหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ยังไงได้บ้างให้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างเช่น PaperLab ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Epson เป็นเครื่องถ่ายเอกสารที่ผลิตกระดาษรีไซเคิลได้ครบจบในตัว แค่ใส่กระดาษเก่าเข้าไปก็ได้กระดาษใหม่พร้อมใช้งานในเวลาเพียงไม่กี่นาที ควรมีติดออฟฟิศไว้เป็นอย่างยิ่ง   แนวคิด Circular Design สามารถนำไปปรับใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น ในอุตสาหกรรมแฟชั่น หากโฟกัสที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว ก็อาจมีการเลือกใช้วัสดุบางอย่างที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือต้องผลาญทรัพยากรธรรมชาติเพื่อนำมาผลิต แต่ถ้าให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนวัตถุดิบในระบบ โดยคิดตั้งแต่ต้นว่าเมื่อหมดอายุขัย เสื้อผ้าชิ้นนี้ต้องนำกลับมาหมุนเวียนผลิตสินค้าใหม่ได้ 100% เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและไม่สร้างขยะโดยไม่จำเป็น แบบนี้ก็จะทำให้เกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น   วิกฤตขยะสู่วัสดุทดแทน ในงาน Virtual Design Festival ปี 2020 จัดโดยกลุ่ม New Designers ประเทศอังกฤษ มีผลงานนักศึกษาหลายชิ้นที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือบรรจุภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากวัสดุชีวภาพกินได้ เป็นผลงานของ Holly Grounds บัณฑิตจาก Ravensbourne University ที่ทำห่อบะหมี่ขึ้นจากแป้งมันฝรั่งที่ผสมเครื่องปรุงลงไปเสร็จสรรพ เวลากินก็แค่เทน้ำร้อนใส่ลงไปไม่ต้องฉีกซองให้ยุ่งยาก และที่สำคัญคือไม่สร้างขยะด้วย ซึ่งจริง ๆ ไอเดียคล้ายกันนี้ก็มีคนไทยเคยเผยแพร่ออกมาอยู่เหมือนกัน เช่น นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ค้นพบวิธีทำบรรจุภัณฑ์เครื่องปรุงจากเจลาตินหนังปลาเหลือทิ้งในโรงงานแปรรูป หรืออีกงานวิจัยหนึ่งของนักศึกษาสาขาวิชาวัสดุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่คิดค้นฟิล์มพลาสติกย่อยสลายได้จากใบสับปะรด เป็นนวัตกรรมที่ได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งช่วยลดขยะพลาสติกและนำของเหลือทิ้งในระบบอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วย แม้จะยังไม่มีการนำไปปรับใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะต้องใช้ต้นทุนสูงในการลงทุนกับเทคโนโลยีใหม่ แต่สำหรับธุรกิจเล็ก ๆ ที่คล่องตัวกว่า นี่อาจเป็นไอเดียที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกได้ไม่ยาก    “ฉลากคาร์บอน” สำคัญพอกับฉลากโภชนาการ ทุกวันนี้ความตระหนักเรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อนเป็นประเด็นใหญ่ที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญ หลายแบรนด์จึงพยายามนำเสนอวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ผ่านแคมเปญต่าง ๆ อย่าง Oatly บริษัทนมข้าวโอ๊ตยักษ์ใหญ่ที่สื่อสารว่าผลิตภัณฑ์จากพืชเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่านมวัว เพราะการเลี้ยงวัวเป็นตัวการที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ Oatly ยังสนับสนุนการทำเกษตรอย่างยั่งยืน รวมถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ง่ายต่อการรีไซเคิล และออกแคมเปญโชว์ “ฉลากคาร์บอน” ให้เห็นกันไปเลยว่า สินค้าแต่ละอย่างปล่อยคาร์บอนจากฟาร์ม โรงงาน และการขนส่งเท่าไหร่บ้าง เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจและชูจุดขายด้านความใส่ใจสิ่งแวดล้อม แบรนด์นี้จึงได้ใจผู้บริโภคไปแบบเต็ม ๆ แถมยังมีร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks มาจับมือเป็นพาร์ตเนอร์อีกต่างหาก   ยังมีนวัตกรรมและงานออกแบบน่าสนใจอีกมากมายที่ตอบโจทย์เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม สายกรีนทั้งหลายต้องไม่พลาดงานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ซึ่งกำลังจะจัดแสดงในวันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ มาค้นหาคำตอบและเรียนรู้ไปด้วยกันว่า โลกเรากำลังเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง และงานออกแบบจะเข้าไปแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation   อ้างอิง https://www.canneslions.com/enter/awards/craft/digital-craft-lions/address-the-future-case-study https://www.epson.co.th/be-cool-paperlab https://www.dezeen.com/2020/07/13/holly-grounds-dissolvable-noodle-packaging-design    

เมื่องานออกแบบช่วยชุบใจที่พังหลังโควิด

การแพร่ระบาดยาวนานไม่จบสิ้นของโควิด-19 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความสุขทางใจของผู้คนในสังคมถดถอย ไม่ว่าจะวัยรุ่น วัยทำงาน วัยเกษียณ ต่างเครียดสะสมกันทั้งนั้น เพราะต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าและวิตกกังวลกับข่าวร้าย นอกจากนี้ยังมีหลายคนสูญเสียสมาชิกในครอบครัว จนเกิดความบอบช้ำในจิตใจยากจะเยียวยา โดยในปี 2020 Gallup หน่วยงานที่สำรวจเรื่องอารมณ์ของประชาคมโลกมาอย่างต่อเนื่อง เผยว่าผู้คนส่วนใหญ่มีระดับอารมณ์แง่ลบสูงที่สุดเท่าที่เคยสำรวจมาในรอบ 15 ปี   อาการป่วยทางกายมักมีสัญญาณบ่งบอกให้รับรู้ได้ชัดเจน แต่อาการป่วยทางใจมักก่อตัวขึ้นช้า ๆ และสะสมอยู่ภายในโดยไม่รู้ตัว จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องหมั่นเช็กอารมณ์ความรู้สึก และประคับประคองใจให้มั่นคงในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาอาชีพก็ได้พยายามหาหนทางปลอบประโลมสังคม ด้วยการผสานงานออกแบบเข้ากับศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบการฟื้นฟูความสุขสงบทางใจของผู้คนให้เป็นไปได้รู้จบ ลองมาดูกันว่ามีนวัตกรรมใดน่าสนใจบ้าง   แอปดูแลใจที่เข้าใจหัวอกเรา สตาร์ตอัปเกี่ยวกับสุขภาพจิตได้รับการพัฒนามาพักใหญ่ และยิ่งเติบโตเป็นเท่าตัวในห้วงเวลาที่คนทั่วโลกเกิดความรู้สึกทางลบกันมากขึ้น นักวิจัยของ ORCHA เผยว่าในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และการล็อกดาวน์ มีการใช้แอปสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นราว 200% โดยเหตุผลหลักที่หลายคนหันมาพึ่งพาแอปเหล่านี้คือเพื่อรองรับภาวะซึมเศร้าที่ทวีความรุนแรง และป้องกันการทำร้ายตัวเอง   มองผ่านเลนส์ของนักออกแบบและนักลงทุน แม้ตลาดเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพจะมีผู้เล่นมากมาย แต่ก็ยังมีช่องว่างของความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ ยกตัวอย่างเช่น Exhale แอปฟื้นฟูสุขภาวะทางอารมณ์ที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงผิวดำ ผู้หญิงผิวสี ผู้หญิงพื้นเมืองโดยเฉพาะ ฟังก์ชันต่าง ๆ จึงเป็นการบำบัดด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบาดแผลที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญ เป็นพื้นที่ที่ผู้หญิงผิวสีสามารถวางใจได้ว่าการเดินทางภายในจิตใจของพวกเธอจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม Exhale ชนะรางวัล Webby Award ในหมวดหมู่ Apps and Software Health & Fitness 2021 และในอนาคตทีมผู้พัฒนายังมีแผนเปิดตัวแอปสำหรับคอมมิวนิตี้อื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย   ใจหนูโอเคไหมให้มอนสเตอร์ช่วยบอก มีการสำรวจพบว่าเด็กไทยเครียดและกังวลใจเพราะต้องเรียนออนไลน์มากถึงร้อยละ 74.6 และจากข่าวที่เห็นตามสื่อก็มีเด็กหลายคนเครียดจัดถึงขั้นตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้ผู้ใหญ่เลย จึงมีความพยายามจากผู้ใหญ่หลายกลุ่มที่ช่วยกันหาหนทางเยียวยาเด็ก ๆ เหล่านี้ หนึ่งในนั้นคือโปรเจ็กต์ Meet Your Monster ผลงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์, Glow Story และทีมนักจิตวิทยา MASTERPEACE ที่นำเครื่องมือทางจิตวิทยามาปัดฝุ่นใหม่ให้ดูเป็นมิตร และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายง่ายขึ้น ด้วยการครีเอต “มอนสเตอร์” 4 ประเภทที่สะท้อนบุคลิกและความกังวลใจที่แอบแฝงอยู่ขึ้นมา เพื่อส่งต่อกำลังใจและช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจตัวเองดีขึ้น จะได้หาวิธีรับมือกับภาวะอารมณ์อย่างเหมาะสม   โปรเจ็กต์นี้เพิ่งได้รับรางวัลหมวด Creative for Sharing จากเวที Adman Awards & Symposium 2020-2021 มาหมาด ๆ วัยรุ่นทั้งหลายลองคลิกเข้าไปเช็กสุขภาพจิตเบื้องต้นกันได้เลยที่ https://meetyourmonster.paperform.co   บำบัดวิถีใหม่ ไม่ต้องจับไม่ต้องทัช Mindbody ศึกษาแนวโน้มการดูแลสุขภาพของชาวอเมริกันในปี 2021 พบว่า 31% สนใจลองใช้บริการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องสัมผัสตัวกันท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ตัวอย่างบริการในกลุ่มนี้ เช่น การบำบัดด้วยความเย็น บำบัดด้วยการกดทับ บำบัดด้วยไฮเปอร์บาริก ถ้ำเกลือ ห้องซาวน่าอินฟราเรด และอ่างลอยน้ำ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ และเริ่มมีผู้ให้บริการมากขึ้นในประเทศไทยแล้วเช่นกัน   ในเมืองที่เต็มไปด้วยอะไรล้ำ ๆ อย่างนิวยอร์ก มีสตูดิโอชื่อ ReCOVER ที่เน้นผนวกเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับศาสตร์การฟื้นฟูสุขภาพ ก่อตั้งโดย Rick Richey และ Aaron Drogoszewski ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการฟิตเนสมากว่า 40 ปี พวกเขาเห็นช่องว่างระหว่างการสปาเพื่อผ่อนคลายและการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟู จึงทดลองนำสองสิ่งนี้มารวมเข้าด้วยกัน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เครื่องมือบำบัดสุขภาพจิตที่น่าสนใจคือ NuCalm ที่ช่วยลดความเครียด คลายความวิตกกังวล และปรับปรุงคุณภาพการนอน ด้วยกระบวนการกระตุ้นสมองควบคู่ไปกับซาวนด์แทร็กบำบัด เสริมสารบำรุงสมองกาบา และปิดตาเพิ่มความผ่อนคลาย ทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนได้งีบหลับลึก 2-3 ชั่วโมงภายในระยะเวลา 30 นาที ก่อนจะตื่นมาด้วยความสงบผ่อนคลาย   ฟื้นฟูใจทางไกล อยู่ที่ไหนก็ทำได้ การล็อกดาวน์ในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้สถานที่หลายแห่งปิดทำการชั่วคราว แต่ความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนต่างทำงานไม่เคยหยุดนิ่ง จึงมีโปรเจ็กต์น่าสนใจมากมายผุดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเราขอหยิบยกบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ โปรเจ็กต์แรกเป็นของ The Rubin Museum of Art ที่สร้างโปรแกรมการบำบัดวิถีพุทธขึ้นมาเยียวยาจิตใจผู้คน โดยนิทรรศการออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือคลิปวิดีโอห้องสวดมนต์ของพระทิเบตความยาว 2 ชั่วโมง ที่ทางมิวเซียมตั้งใจให้ผู้คนใช้เป็นที่หลบภัยมาทำสมาธิในยามเคร่งเครียดวิตกกังวล   โปรเจ็กต์ถัดมาเป็นของ Monterey Bay Aquarium ที่ชวนคนรักมหาสมุทรมาผ่อนคลายจิตใจและทำสมาธิผ่าน MeditOcean ซีรีส์คลิปวิดีโอความยาวประมาณคลิปละ 10-15 นาที ที่มีทั้งเสียงคลื่นซัดสาด แมงกะพรุนลอยน้ำ เต่าทะเลแหวกว่ายไปมา ฝูงปลากำลังเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ภาพสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลที่ถ่ายทอดอย่างมีศิลปะมองแล้วเพลิดเพลินชวนผ่อนคลาย ประกอบกับเสียงบรรยายนุ่มละมุนที่ช่วยไกด์เรื่องการฝึกสมาธิ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการพาใจกลับสู่สภาวะสมดุล ซึ่งสามารถทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน มันจึงเวิร์กมากสำหรับช่วงกักตัว และเป็นไอเดียน่าสนใจสำหรับการนำไปต่อยอดสร้างสรรค์กิจกรรมออนไลน์ใหม่ ๆ ในอนาคต   หากสนใจศึกษาศาสตร์การบำบัดและเยียวยาจิตใจด้วยงานออกแบบให้ถึงแก่นยิ่งขึ้น ขอเชิญชวนมาร่วมชมงานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ซึ่งกำลังจะจัดแสดงในวันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ เรามีหลากหลายแง่มุมของงานออกแบบเพื่อเยียวยาสุขภาพจิตที่อยากชวนมาดูและ “Co” กันคิด เพื่อวางแผนรับมือกับความท้าทายในอนาคตด้วยใจที่แข็งแกร่งดุจหินผากันถ้วนหน้า !   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation     อ้างอิง https://www.creativethailand.org/new/magazine/187/Design-to-De-stress https://www.facebook.com/EEFthailand https://www.exhalesite.com https://rubinmuseum.org/landing/rubin-care-package-art-and-practices-for-navigating-your-world https://www.montereybayaquarium.org/stories/guided-mindfulness-meditations  

เทรนด์การออกแบบพื้นที่ ในวันที่โควิดยังไม่มีวี่แววจะหาย

ห้วงเวลานี้หลายคนอาจยังวาดหวังถึงการกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมก่อนหน้าการระบาดของโควิด-19 แต่ความจริงแล้วโลกไม่มีวันหมุนย้อนกลับสู่ช่วงเวลานั้นอีกต่อไป และถึงแม้วิกฤตินี้จะผ่านพ้นไปได้ก็ยังมีความท้าทายใหม่ ๆ รอเราอยู่เบื้องหน้าอีกมากมาย การวางแผนมุ่งสู่ทางเดินใหม่ในอนาคตจึงเป็นประเด็นสำคัญที่นักออกแบบทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะแวดวงการออกแบบพื้นที่ทั้งระดับพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ ที่มีการชูเรื่องความปลอดภัย การลดจุดสัมผัส และการเว้นระยะห่างขึ้นมาเป็นโจทย์หลัก เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคระบาด และเตรียมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่อาจถูกค้นพบเพิ่มเติมในอนาคต เราจึงอยากชวนคุณมาสำรวจเทรนด์เกี่ยวกับพื้นที่กันสักหน่อยว่าตอนนี้มีความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อะไรบ้างที่กำลังเกิดขึ้น     ย่อโลกทั้งใบมาใส่ไว้ในบ้าน ทุกวันนี้นิยามของบ้านในใจหลาย ๆ คนเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง จากเมื่อก่อนที่เรามีบ้านไว้พักผ่อนหลับนอนเป็นหลัก แต่ในช่วงเวลาที่การออกไปนอกบ้านยากลำบากและมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรค หลายคนจึงหันมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ทำงาน ดูหนัง ช้อปปิ้ง ฯลฯ การออกแบบมุมโปรดในบ้านยุคใหม่จึงต้องลงลึกถึงไลฟ์สไตล์ที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัยอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น มีมุมสำหรับออกกำลังกาย โรงหนังขนาดย่อม ครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน ห้องทำงานที่ส่งเสริมความโปรดักทีฟ เป็น Multifunctional Home ที่ตอบโจทย์ความต้องการของชีวิตอย่างรอบด้าน และช่วยจุดประกายความสุขในแต่ละวัน   นอกจากนี้ยังมีการสำรวจโดยลุมพินี วิสดอม บริษัทวิจัยและพัฒนาในเครือบริษัท LPN ที่ระบุว่า บ้านอัจฉริยะ หรือ Smart Residence มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 40% ต่อปี โดยบ้านเหล่านี้เป็นพื้นที่ที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ทั้งในแง่ของการอยู่อาศัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพิ่มความทันสมัยสะดวกสบาย รวมถึงมีการออกแบบที่ส่งเสริมความปลอดภัยด้านสุขอนามัย เช่น มีระบบไหลเวียนอากาศที่ดี มีการติดตั้งอุปกรณ์ที่ทำงานด้วยระบบเซ็นเซอร์ ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคหลังโควิดให้ความสำคัญมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด      มุมมองใหม่ของพื้นที่สาธารณะ นวัตกรรมการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้ตอบโจทย์ความธรรมดานิยามใหม่ ไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเพียงอย่างเดียว แต่การนำ “การคิดเชิงระบบ” (System Thinking) มาปรับใช้ในการจัดสรรพื้นที่เดิมด้วยมุมมองใหม่ก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน อย่างสวนโดมิโนพาร์ก (Domino Park) ย่านบรูคลิน กรุงนิวยอร์ก ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่แรก ๆ ของโลกที่ประชากรได้รับวัคซีนคุณภาพดีในสัดส่วนมากพอ จึงสามารถคลายล็อกดาวน์ให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติอีกครั้ง แต่ย้อนกลับไปในช่วงกลางปี 2020 ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในนิวยอร์กยังไม่อาจวางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่จึงขีดเส้นวงกลมไว้บนพื้นหญ้าและออกกฎเกณฑ์ให้ทุกคนดื่มด่ำสายลมแสงแดดกันแบบห่าง ๆ ไม่ล้ำเส้นเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน เป็นอีกไอเดียหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์ที่ต้องการมีความสุขกับกิจวัตรประจำวัน แต่ก็ไม่ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคมที่ต้องร่วมมือกันควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสให้ได้   อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น คือโปรเจ็กต์ “Brief Encounters” ในฮ่องกง ที่พยายามตอบสนองความอยากมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันของผู้คนในพื้นที่สาธารณะ แต่ขณะเดียวกันความกังวลเรื่องโรคระบาดก็ยังมากโขอยู่ การพบปะกันของเราจึงควรมีฉากกั้นสักหน่อยเพื่อความอุ่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยนักออกแบบเลือกใช้โครงเหล็กและพลาสติกใสหลากสีมาประกอบเข้าด้วยกันในลักษณะคล้ายหีบเพลง เพื่อให้ง่ายต่อการขนย้ายไปติดตั้งตามที่ต่าง ๆ นอกจากนี้การจัดวางในรูปแบบที่คดเคี้ยวยังสร้างมิติใหม่ให้พื้นที่นั้นดูสนุกสนานมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ประกอบกับความโปร่งแสงของวัสดุที่มองทะลุถึงกันได้ ทำให้ผู้คนไม่ถูกปิดกั้นจากบรรยากาศรอบตัว นับเป็นอีกเทรนด์หนึ่งของงานออกแบบพื้นที่สมัยใหม่ในยุคโควิด-19 ที่เราจะได้เห็นงานลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้นในอนาคตแน่นอน      ผสานธรรมชาติเข้ากับการออกแบบพื้นที่ การใช้ชีวิตในจังหวะเร่งรีบและไล่ตามเทคโนโลยีของโลกสมัยใหม่ตลอดเวลา ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ที่เร่งปฏิกิริยาความเครียดสะสม ทำให้มนุษย์เราต้องหาหนทางเยียวยาจิตใจกันอย่างเร่งด่วน การฟื้นฟูใจด้วยพลังธรรมชาติบำบัดและนำพื้นที่สีเขียวกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมือง จึงเป็นหนึ่งในเทรนด์งานออกแบบสถาปัตยกรรมแห่งอนาคตที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในยุคโควิด-19 เช่น โปรเจ็กต์ Skylines ของบริษัท Lissoni Casal Ribeiro ที่ได้รับรางวัลชมเชยในการประกวด Skyhive 2020 Skyscraper Challenge แนวคิดของงานออกแบบนี้คือการเนรมิต “สวนป่าแนวตั้ง” ขึ้นมาบนตึกระฟ้าใจกลางเมืองใหญ่ เพื่อใช้ประโยชน์จากต้นไม้ทั้งในแง่ฟังก์ชันการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยฟอกอากาศ และการหมุนเวียนพลังงานมาใช้ ส่วนอีกมิติหนึ่งก็แน่นอนว่าพื้นที่สีเขียวนั้นช่วยปลอบประโลมจิตใจมนุษย์ได้อย่างมากมายมหาศาล      ชุบชูเมืองด้วยความคิดสร้างสรรค์ หลังจากเมืองและเศรษฐกิจซบเซาไปนาน กลยุทธ์หนึ่งที่หลายเมืองในโลกทำเพื่อฟื้นฟูชีวิตชีวาของเมือง ชุบชูใจคน และกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการนำงานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์มาดึงดูดคน หลายประเทศกลับมาจัดนิทรรศการศิลปะอีกครั้ง โดยเฉพาะในรูปแบบ Public Art นำงานศิลปะไปจัดวางตามพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนออกมาใช้ชีวิต และเน้นจัดในพื้นที่เปิดโล่ง ไม่แออัด เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องโควิด เช่น การกลับมาจัดงาน Luma Festival เทศกาล Projection Mapping งานสร้างสรรค์ที่แต่งแต้มสถาปัตยกรรมด้วยแสง สี และแอนิเมชันน่าตื่นตาตื่นใจ บนเงื่อนไขใหม่คือจำกัดจำนวนผู้เข้าชมและเป็นไปตามมาตรการความปลอดภัย หรืองานศิลปะในพื้นที่สาธารณะอย่าง การห่อคลุมประตูชัยในกรุงปารีส 16 วัน ตั้งแต่ 18 กันยายนถึง 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ผลงานนี้เป็นไอเดียของคริสโต ศิลปินนักห่อหุ้มที่วางแผนจะทำโปรเจ็กต์นี้ร่วมกับภรรยามานานกว่า 60 ปี แต่เขาเสียชีวิตลงในปี 2020 หลานชายและทีมงานจึงเข้ามาช่วยกันสานต่อชิ้นงานสำคัญที่สร้างความเคลื่อนไหวให้แวดวงศิลปะในกรุงปารีสอีกครั้ง   เชื่อว่าอนาคตข้างหน้าเราคงได้เห็นงานออกแบบพื้นที่บนโจทย์ของโควิดและปัญหาใหม่ ๆ อีกมากมาย เพราะความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ทำงานไม่เคยหยุดนิ่ง อย่างเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ที่กำลังจะจัดขึ้นภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ในวันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ ก็เป็นอีกหมุดหมายหนึ่งในการโชว์ศักยภาพของการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมและการออกแบบพื้นที่ที่น่าสนใจเอามาก ๆ ควรค่าแก่การแวะเวียนมาเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่ง   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation

2 ปีกับโควิด เปลี่ยนชีวิตเรายังไงบ้าง?

มองย้อนกลับไปในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เราทุกคนต่างถูกเงื่อนไขชีวิตบังคับให้ต้องปรับตัวในหลายมิติ เพื่อหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์โควิด-19 ให้ได้ พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ประชากรโลกเริ่มมีวัคซีนเต็มแขน ไวรัสร้ายก็กลายพันธุ์ส่งเจ้า Omicron มาทักทายให้ชาวโลกได้ตื่นตระหนกอีกระลอก ในภาพรวมจึงยังไม่มีคำตอบแน่ชัดว่าท้ายที่สุดแล้วสถานการณ์โรคระบาดนี้จะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน แต่สิ่งที่เราทำได้ ณ วันนี้คือการเรียนรู้ที่จะปรับตัวเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาชนะความท้าทายของชีวิตวิถีใหม่ที่รออยู่เบื้องหน้า วันนี้เลยอยากพาทุกคนกระโดดขึ้นไทม์แมชชีนไปรีวิวคร่าวๆ กันสักหน่อยว่าในช่วงเวลาสู้รบ 2 ปีระหว่างชาวโลกและโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2020 ถึงปี 2021 ที่กำลังจะจบลง เกิดวิถีชีวิตใหม่อะไรที่น่าสนใจบ้าง   บ้านกลายมาเป็นศูนย์กลางของชีวิต หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงมหึมาที่เกิดในช่วงโควิด-19 คือเราต้องอยู่ติดบ้านกันมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนจึงหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้น่าอยู่และสอดรับกับวิถีชีวิตของตัวเองยิ่งขึ้น ตลาดสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ เช่น ต้นไม้ในร่ม เทียนหอมบำบัด หรือเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านจึงมียอดขายสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลจาก bangkokbiznews.com ระบุว่าช่วง 2 เดือนที่มีการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวดในปี 2563 ยอดสั่งซื้อสินค้าของอิเกียประเทศไทยเติบโตสูงถึง 320%   นอกจากนั้นยังส่งผลให้เกิดคอมมูนิตี้น่าสนใจในโลกออนไลน์ที่เกี่ยวกับการตกแต่งและดูแลบ้าน อย่างกลุ่ม ‘จัดโต๊ะคอม’ และ ‘งานบ้านที่รัก’ สะท้อนให้เห็นว่าหลายๆ ครอบครัวพยายามจัดสรรออกแบบการใช้พื้นที่ขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้งาน ‘บ้าน’ ให้ตรงกับความต้องการของชีวิต และเหมาะกับการรับมือสถานการณ์โควิดในรูปแบบของตนเอง   ปัญหาทางใจใหญ่ไม่แพ้สุขภาพกาย ในเดือนสิงหาคม 2564 ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก และพบยอดผู้ติดเชื้อหลักหมื่นรายต่อวัน มีการสำรวจพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามของกรมสุขภาพจิตมีแนวโน้มเสี่ยงฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นสูงถึง 10 เท่า! เมื่อเทียบกับการสำรวจในช่วงแรกที่มีการแพร่ระบาด โดยกรมสุขภาพจิตเผยข้อมูลว่าประชากรไทยมีภาวะเครียดสูง 45.5% เสี่ยงซึมเศร้า 51.5% เสี่ยงฆ่าตัวตาย 30.6% และมีภาวะหมดไฟ 17.6% สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสุขภาวะทางใจในคนทุกช่วงวัยเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ในสถานการณ์นี้          ทั้งยังมีการสำรวจพบในหลายประเทศว่าพนักงานออฟฟิศเครียดสะสมมากขึ้นจากการ Work From Home ที่มีตารางประชุมออนไลน์แน่นเอี้ยด ชาวออฟฟิศทั้งหลายจึงพยายามมองหาลู่ทางปรับตัวเพื่อการทำงานออนไลน์อย่างเป็นสุขมากขึ้น ซึ่งก็มีแคมเปญน่าสนใจจากเอเจนซี่ TBWA London ที่ออกแบบเว็บไซต์สนุกๆ สีสันจัดจ้านชื่อว่า soundtheexcuse.com ขึ้นมา โดยในเว็บไซต์จะมีเสียงรบกวนหลายรูปแบบ เช่น สัญญาณไฟไหม้ เด็กร้องไห้ ท่อน้ำแตก ฯลฯ ให้คนที่กำลังเครียดกับการประชุมสามารถเปิดดังๆ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างปลีกตัวจากการประชุมชั่วคราวได้ ซึ่งไม่ได้ทำออกมาแค่ขายขำ เพราะจริงๆ แล้วแคมเปญนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง TBWA กับ The Book of Man แพลตฟอร์มสื่อสำหรับผู้ชาย ที่ต้องการสื่อสารว่าหากเริ่มรู้สึกเครียดกับการทำงานจนกระทบสุขภาพจิตก็ควรพักเบรกเป็นระยะๆ ไม่ควรรอให้เกิดผลกระทบทางลบกับตัวเองหรือบริษัทซะก่อน เรียกว่า “พักหายใจ ไหวเมื่อไรก็ไปต่อ” ได้เลย   วิถีชีวิตใหม่ส่งผลให้ขยะเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมหนึ่งที่เติบโตอย่างมากในช่วงโควิด-19 คือธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ ความสะดวกที่สร้างปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยมีการเก็บสถิติจากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ พบว่า ในเดือนมกราคมถึงเมษายน 2563 ประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นถึง 60% จึงมีความพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการหันมาใช้ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก ซึ่งเราคงเห็นผ่านตากันไปบ้างพอสมควรแล้ว   ข้ามไปที่วงการยักษ์ใหญ่อย่างวงการแฟชั่นของโลกเองก็มีการพยายามชูประเด็นหลีกเลี่ยง Fast Fashion เพื่อลดขยะเหลือใช้โดยไม่จำเป็น และหันมาคำนึงถึงการซื้อเสื้อผ้ามือสอง มองการใช้งานที่ยั่งยืนของเสื้อผ้ามากยิ่งขึ้น เพราะหนึ่งในปัญหาขยะใหญ่ๆ ของโลกนั้นเกิดจากอุตสาหกรรมที่เป็น Fast Fashion ไม่น้อย ในประเทศไทยเองก็ตื่นตัวเรื่องนี้สักพักแล้วเช่นกัน อย่าง MORELOOP เองก็เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่มุ่งมั่นสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าเหลือใช้ หรืออย่างเพจ Fashion Revolution Thailand เองก็ชวนให้ทุกคนมา Swap! แลกเปลี่ยนเสื้อผ้าของตัวเองกับคนอื่นเพื่อค้นหาเสื้อผ้าชิ้นโปรดหรือแฟชั่นตัวใหม่ โดยที่ไม่จำเป็นต้องสร้างขยะใหม่ให้กับโลก   วัฒนธรรมคือสินค้าส่งออก หากพูดถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง แน่นอนว่า Netflix คือเบอร์หนึ่งที่ทุกคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ โดยมีปรากฏการณ์น่าสนใจในช่วงโควิด-19 คือความโด่งดังไปทั่วโลกของซีรีส์ Squid Game ที่ทำให้เกิดกระแสเกาหลีฟีเวอร์ขึ้นมาอีกระลอกใหญ่ ตอกย้ำศักยภาพของ Soft Power เป็นคลื่นที่แผ่ขยายความนิยมในวัฒนธรรมเกาหลีไปสู่ชาวโลกและยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศเกาหลีอย่างมหาศาล เมนูอาหารเก่าแก่ของเกาหลีเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เสื้อผ้าในหนังกลายเป็นแฟชั่นไอเท็มที่คนตามหา แม้แต่เพลงจากการละเล่นเก่าแก่ของเด็กเกาหลีที่ปรากฏในหนังก็กลายเป็นเพลงฮิตที่คนฮัมตามกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง    เมื่อกระแสการนำเสนอวัฒนธรรมผ่านสื่อกลับมาบูมอีกครั้ง บวกกับการเติบโตของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่โตขึ้นเร็วมากๆ จากสถานการณ์ล็อกดาวน์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (แพลตฟอร์มน้องใหม่อย่าง Disney+ Hotstar มีอัตราการเติบโตสูงถึง 210% ภายในระยะเวลาแค่ 2 ปี!) เราจึงคาดการณ์ได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ จะเกิดการแข่งขันกันผลิตสินค้าส่งออกที่ชื่อ ‘วัฒนธรรม’ จากประเทศต่างๆ อย่างดุเดือดแน่นอน   โลกเสมือน vs. โลกจริง การเว้นระยะห่างทางกายทำให้เทคโนโลยีการสื่อสารรูปแบบต่างๆ และการสร้างโลกเสมือนเข้ามามีบทบาทกับชีวิตผู้คนมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างแอปพลิเคชันที่บูมสุดๆ เพราะโควิด-19 คือ Zoom ที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายสูงถึง 326% ในปี 2563 และอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ Gather Town โปรแกรมประชุมออนไลน์ที่จำลองบรรยากาศออฟฟิศให้เราสร้าง Avatar เข้าไปทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนร่วมงานได้ นอกจากนี้ยังมีหลายโรงเรียนที่นำ Gather Town ไปดัดแปลงใช้กับการเรียนออนไลน์ด้วย นับเป็นนวัตกรรมการออกแบบที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และส่งเสริมการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกดิจิทัลได้เป็นอย่างดี   และถ้าจำกันได้ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดแรกๆ Animal Crossing เกมแนวจำลองวิถีชีวิตและสร้างชุมชน ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะตอบโจทย์เรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่น ทำให้พอคลายเหงาหายคิดถึงเพื่อนไปได้บ้าง ไม่ได้เจอกันในชีวิตจริง อย่างน้อยเจอกันในเกมก็ยังดี แต่ถ้าจะให้สนุกยิ่งไปกว่านั้นก็นัดกันไปเจอในคอนเสิร์ตเลยสิ! เพราะศิลปินฮิปฮอป Travis Scott เขาจัดคอนเสิร์ตเสมือน หรือ Virtual Concert ขึ้นในเกมออนไลน์ Fortnite ช่วงล็อกดาวน์ ช่างเป็นความพีกที่น่าติดตามว่าในอนาคตเราจะข้ามโลกไปทำกิจกรรมร่วมกันที่ไหนได้บ้างโดยไม่จำเป็นต้องขยับตัวออกจากบ้านเลยสักนิด          จากสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดคงพอทำให้เห็นภาพว่าสถานการณ์ที่ยากลำบากและการพยายามปรับตัวเรียนรู้ชีวิตวิถีใหม่นั้นทำให้เกิดวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เกิดงานออกแบบและนวัตกรรมที่มีประโยชน์มากมาย และเชื่อว่าในปี 2022 อันใกล้ที่เราอาจยังต้องอยู่กับโควิด-19 ต่อไปอีกสักพัก ก็น่าจะมีความท้าทายใหม่ๆ ให้เราได้ลองขบคิดสร้างสรรค์ทางออก คงมีเทรนด์ใหม่และนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคตรอให้ค้นพบอยู่อีกไม่น้อย   แต่สำหรับใครที่อยากสำรวจความน่าสนใจหรืองานออกแบบใหม่ๆ ในปีนี้ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาพบกับเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 ที่รวมงานออกแบบน่าสนใจมากมายภายใต้ธีม ‘Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด’ จะจัดแสดงงานในวันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2565 นี้เท่านั้น ห้ามพลาดเลยด้วยประการทั้งปวง!   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek #CoWithCreation       อ้างอิง https://www.bangkokbiznews.com/business/949194 https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=31154 https://www.cnbc.com/2021/04/19/1-in-4-workers-is-considering-quitting-their-job-after-the-pandemic.html https://www.bbc.com/news/business-56247489 https://www.soundtheexcuse.com    

BKKDW2022 ANNOUNCEMENT OF PARTICIPANT

ประกาศรายชื่อผู้ร่วมจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 SHOWCASE & EXHIBITIONพื้นที่เทศกาลฯ103PAPER SHOP11.29 x TOFU3minuteslab98.space98.spaceคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (อินทรธนู ฟ้าร่มขาว)AIBELLEANGOapercuAPITC.Art & Culture One BangkokBaan Boon BroomsBAGTOLOGYBaojai studioBlezzbluebangkokBodilessCHOB HANDICRAFTSCHYWAcollector projectCOTH studioCURFDe-selectedDesign And Objects AssociationsDesign Plant : ExpressDEWA & DEWI (DITP)EggwhiteEyedropper FillFASH22 (SWU CCI)Ging gaan baiGrains & GramsHansen House Jerusalem (Jerusalem Design Week)Hear & Foundhow.rare.happiness.isi.clay.youjarvisKAMILERTLIGHTING DESIGNERS THAILANDLive Life DetailLive 4 VivaLUKYANGMeekrasueNitanitarObjectOp-portunistosco techPhayanchanaPITCHAPTERPractical School of DesignSARNSARD STUDIOSee-Din Nature and Creative SpaceSilpakorn University, Faculty of Decorative Arts (หลักสูตรดุษฎีบัณฑิตศิลปะการออกแบบ หลักสูตรนานาชาติ)SK HOMESombat Prajonsant (ไหมมัดหมี่ลายพร่าเลือน)Speculative FuturesSTUX2SUMPHAT (เล่นเงา,โครงการออกแบบวัฒนธรรมบอนสีร่วมสมัย)SUPITTanithaTASTEBUD LABThai perfumersThe Empty DinnerThe eternal rosesTHEONZENThorrThrixeptVANZTER x BóncstudioVenzStyleYoungones Studio 1962The Origin PavilionAcademic Program: Special Project “READY – Made”คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์Faculty of Decorative Arts, Department of Interior Design, Silpakorn UniversityID ChulalongkornIDEA Programme, Faculty of ArchitectureChiang Mai UniversitySchool of Architecture, Bangkok University (Architectural Culture and Community Research Studio (ACCRS))Faculty of Decorative Arts, Silpakorn University (หลักสูตรดุษฎีบัณฑิตศิลปะการออกแบบ หลักสูตรนานาชาติ)School of Architecture, Art and Design, KMITLDepartment of Interior Design, KMITLพื้นที่ของตนเองคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (นักศึกษารุ่นที่ 3 หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการออกแบบ)Art4C, Gallery and Creative Learning SpaceATTA GalleryAurum GalleryBDA (Bangkok Digital Agency)DoitungElton HouseEvent & Floral DesignFAAMAIFlower in Hand by P.INDAjacques-pierreJoJo CafeOggo Co.,LtdPattyPLAY SPACEPOCA.@RIGHTrosslyns’s art labTen FingersUrban Ally (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)Urban Sustainability Lab (Shma Company Limited and Frasers Property Holdings Thailand)we!park (Experimental Lab park, Co-Community Hub)ช่องทางออนไลน์Regen DistrictsWandered————————————————— TALKพื้นที่ของตนเองSeize The DayUrban Ally (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)UOU HAUSช่องทางออนไลน์Baramizi————————————————— WORKSHOPพื้นที่ของเทศกาลฯละมุนละไม. (Making zero waste coasters, Turn food waste into tableware collection)BIO BUDDYCircular Design LabPOP UP STOOLUrban catalogพื้นที่ของตนเองJOJO CafeMaLet’sPLAY SPACEUrban Ally (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)ช่องทางออนไลน์Lukyang————————————————— EVENTพื้นที่ของตนเองคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ตลาดนัดสร้างสรรค์เกษตรศาสตร์)FabCafe Bangkok x EXOFOODNOSEstorySuph.oneช่องทางออนไลน์Pichet Klunchun Dance CompanyUrban catalog————————————————— CREATIVE MARKETพื้นที่เทศของเทศกาลฯAIBELLEaircraft colaAni.studioAround The CrepeBASIC TEEORYboribothcanyouhearcloudCASOCHECQO.DARK Candles BKKdeargod.iwillslenderGEMIOGLISTEN CRAFTHumeme studioitti-bitti jewelryJEWALEEJuno’s Junglekakkatoonkaptor storeKarameruKH EDITIONSkintaam icecreamKUSUMaddy Hoppermae ing shiboriMAKINDI TAKOYAKIMr.OmeletMY FRIADYNYMPHEARTp.a.a.n.studiopaliniPeeti.studioPhayanchanaPick a pigPLAYPurrcraftRESINDROMERin StudioSALETESentimadeshalomSmileLikeaFlower.SmithySmilesilverSOMETHING SIMPLESpirulina SocietyStranger&coThahomemadeVenacavaVenzZA BAR DO————————————————— PROMOTIONพื้นที่ของตนเองHEI JIIMaLet’s CafeSame Old DaysSeize The Day————————————————— ผู้เข้าร่วมจัดเทศกาลฯ ตามประกาศรายชื่อนี้ จะได้รับอีเมลเพื่อแจ้งรายละเอียดการยืนยันการเข้าร่วมฯ และช่องทางการติดต่อสื่อสารกับทีมงานเทศกาลฯ ภายใน 7 วันทำการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าร่วมจัดเทศกาลฯ ได้ที่program.bkkdw@cea.or.th(66) 2 105 7400 ต่อ 126, 136 (จันทร์ – ศุกร์ / 9.30 – 17.30 น.) #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek

BKKDW2022 Open Call

เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมจัดเทศกาลฯ วันนี้ – 20 ตุลาคม 2564   Bangkok Design Week 2022 (BKKDW2022) หรือ เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 13 กุมภาพันธ์ 2565 ภายใต้ธีม “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ด้วยการให้ความสำคัญกับ 3 เป้าหมาย คือ 1) การส่งเสริมนักสร้างสรรค์ได้มีโอกาสคิดและทดลองเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ 2) การสนับสนุนธุรกิจสร้างสรรค์และชุมชนในการสร้างรายได้ และ 3) การสร้างสีสันและชีวิตชีวาให้กับเมืองและผู้คนในย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย, สามย่าน, อารีย์-ประดิพัทธ์, ทองหล่อ-เอกมัย, พระนคร และพื้นที่อื่น ๆ ผ่านกิจกรรมทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์   BKKDW2022 จึงขอเชิญชวนนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้ผลิต ศิลปิน หน่วยงาน และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอศักยภาพใหม่ให้กับเมือง เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทดลองไอเดียในการอยู่ร่วมกับ COVID-19 ให้เป็นปฐมบทของการคิด การค้นหาโอกาสในการต่อยอดไปสู่การสร้างวิถีชีวิตใหม่ที่ทำให้พวกเราได้เดินหน้าและเตรียมตัวสำหรับอนาคต    ผ่านการเสนอโปรแกรมตามรูปแบบที่จะเกิดขึ้นใน BKKDW2022 นี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงผลงาน (Showcase) การเสวนา (Talk) เวิร์กชอป (Workshop) อีเวนต์ (Event) ตลาด (Market) โปรโมชั่น (Promotion)   ผู้สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลฯ สามารถดูรายละเอียด ได้ที่  https://bit.ly/BKKDW2022_ParticipationHandbook_TH    สมัครเข้าร่วมจัดเทศกาลฯ ได้ที่ https://apply.bangkokdesignweek.com/apply/ ตั้งแต่วันนี้ – 20 ตุลาคม 2564   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าร่วมจัดเทศกาลฯ ได้ที่  program.bkkdw@cea.or.th  (66) 2 105 7400 ต่อ 126, 136 (จันทร์ – ศุกร์ / 9.30 – 17.30 น.)   #BKKDW2022 #BangkokDesignWeek

หมุดหมายเพื่อการขับเคลื่อนเมืองผ่านงานออกแบบในหลากหลายมิติ

จบลงแล้วสำหรับงาน Bangkok Design Week 2022 กับโปรแกรมดี ๆ กว่า 200โปรแกรม อัดแน่นตลอด 9 วันเต็ม ตั้งแต่ 5-13 กุมภาพันธ์ ในหลากหลายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ทั้งเจริญกรุง – ตลาดน้อย, พระนคร, สามย่าน, อารีย์ – ประดิพัทธ์ และทองหล่อ – เอกมัย และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วเมือง นอกจากความสนุกสนานและประสบการณ์น่าประทับใจที่ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานทั้งออนไลน์และออนไซต์รวมกว่า 1 แสนคน ได้รับกลับไปอย่างเต็มอิ่มแล้ว กิจกรรมต่าง ๆ ภายในเทศกาลฯ ยังช่วยเปิดมุมมองและกระตุกต่อมคิดให้เหล่านักสร้างสรรค์ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น มองเห็นโอกาสในการต่อยอดสู่ความเป็นไปได้มากมายที่จะเกิดขึ้นในยุคหลังโควิด-19 อีกด้วยส่งเสริมวงการสร้างสรรค์ สร้างรายได้ และปลุกชีวิตให้กับเมืองกิจกรรมภายในงาน Bangkok Design Week ปีนี้ จัดเต็มทั้งการจัดแสดงนิทรรศการ งานทอล์ก เวิร์กช็อป ตลาดนัดสร้างสรรค์ และกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพนักสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อเชื่อมต่อผู้คนให้ได้มาร่วมกัน “Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด” ภายใต้โจทย์ของการมู่งสู่วิถีชีวิตใหม่โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายนักสร้างสรรค์ ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษา และชุมชน มากกว่า 500 ราย แต่ละภาคส่วนต่างงัดไอเดียเด็ดมาแชร์กันอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากซบเซาเพราะพิษโควิดไปพักใหญ่ งานสร้างสรรค์หลายชิ้นในเทศกาลฯ เลือกใช้เรื่องราวของชุมชนเป็นวัตถุดิบหลัก รวมถึงชวนชุมชนมาร่วมเป็นนักสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมและสร้างแรงบันดาลใจให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ความท้าทายท่ามกลางโรคระบาดไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าเราจะได้มาเจอกันใน Bangkok Design Week 2022 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ การจัดงานเทศกาลฯ จึงต้องวางแผนอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น มีการเพิ่มมาตรการรักษาระยะห่างและให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองอย่างเคร่งครัด โดยนำนวัตกรรมอย่าง Crowd Check ที่ช่วยอัปเดตความหนาแน่นของจำนวนคนในพื้นที่แบบเรียลไทม์มาใช้ ทั้งยังเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมออนไลน์และเน้นการทำกิจกรรมในพื้นที่กลางแจ้งเปิดโล่ง เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรค นอกจากนี้เรายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสีสันจากหลาย ๆ กิจกรรมตลอดทั้ง 9 วันจะช่วยฮีลใจให้ทุกคนมีความสุขมากขึ้น ยามได้ออกจากบ้านมาเปิดรับประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของงานออกแบบไทยร่องรอยจากอดีตคือชิ้นส่วนสำคัญที่ประกอบสร้างขึ้นมาเป็นชิ้นงานสร้างสรรค์ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็กำลังปูทางเพื่อพาเราไปสู่อนาคต ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นผ่านเทศกาล Bangkok Design Week ทุกปีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ครั้งแรกในปี 2018 ที่นำเสนอมุมมองสดใหม่ต่ออนาคตของกรุงเทพฯ ผ่านแนวคิด The NEW-ist Vibes…ออกแบบไปข้างหน้า ส่งต่อไปสู่ปี 2019 ที่พูดถึงจุดเด่นด้านความหลากหลายของกรุงเทพฯ ด้วยแนวคิด Fusing Forward ผสานสร้างสู่อนาคต จนมาถึงปี 2020 ที่นักออกแบบร่วมกันเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ บนโจทย์ Resilience: New Potential for Living ปรับตัว > อยู่รอด > เติบโต ส่วนในปี 2021 เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 กิจกรรมสร้างสรรค์จึงถูกปรับให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์เป็นหลัก ภายใต้แนวคิด Resurgence of Possibilities ก้าวต่อไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ก่อนจะมาถึง Bangkok Design Week 2022 Co With Creation คิด สร้าง ทางรอด ที่เพิ่งจบลงและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แน่นอนว่าปีหน้าเราจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกิจกรรมสุดพิเศษ ที่มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้เติบโต ด้วยการสร้างโอกาสและเปิดพื้นที่ให้คนทำงานสร้างสรรค์ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อตอกย้ำภารกิจของกรุงเทพฯ ในฐานะเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบขององค์การยูเนสโก (Bangkok City of Design – UNESCO Creative Cities Network) ใครอยากปล่อยของเตรียมวอร์มอัพรอไว้ได้เลย! แล้วพบกันใน Bangkok Design Week 2023 4-12 กุมภาพันธ์ 2566

โรงละครสัตว์สุดแฟนตาซีที่มีแรงบันดาลใจจากหนังตะลุง โดย Jaime Hayon และ The Standard, Bangkok Mahanakhon

อินสตอลเลชั่นอาร์ตสีแดงขนาดใหญ่ที่แขวนลอยไว้กลางห้องของอาคารเก่าแก่อย่างชัยพัฒนศิลป์ ภาพของเหล่าสัตว์และใบหน้าตัวละครสุดแฟนตาซี ล้อเล่นกับแสงไฟจนเกิดเป็นเงามืดเคลื่อนไหวบนผนังในจังหวะที่แตกต่าง –  คงเป็นหนึ่งในภาพและคลิปที่ถูกแชร์ผ่านตาใครหลายคน ตลอดช่วงเวลา 9 วันของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ปีนี้ ผลงานศิลปะที่ดูสนุกสนานแต่แฝงไว้ซึ่งความลึกลับชิ้นนี้ดูไม่ธรรมดาเข้าไปอีก เมื่อรู้ว่ามันถูกสร้างสรรค์โดยศิลปินและนักออกแบบตกแต่งภายในแห่งยุคอย่าง ไฮเม ฮายอน (Jaime Hayon) นิทรรศการระดับโลกใจกลางย่านเจริญกรุงชิ้นนี้มีที่มาอย่างไร ? ขอชวนย้อนกลับไปดูเบื้องหลังที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวงานศิลปะตะวันตกผสานแรงบันดาลใจจากตะวันออกไฮเม ฮายอน คือศิลปิน-นักออกแบบจากมาดริด ประเทศสเปน ที่มีประสบการณ์สร้างสรรค์ผลงานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ผลงานของฮายอนมัก “เบลอเส้นแบ่ง” ระหว่างศิลปะ การตกแต่ง และงานออกแบบเข้าด้วยกัน โดยมีจุดเด่นที่การผสานความเป็นงานฝีมือที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ยังความมีชีวิตชีวาและความสนุกสนาน ด้วยเหตุผลนี้ ฮายอนจึงถูกเลือกให้เป็นผู้ออกแบบตกแต่งภายในให้กับ The Standard, Bangkok Mahanakhon โรงแรมแฟลกชิพแห่งแรกของเอเชีย ในโอกาสเดียวกันนี้ The Standard อยากนำเสนองานศิลปะของฮายอนให้คนไทยได้สัมผัสด้วย จึงเป็นที่มาของผลงาน “Shadow Theatre” นิทรรศการที่ฮายอนสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ด้วยคอนเซปต์ “Circus Fantasy” หรือโรงละครสัตว์ที่มีกลิ่นอายของความแฟนตาซี โดยมีจุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจของศิลปะแบบเซอร์เรียลิสม์ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮายอน ผสมผสานแรงบันดาลใจจาก “หนังตะลุง” ศิลปะการแสดงประจำท้องถิ่นภาคใต้ของประเทศไทย เกิดเป็นงานรสชาติกลมกล่อมจากการผสมผสานวัฒนธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันอีกหนึ่งความพิเศษของงานนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือรูปแบบการจัดวางที่ใช้องค์ประกอบหลักคือแสงและการเล่นเงา ที่นอกจากเป็นเอกลักษณ์ของหนังตะลุง ยังช่วยสร้างประสบการณ์แบบ Immersive ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ และเป็นส่วนหนึ่งในโลกของฮายอนที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ขี้เล่น พร้อมเพลย์ลิสต์ที่คัดสรรโดย The Standard ที่มาช่วยเติมความครื้นเครงให้บรรยากาศส่งต่อ “DNA ศิลปวัฒนธรรม” ให้คนไทย โดย The Standard“ศิลปะ” คือหนึ่งใน DNA หลักของแบรนด์ The Standard การสนับสนุนและนำเสนอประสบการณ์ทางศิลปะให้คนไทยจึงเป็นหนึ่งในภารกิจของแบรนด์ เช่น การสนับสนุนเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดนิทรรศการ “Shadow Theatre” ขึ้นมาด้วย นิทรรศการนี้นอกจากจะทำให้คนไทยและชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสสัมผัสผลงานศิลปะจากศิลปินระดับโลกที่เป็นต้นแบบของนักสร้างสรรค์มากมาย ยังเป็นโอกาสให้ผู้ชมงานได้เชื่อมโยงและสัมผัสกับสถาปัตยกรรมเก่าในกรุงเทพฯ ผ่านสถานที่จัดแสดงงานอย่างชัยพัฒนศิลป์ อาคารที่มีอายุร่วม 111 ปี ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว คุณค่าทางศิลปะ และเป็นเสมือนประตูเข้าสู่ย่านตลาดน้อยอีกด้วยชมและแชร์ภาพบรรยากาศจากนิทรรศการ The Standard Presents Jaime Hayon “Shadow Theatre” ได้จากอัลบั้มนี้

จดหมายรักถึงกรุงเทพฯ จาก Sundae Kids และ centralwOrld

การล็อคดาวน์หลายระลอกที่ผ่านมา นอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ของคนกับคนด้วยกันห่างเหิน การล็อคตัวเองอยู่แต่บ้านยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเมืองเหินห่างไปด้วย งานศิลปะชิ้นล่าสุดของศิลปิน Sundae Kids – โป๊ยเซียน-ปราชญา มหาเปารยะ และ กวิน เทียนวุฒิชัย จึงเลือกหยิบเมืองกรุงเทพฯ มาเป็นแรงบันดาลใจในภาพวาด  ‘Love Letter to Bangkok’ ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อส่ง ‘จดหมายรัก’ มอบกำลังใจให้คนกรุงเทพฯ และเปลี่ยนบรรยากาศเมืองใหญ่ที่เพิ่งผ่านช่วงเวลาหงอยเหงาจากการล็อคดาวน์ให้กลับมามีสีสันอีกครั้งในช่วงเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ปีนี้เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นตากับผลงานภาพวาดสไตล์ Comic Essay เล่าเรื่องความสัมพันธ์ชวนอมยิ้มของตัวละครหนุ่มสาวจาก Sundae Kids กันมาบ้าง เพราะพวกเขาเคยฝากผลงานการสร้างสรรค์เอาไว้หลากหลายรูปแบบ ทั้งภาพประกอบเล่าเรื่องทางออนไลน์  หนังสือการ์ตูน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ และในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ผลงานภาพวาดสีหวานละมุนใจของพวกเขาได้มาอวดโฉมอยู่ในพื้นที่สุดพิเศษอย่าง Groove Gallery Walk ชั้น 3 และบริเวณ Zone I ห้างสรรพสินค้า centralwOrld ซึ่งเป็นจุดที่เคยจัดแสดงผลงานศิลปะจากศิลปินระดับโลกและระดับประเทศมากมายเรื่องราวของคู่รักที่แยกกันไม่ขาด บนฉากของเมืองอันเป็นที่รัก Sundae Kids เริ่มต้นสร้างผลงานตั้งแต่ปี 2014 โดยนำทุกอย่างรอบตัวมาเป็นแรงบันดาลใจ ทั้งการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และในผลงาน ‘Love Letter to Bangkok’ แรงบันดาลใจของพวกเขาก็เป็นเรื่องใกล้ตัวเช่นเคย เพราะมาจากเมืองที่ศิลปินอาศัยอยู่อย่าง ‘กรุงเทพฯ’ ที่ทั้งสองหยิบมาเป็นฉากหลัง สร้างสรรค์เรื่องราวความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวที่พบรักกันในเมืองแห่งนี้ ที่ไม่ว่าจะผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งอินเลิฟ เหินห่าง แยกทางกันสักกี่รอบก็ยังโคจรมาพบกัน เปรียบเปรยกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเมืองกรุงเทพฯ ที่เคยผ่านกันมาทั้งทุกข์และสุข แต่ก็แยกจากกันไม่ขาด นอกเหนือจากเนื้อเรื่องหลัก เรายังจะได้เห็นบรรยากาศของเมืองแห่งนี้ในมุมน่ารักๆ แฝงรายละเอียดของความสุขที่หลายคนอาจหลงลืมไปในช่วงเวลาที่ยากลำบากจากโควิด ที่ศิลปินตั้งใจถ่ายทอดออกมาเพื่อให้คนกรุงเทพฯ ที่แวะเวียนมาดูได้ชุบชูกำลังใจ โดยเรื่องราวทั้งหมดนี้ ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ผ่านรูปแบบของ Vertical Art Exhibition ที่จัดเต็มพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 1-5 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ส่งพลังบวกจากเดสติเนชั่นใจกลางเมืองเบื้องหลังผลงานศิลปะแจกความสดใสชิ้นนี้มาจากความตั้งใจของ เซ็นทรัลพัฒนา ผู้สนับสนุนและผู้ให้พื้นที่จัดแสดงผลงาน เพราะการส่งพลังบวกเพื่อสร้างพลังใจให้คนไทยในทุกสถานการณ์คือภารกิจที่เซ็นทรัลพัฒนาทำมาเสมอตลอดการดำเนินธุรกิจกว่า 40 ปี ยิ่งในช่วงเวลาหลายปีมานี้ คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ คงรู้สึกได้ถึงความสุขที่ลดน้อยลงจากหลายๆ สถานการณ์ ศูนย์กลางแห่งความสุขและไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นแลนด์มาร์กระดับโลกอย่างเซ็นทรัลเวิลด์จึงจับมือกับศิลปินรุ่นใหม่เพื่อร่วม Co with Mental Health ด้วยผลงานศิลปะที่ชวนให้เราสร้างความสุขในทุกๆ วัน ผ่านการมองเรื่องเล็กๆ รอบตัวนอกจากนั้นการจัดแสดงงานศิลปะในศูนย์การค้าใจกลางเมืองที่คนทั่วโลกต้องเดินทางมาอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ยังช่วยทำให้คนเข้าถึงงานศิลปะได้ง่ายขึ้น และทำให้เซ็นทรัลเวิลด์กลายเป็น Instagrammable Photo Landmark แห่งใหม่ที่ต้องมาเช็คอิน มาชมเรื่องราวน่ารักๆ จาก Sundae Kids ได้ที่ Groove Gallery Walk ชั้น 3 และบริเวณ Zone I ห้างสรรพสินค้า centralwOrld  ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2022 เวลา 10.00-22.00 น.

Bangkok NFT Art Festival 2022 เทศกาลศิลปะดิจิทัลที่ยกขบวนไปโชว์ในย่านใกล้บ้านคุณ

หากพูดถึงความเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปะและเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงสุด ๆ ในช่วงนี้ ก็คงหนีไม่พ้นความคึกคักของวงการศิลปะ NFT ที่เป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้ให้กับศิลปินทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น แต่หลายคนอาจยังงง ๆ เห็นภาพไม่ค่อยชัดเจนว่างานศิลปะดิจิทัลเหล่านี้คืออะไร เราจึงชวน จ๊อบ-นิษฐา พฤกษาชลวิทย์ ผู้กำกับโฆษณาที่เป็นหนึ่งในทีมผู้จัดงาน Bangkok NFT Art Festival 2022 มาพูดคุยสร้างความเข้าใจเรื่องศิลปะ NFT ให้มากขึ้น ก่อนที่เราจะไปชมผลงานเจ๋ง ๆ ของศิลปินมากหน้าหลายตาพร้อมกันในงานเทศกาลนี้โควิดเป็นเหตุให้เข้าสู่วงการศิลปะ NFTก่อนหน้านี้จ๊อบวาดรูปเล่นเป็นงานอดิเรกยามว่างอยู่บ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าจะทำเงินจากการวาดรูปแต่อย่างใด กระทั่งช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่กิจกรรมกองถ่ายโฆษณาต้องหยุดชะงัก เธอจึงเริ่มหันมาสนใจงานศิลปะ NFT “ในช่วงที่ทำอะไรไม่ได้ เราก็อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ เลยเริ่มศึกษาเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง NFT ซึ่งพอเป็นงานศิลปะมันก็เข้าใจได้ง่ายสุดในบรรดา NFT ประเภทต่าง ๆ เพราะชิ้นงานศิลปะแต่ละชิ้นมีความเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ระบบเทคโนโลยี Blockchain เอื้ออำนวยให้เราสามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ได้โดยมีหลักฐานปรากฏชัดว่าใครเป็นเจ้าของ ต่างจากระบบเก่าที่สามารถ Copy Paste ได้ เดิมทีงานศิลปะมันก็มีมูลค่าในตัวอยู่แล้ว ยิ่งเราตรวจสอบได้ด้วยว่าใครเป็นเจ้าของผลงานชิ้นนั้น ก็ยิ่งทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก”“ในอดีตการที่ศิลปินคนหนึ่งจะทำให้คนเห็นผลงานได้ มันต้องผ่านกระบวนการมากมาย เช่น ต้องจัดแสดงผลงานในแกลเลอรี่ หรือต้องถูกสแกนผลงานโดยคนอื่นก่อน แต่พอมาเป็นศิลปะ NFT ศิลปินแต่ละคนสามารถสร้างตัวตนได้ด้วยตัวเอง เราเข้ามาในโลกนี้ได้เลย ไม่ต้องถูกสแกนโดยใครใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้วงการศิลปะกว้างขวางมากขึ้นไปอีก เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เลย” จุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันจัดเทศกาลปัจจุบันศิลปินที่ทำงาน NFT ส่วนใหญ่ทั้งในไทยและทั่วโลกจะรวมกลุ่มกันอยู่ในทวิตเตอร์ ซึ่งถือเป็นช่องทางหลักในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล โปรโมตผลงาน และนำมาสู่ความคิดที่จะจัดงาน Bangkok NFT Art Festival 2022 ขึ้น “ความคิดนี้เริ่มมาจากพี่โน้ต Dudesweet (พงษ์สรวง คุณประสพ) เขามีความคิดอยากจัดงานนี้ขึ้น แล้วก็เกิดการพูดคุยต่อยอดจนสเกลงานใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มีคนสนใจเข้าร่วมมากขึ้น ก็เลยรวมตัวกันจากคนที่อาสามาช่วย ๆ กัน ทำให้เทศกาลของเราจัดแสดงผลงานหลายจุดมาก เนื่องจากคนที่อยู่ย่านนู้นย่านนี้เขาอยากมีส่วนร่วม และทีมงานก็เห็นพ้องกันว่าการจัดงานให้คนไปเดินดูตามย่านต่าง ๆ แบบนี้น่าสนใจ เราเลยตั้งใจมาร่วมแสดงงานพร้อมกับ Bangkok Design Week ซึ่งน่าจะทำให้คนทั่วไปได้รู้จักและเข้าใจศิลปะ NFT มากขึ้น อย่างในย่านตลาดน้อยที่เป็นจุดแสดงงานหลักของเทศกาล เราก็ประสานงานกับคาเฟ่ย่านนั้นไว้ 5 ร้าน นอกจากนี้ยังมีงานที่ตรอกข้าวสาร อารีย์ ท่าดินแดง รวมไปถึงอุบลราชธานีด้วย เราพยายามทำคอนเซปต์งานให้เหมือนโลก Metaverse ที่คนไม่ต้องมารวมกันที่ศูนย์กลางอย่างเดียวก็ได้ ใครอยากจัดงานตรงไหนก็จัดได้เลย”รูปแบบหลากหลาย กระจายตัวทั่วกรุงเทพฯในงานก็จะมี Exhibition ศิลปินมาโชว์งานให้ดูกันในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนั้นเราก็มีกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น งาน Talk โดยศิลปิน NFT มาร่วมพูดคุยกัน ให้ความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ ที่สำหรับคนที่สนใจจะมาทำ NFT ก็เหมาะมาก ๆ ที่จะมาฟัง มาถามตอบกันได้อย่างใกล้ชิดในงานนี้ และส่วนที่สำคัญที่มีศิลปินเข้าร่วมค่อนข้างมากคือ AR (Augmented Reality) เพราะเป็นงานศิลปะที่เล่นผ่านโทรศัพท์มือถือจากตรงไหนก็ได้ และสามารถใส่ลูกเล่นที่ล้อเลียนไปกับโลกเสมือนและโลกจริง เช่น เอามือถือไปส่องแล้วเห็นงานศิลปะ NFT ขึ้นมาในย่านต่าง ๆ ได้ ซึ่งเรามีครีเอเตอร์เข้าร่วมเกือบร้อยคน โดยในส่วนของงาน AR นั้น ผู้สนับสนุนหลักด้านเทคโนโลยีคือ Keen Collective ดิจิทัลเอเจนซี่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Creative Advertising Tech และด้วยความที่เป็นการจัดงานครั้งแรกของ Bangkok NFT Art Festival ซึ่งมีจุดประสงค์ในการถ่ายทอดเรื่องราวของศิลปะ NFT ไปในวงกว้าง ทีมผู้จัดงานจึงเปิดโอกาสในการจัดแสดงงานให้กับครีเอเตอร์ทุกคนที่ส่งผลงานเข้ามาภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่จำกัดสาขาอาชีพและไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ “เท่าที่เห็นคือมีศิลปินหน้าใหม่ส่งผลงานเข้ามาเยอะมาก คนที่ไม่ได้ทำงานศิลปะเป็นประจำ เช่น วิศวกร นักบัญชี ครู แอร์โฮสเตส เขาก็กระโดดมาทำกัน เทศกาลนี้จึงรวมผลงานศิลปะ NFT ของคนหลากหลายวงการมาก ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงผลงานที่จัดแสดงในเทศกาลไปสู่ช่องทาง Marketplace ด้วย” เปิดโอกาสให้ตัวเองเรียนรู้ความท้าทายในโลกใหม่“สิ่งที่ยากสุดในการเริ่มเข้าสู่วงการศิลปะ NFT คือการเริ่มลงมือสมัคร สำหรับมือใหม่จะรู้สึกว่าต้องสมัครโน่นนี่ดูยุ่งยาก แต่ก็มีคนสอนผ่าน YouTube ไว้เยอะ และพอทำได้ปุ๊บก็ไม่ยากแล้ว จะมายากอีกทีก็คือเรื่องการทำการตลาดหรือการ PR งานของเราออกไป ซึ่งตรงนี้ในงานก็มีศิลปินที่มีประสบการณ์มาแชร์ความรู้กันด้วย  แพลตฟอร์มที่คนไทยนิยมลงงานกันก็มี OpenSea, Hic et Nunc (HEN), Foundation ซึ่งควรเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับสไตล์งานของเรา อย่าง Foundation เขาจะนิยมลงงานศิลปะชิ้นเดียวที่มีความเลอค่า ศิลปินไทยแต่ละคนจะทำกันแบบอลังการสวยงาม น่าซื้อน่าเก็บมาก เวลาลงงานในแพลตฟอร์มนี้เราต้องเสียเงินค่าแก๊สต่อชิ้น ส่วน OpenSea เสียค่าแก๊สครั้งเดียวแล้วลงงานเท่าไหร่ก็ได้ เลยเหมาะกับงานศิลปะที่ทำออกมาเป็นคอลเล็กชันไปโดยปริยาย”“สำหรับคนที่รู้สึกขี้เกียจรับรู้หรืออัปเดตเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยากบอกว่าจ๊อบก็เคยเป็นมาก่อน แต่เราก็พยายามเปิดใจและศึกษา สิ่งเหล่านี้เป็นโลกใหม่ที่มาถึงแน่ ๆ เราจึงควรเรียนรู้ไว้ มันไม่ได้หยุดอยู่แค่ในวงการศิลปะหรอก เทคโนโลยีพวกนี้มันขยายไปได้อีกกว้างมาก ๆ งานศิลปะ NFT เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง ยังมีความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่สามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของคนเราได้อีกเยอะมาก”หากอยากอัปเดตแวดวงศิลปะ NFT ในไทย และสนุกไปกับการสำรวจเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สร้างความเป็นไปได้ไม่รู้จบ เชิญพบกับงาน Bangkok NFT Art Festival ในวันที่ 5-13 กุมภาพันธ์นี้ ตามจุดต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ โดยมีหมุดหมายหลักอยู่ที่ย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย ซึ่งจัดงานร่วมกับเทศกาล Bangkok Design Week 2022Bangkok NFT Art FestivalFacebook : facebook.com/TheNFTBKK

CEA จับมือ Live4Viva และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชวนเที่ยวแบบสร้างสรรค์ พาไปฟังเสียง “เจริญกรุง”

หากมองย้อนไปในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตลอดสองปีมานี้ กลุ่มอาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนหลังการระบาดทุก ๆ ระลอกคงหนีไม่พ้น “นักดนตรี” ด้วยกิจกรรมสังสรรค์ทุกประเภทที่ถูกงด ทุกเวทีแสดงสดถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด ร้านรวงที่เคยเป็นสถานที่โชว์ของและแหล่งรายได้หลักไม่สามารถเปิดได้ตามปกติ ปัญหานี้เป็นเหตุให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ริเริ่มโครงการ “CEA VACCINE ร่วมสร้างสรรค์…ภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย” เพื่อช่วยเยียวยาอาชีพสร้างสรรค์กลุ่มนี้ รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ และ Sound of Charoenkrung ก็เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์พิเศษในโครงการที่ว่านี้ เพื่อช่วยผลักดันอุตสาหกรรมดนตรีที่กำลังซบเซาให้เดินหน้าต่อไปได้ ด้วยการเป็นพื้นที่ให้นักดนตรีเหล่านี้ได้มีช่องทางแสดงผลงานผ่านทางออนไลน์และในพื้นที่จริงเมืองบันดาลใจให้บรรเลงเพลงโปรเจกต์สนุก ๆ นี้เริ่มต้นจากการเปิดรับสมัครนักร้อง นักแต่งเพลง และนักดนตรี ชวนมาระดมไอเดียสร้างสรรค์ผลงานภายใต้โจทย์ของการสะท้อนความเป็นเมืองหรือท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่อาศัยหรือได้รับแรงบันดาลใจโดยไม่จำกัดรูปแบบ และย่านแรกที่เราเลือกใช้เป็นโจทย์เพื่อจุดประกายคือ “เจริญกรุง” ย่านสร้างสรรค์ต้นแบบของกรุงเทพฯ ที่รายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แลนด์มาร์ก และพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว เช่น วงเวียน 22, อาคารไปรษณีย์กลาง, โรงภาพยนตร์ปรินซ์, สำเพ็ง, บรรยากาศของเซียงกงในย่านตลาดน้อย, เยาวราช, ถนนทรงวาด, ซอยนานา และอีกมากมาย ศิลปินทั้ง 25 คนในโปรเจกต์ได้ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวของสถานที่ต่าง ๆ ผ่านบทเพลงหลากหลาย มีทั้งเพลงที่ฟังแล้วยิ้มตาม เพราะรู้สึกร่วมกับความเป็นย่านที่คุ้นเคย ฟังแล้วได้รู้จักย่านหรือตรอกซอกซอจากเสียงสู่แสง ต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่หลังจากเสียงเพลงเล่าเรื่องย่านถูกสร้างสรรค์จนเสร็จสมบูรณ์ ภารกิจต่อไปของโปรเจกต์คือการเชื่อมโยงผู้คนเข้ามาสัมผัสย่านโดยใช้เพลงเป็นสื่อกลาง แต่ลำพังแค่บทเพลงเพียงอย่างเดียวอาจดึงดูดผู้คนได้เพียงระดับหนึ่ง บทเพลงทั้ง 25 เพลงจึงถูกนำมาตีความและออกแบบเป็น Lighting Installation โดยทีมนักออกแบบผู้เชี่ยวชาญงานแสงสร้างประสบการณ์อย่าง Live4Viva และนำไปติดตั้งในพื้นที่ย่านเจริญกรุงเพื่อพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ในย่าน ช่วยกระตุ้นทั้งความคึกคักและเศรษฐกิจในย่านให้ฟื้นคืนได้อีกทางใครอยากฟังสำเนียงเสียงของย่านเจริญกรุง พร้อมสนุกและตื่นตาไปกับ Interactive Lighting Installation ด้วยตัวเอง ไปเยือน 4 พิกัดนี้ได้เลย1.  The Pulse ด้านข้างกำแพงโบสถ์กาลหว่าร์เส้นเสียงและเส้นสีของแสงแสดงถึงจังหวะชีวิตของซอยชุมชมโบสถ์กาลหว่าร์ที่คึกคักและครึกครื้น รวมถึงสงบนิ่งและสุขุมในเวลาเดียวกัน โดยมีโบสถ์กาลหว่าร์เป็นเสาหลักขับเคลื่อนในชุมชนแห่งนี้ แสงสีที่ออกแบบสะท้อนถึงเสียงระฆังของโบสถ์ การร้องเพลง เสียงมอเตอร์ไซค์ เสียงการสัญจร ที่สามารถ Co – with ร่วมกันมาโดยตลอด2. The Bulletin ด้านหน้าโรงพิมพ์ซิงจงเอี๋ยนการผสมผสานระหว่าง Traditional และ Digital ของสื่อที่ใช้ในงานออกแบบ แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในปัจจุบันว่าในความใหม่ก็ยังมีความเก่าและในความเก่าก็ยังมีความใหม่ ดังเช่นโรงพิมพ์แห่งนี้ที่เบื้องหลังของความดั้งเดิมก็ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดังเช่นจอที่ฝังอยู่ใต้กองหนังสือพิมพ์ ในความทันเรื่องทันเหตุการณ์นั้นก็ได้ถ่ายทอดจากโลกดิจิทัลแบบทันทีสู่หนังสือพิมพ์ร้อน ๆ จากโรงพิมพ์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความเคลื่อนไหวสู่สังคมผู้ใช้ภาษาจีน3. Floating Lanterns พิพิธภัณฑ์ชุมชนตลาดน้อย ท่าน้ำภาณุรังษีโคมไฟที่ลอยขึ้นลอยลง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโคมเต็งลั้งที่มักใช้ประดับบ้านเรือนตลอดจนกิจการ โดยใช้จังหวะของการเคลื่อนไหวเพื่ออำนวยอวยพรชัยให้เกิดความมิ่งมงคลโชคดีทวีสุข4. The Gateway ท่าเรือด่วนสี่พระยาการออกแบบแสงที่ใช้การสะท้อนของแสงซึ่งสื่อถึงการเดินทางด้วยเรือข้ามฟากที่แวะเปลี่ยนตามท่าน้ำต่าง ๆ รอบคุ้งน้ำเจ้าพระยา เป็นการเชื่อมต่อที่แสนสะดวกสบาย นำมาซึ่งการค้าขาย ธุรกิจ สังคมอันหลากหลาย สร้างความสำเร็จ โดยจัดแสดงด้วยการเคลื่อนไหวของแสงและสีแบบรวดเร็วทันสมัย เพื่อเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ในการเปิดประตูเพื่อเชื่อมต่อสู่การค้าขายกับนานาประเทศมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล——ฟังเพลย์ลิสต์ของ Sound of Charoenkrung ทั้งหมดได้ที่นี่ shorturl.at/luDIKการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เชื่อมสัมพันธ์กับชุมชนจากการริเริ่มโดย CEA สู่การสร้างสรรค์โดยศิลปินนักดนตรี ต่อยอดเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวด้วยศิลปะแสงจาก Live4Viva อีกหนึ่งพลังสำคัญที่ทำให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้คือผู้สนับสนุนหลักอย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วยความมุ่งหวังให้เกิด “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ที่นอกจากจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ยังเกิดความเชื่อมโยงและการเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับท้องถิ่น ศิลปะ มรดกทางวัฒนธรรม และความพิเศษของพื้นที่นั้น ๆ รวมถึงผู้คนที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นทั้งเจ้าบ้านและผู้สรรค์สร้างให้พื้นที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ฟังเสียงเพลงเล่าเรื่องย่าน ดื่มด่ำผลงานศิลปะจัดวางผสมผสานอินเตอร์แอ็กทีฟประกอบเสียงเพลง Sound of Charoenkrung สำเนียงเสียงของย่านเจริญกรุง ได้ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2022 เวลา 18.00-21.00 น. 

สร้างสังคมที่แข็งแรงในแบบ AP จากเรื่องเล็ก ๆ อย่างการ “นั่งด้วยกัน”

จำได้มั้ยว่าครั้งล่าสุดที่คุณนั่งในที่สาธารณะด้วยความรู้สึกปลอดภัยและสบายใจคือเมื่อไหร่ ? ช่วงเวลากว่า 2 ปีของ “ยุคโควิด” สร้างความเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติ หนึ่งในนั้นคือรูปแบบการใช้ชีวิตกับเพื่อนร่วมสังคม –  ภาพแผ่นพลาสติกใสที่กั้นคนออกจากกัน เครื่องหมายรูปเท้าบนพื้นที่เตือนให้เราเว้นระยะห่าง ไปจนถึงภาพเก้าอี้สาธารณะติดเครื่องหมายห้ามนั่ง กลายเป็นภาพชินตาของเราไปโดยปริยายในช่วงเวลานี้ หากมองอย่างผิวเผิน ความสัมพันธ์ที่เหินห่างระหว่างคนกับคนเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทว่าเมื่อมองลึกลงไป ในช่องว่างขนาดสองเมตรที่เราเว้นให้กันเพื่อความปลอดภัยนั้นแฝงไว้ด้วย “ระยะห่างทางใจ” ที่เรามีต่อเพื่อนร่วมสังคม และการที่คนในสังคมขาดกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กัน คือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกโดดเดี่ยวและปัญหาทางใจที่กำลังจะตามมาอีกมากมาย ปัญหานี้คือจุดตั้งต้นที่ทำให้ เอพี ไทยแลนด์ คิดหาทางสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน จนเกิดเป็น “SIT/VID/ME” ออกแบบพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ในยุคใหม่ ภายใต้สถานการณ์โควิดในปัจจุบัน ผลงานออกแบบที่เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กประจำเทศกาลฯ ปีนี้สังคมเริ่มต้นจากความสัมพันธ์หากจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของ SIT/VID/ME คงต้องเล่าย้อนไปถึงแนวคิด “EMPOWER LIVING” ของเอพี ไทยแลนด์ ที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมการอยู่อาศัยที่ช่วยเติมเต็มเป้าหมายและการใช้ชีวิตของทุกคน สำหรับเอพี ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเล็ก ๆ ที่เรียกว่าบ้าน ไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าคุณภาพการก่อสร้างของบ้านเลย ในปีนี้แบรนด์จึงขับเคลื่อนในเรื่องการสร้างสังคมที่มีความหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข หรือ “COMMUNITY OF THE FUTURE” มา “นั่งด้วยกัน” มั้ย ?ซุ้มโค้งสีแดงหลากหลายขนาดตั้งตระหง่าน ณ ลานหน้าอาคารไปรษณีย์กลาง สะดุดตาแม้คนที่นั่งรถผ่านจากบนถนนเจริญกรุง หากเข้าไปใกล้อีกนิดจะพบว่าทั้งโครงสร้างและวัสดุล้วนถูกคิดวางแผนมาอย่างไม่ธรรมดา เพราะนักออกแบบผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ คือสตูดิโอออกแบบไทยที่มีชื่อเสียงไกลถึงระดับโลกอย่าง Supermachine Studio ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบพาวิลเลียนเอพีในเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 ความน่าตื่นเต้นของ SIT/VID/ME ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่คือประสบการณ์ภายใน เพราะภายในพื้นที่พาวิลเลียนออกแบบให้เป็น Community Space ที่ทุกคนสามารถเข้ามานั่งพักผ่อน ถ่ายรูป เช็กอิน โดยสามารถเลือกที่จะรักษาระยะห่างและเลือกรูปแบบในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นได้ เพื่อถ่ายทอดแนวคิด “COMMUNITY OF THE FUTURE” ของเอพีออกมาผ่านประสบการณ์ นอกจากนั้นตลอด 9 วันที่พาวิลเลียนแห่งนี้ตั้งอยู่ ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมพิเศษและของที่ระลึกสุดครีเอตมอบให้คนที่แวะเวียนไปอีกด้วยชีวิตดีเพราะดีไซน์เอพี ไทยแลนด์ คือผู้สนับสนุนหลักของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ด้วยคุณค่าหลักที่ทั้งเอพีและเทศกาลฯ ยึดถือร่วมกันมาเสมอคือการเป็น “คอมมูนิตี้” ที่รวมคนจากทั้งในและต่างประเทศ เป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่จะได้เกิดการแลกเปลี่ยนและการ “Co” กันของนักสร้างสรรค์หลากหลาย ภารกิจของเทศกาลฯ ที่ส่งเสริมและขับเคลื่อนงานออกแบบ ยังไปสอดคล้องกับคีย์สำคัญในการออกแบบบ้านของเอพีคือ Design Thinking ซึ่งไม่ใช่แค่การใช้งานออกแบบเพื่อตอบโจทย์เรื่องความสวยงาม แต่คือแนวคิดในการทำความเข้าใจผู้อยู่อาศัย เพื่อส่งมอบชีวิตที่ดีในแบบที่เลือกได้ และเติมเต็มเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างของแต่ละคนสัมผัสประสบการณ์การสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ และการถ่ายทอดแนวคิดของเอพีในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครได้ที่ SIT/VID/ME นั่งด้วย/กัน ณ ลานจตุรัสไปรษณีย์ อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2022 เวลา 11.00-22.00 น.

เปิดโลก / เรียนรู้ / เตรียมลงสนาม NFT ไปกับ SC Asset

ปี 2021 ในวันที่อุตสาหกรรมและวงการต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังอยู่ในขาลงจากสถานการณ์โควิด วงการหนึ่งที่ดูเหมือนจะพุ่งสวนกระแส แซงหน้าไปไกลจนใครก็ตามไม่ทันคงหนีไม่พ้น NFT (Non-Fungible Token) ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นดั่งสนามรวมผู้เล่นหลากหลายไว้ด้วยกัน ทั้งนักสร้างสรรค์ นักลงทุน นักสะสม หรือแม้แต่แบรนด์ถึงตรงนี้หลายคนที่ยังไม่รู้จัก NFT อาจคิดถอดใจเพราะไม่รู้จะไปหาความรู้ที่ไหน เราขอบอกว่ายังไม่สายเพราะวันนี้แบรนด์ที่พร้อมเป็นพื้นที่สนับสนุนไอเดียคนรุ่นใหม่อย่าง SC Asset มองเห็นความสำคัญของการเรียนรู้เรื่องนี้สำหรับทุกคนจึงได้รวบรวมผู้เล่นระดับเซียนในตลาด NFT มาไว้ที่เดียว เพื่อแบ่งปันความรู้ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเส้นทางในการเติบโตไปในตลาด NFT ผ่านชั้นเรียนออนไลน์ภายในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ปีนี้ ที่ชื่อว่า “NFT 101 presented by SC​ Asset เปิดชั้นเรียนกับเซียน NFT” “NFT” เวทีของความคิดสร้างสรรค์จุดเริ่มต้นชั้นเรียน NFT เกิดจากการที่ SC Asset มองเห็นว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมางานออกแบบในไทยคึกคักขึ้นมาก แต่สิ่งที่ขาดกลับเป็นเวทีสนับสนุน ทั้งในด้านความรู้และพื้นที่ ทำให้ความครีเอทีฟและพลังของงานดีไซน์ไทยยังไม่ถูกแสดงออกมามากเท่าที่ควร ถ้าได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม เชื่อมั่นว่างานดีไซน์ของคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกอย่างแน่นอน ในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ Cryptocurrency จนถึง NFT ที่เป็นเหมือนเวทีที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่ทำให้นักสร้างสรรค์ได้แสดงฝีมือกันอย่างเป็นรูปธรรม การเผยแพร่ความรู้เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นเพื่อต่อยอดโอกาสได้ จึงเป็นภารกิจที่ SC Asset ต้องการลงมือทำให้เกิดขึ้นทุกมิติความรู้ จากหลากหลายผู้เล่นด้วยความที่ NFT เป็นที่รู้จักในวงกว้างในรูปแบบของศิลปะ หลายคนจึงอาจคิดว่าผู้เล่นในตลาด NFT มีเพียงกลุ่มศิลปินนักสร้างสรรค์และนักสะสมผู้ชื่นชอบงานศิลปะเท่านั้น  แต่ในความเป็นจริง ตลาดแห่งนี้ประกอบด้วยตัวละครที่หลากหลาย มีทั้งนักลงทุนที่มองเห็นโอกาสในการสร้างกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลชนิดนี้ ไปจนถึงแบรนด์หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่สนใจ NFT ในฐานะเครื่องมือใหม่ในการสร้างแบรนด์และทำการตลาด การเรียนรู้ NFT ผ่านผู้เล่นหลากหลายบทบาทจึงทำให้เราเข้าใจมันแบบรอบด้าน และมองเห็นพื้นที่ที่ตัวเองจะลงไปเล่นได้ชัดเจนขึ้นชั้นเรียนแห่งนี้ SC Asset จึงชวนทั้งศิลปินดังแห่งยุค 90 ที่ผันตัวเป็นศิลปินที่สร้างรายได้จาก NFT อย่างคุณติ๊ก ชิโร่-ดร.มนัสวิน นันทเสน มาแชร์ประสบการณ์ในฝั่งนักสร้างสรรค์, ดร.เอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานและเจ้าหน้าที่บริหาร Zipmex Thailand ที่มาเสริมมุมมองในด้านการหาโอกาสสร้างกำไรจาก NFT, คุณเอ็ดดี้-ภราดร ไชยวรศิลป์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม NFT and Crypto Art Thailand ที่จะมาแชร์เคล็ดลับที่จะทำให้นักสร้างสรรค์ขายงานได้ในตลาดนี้จากมุมมองของนักลงทุน โดยมีผู้ดำเนินรายการคือ คุณหนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ จากแบไต๋ เป็นตัวแทนถามตอบจากมุมมองของผู้เรียนอย่างเราด้วยภาษาง่าย ๆ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไม่เข้าใจหรือซับซ้อนตามไม่ทันเมืองจะพัฒนา เมื่อคนรุ่นใหม่เข้าใจงานออกแบบในมุมมองของผู้สนับสนุนเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ปีนี้ SC Asset มองเห็นความสำคัญของงานออกแบบในฐานะเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาและช่วยควบคุมการเติบโตของเมืองให้ไปในทางที่ตอบโจทย์ผู้คนมากขึ้น เปรียบได้กับการออกแบบบ้านที่มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีและช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้อยู่อาศัย เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจงานออกแบบมากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบเมืองและพื้นที่สาธารณะ เพื่อนำวิธีคิดของงานออกแบบไปใช้ในชีวิตประจำวัน เปิดโลก NFT และเรียนรู้ไปพร้อมกันใน NFT 101 presented by SC​ Asset “เปิดชั้นเรียนกับเซียน NFT” วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 16:00-18:00 รับชมได้ทางเพจ Facebook Bangkok Design Week และ SC ASSET

Design PLANT Express งานดีไซน์ที่ส่งตรงถึงหน้าประตูบ้านคุณ

Design PLANT คือกลุ่มนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่รวมตัวกันมาตั้งแต่ปี 2013 เพื่อทำงานขับเคลื่อนวงการออกแบบร่วมกัน และแน่นอนว่าพวกเขามีส่วนร่วมกับงาน Bangkok Design Week มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีสตูดิโอหลักที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นโฮสต์ และในงานเทศกาลฯ ปี 2022 นี้ โฮสต์หลักผู้รับผิดชอบนิทรรศการ Design PLANT Express คือ ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์ ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้ง PDM แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่แปลงโฉมเสื่อแบบไทย ๆ ให้กลายเป็นสินค้าสุดคูล ดิวจะมาเล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปและความเคลื่อนไหวของโปรเจกต์สนุก ๆ ในงานนี้  จุดเริ่มต้นของ Design PLANTดิวเล่าถึงที่มาของการรวมกลุ่มว่า “Design PLANT เริ่มรวมตัวกันจาก 5-6 สตูดิโอที่ทำงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ถ้าพูดถึงวงการดีไซเนอร์เมืองไทย สเกลมันจะไม่ได้ใหญ่เหมือนวงการสถาปนิกหรือวงการอินทีเรียร์ แต่ในแง่ของจำนวนคือเรามีสตูดิโอและบริษัทออกแบบเล็ก ๆ เยอะไปหมด บางสตูดิโอมีทีมงาน 2-5 คน เต็มที่ก็ 10 คน และในอีกมุมหนึ่งเมืองไทยก็เป็นฐานการผลิตสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่สุดยอดแห่งหนึ่งของโลก คนในวงการจะรู้กันว่าช่างฝีมือเมืองไทยผลิตสินค้าให้แบรนด์ระดับโลกเยอะมาก”“และกลุ่มผู้ก่อตั้ง Design PLANT ส่วนใหญ่ก็ทำงานกับโรงงานเหล่านี้ เราเลยเกิดความคิดขึ้นมาว่าน่าจะทำอะไรสักอย่างให้วงการพัฒนาและทำให้มูลค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น ซึ่งการจัดโชว์เคสหรือจัดนิทรรศการร่วมกันก็เป็นวิธีหนึ่งที่สร้าง Vibe ในวงการและพัฒนาต่อยอดด้านการค้าได้”นอกจากนี้เขายังเสริมอีกว่า “ชื่อของ Design PLANT ต้องการสื่อถึงการปลูกนักออกแบบรุ่นใหม่ อันนี้เป็นคีย์หลักในการรวมกลุ่มเลย เพราะดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ๆ จะเติบโตได้เขาต้องมีเวทีในการแสดงงาน การรวมกลุ่มจึงเป็นทั้งการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในแง่ธุรกิจและผลักดันวงการออกแบบให้เติบโตด้วย เราไม่เน้นการส่งผลงานเข้ามาประกวดหรือมีข้อจำกัดอะไรมากมาย เราเปิดโอกาสให้ทั้งนักออกแบบที่เพิ่งเรียนจบหรือแม้กระทั่งนักศึกษาที่ยังเรียนอยู่ ก็สามารถมาแสดงงานบนเวทีเดียวกันกับนักออกแบบมืออาชีพได้”ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานร่วมกันลักษณะนี้ จุดประกายให้นักออกแบบหน้าใหม่จำนวนไม่น้อยได้รับไอเดียและแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อนำมาจัดแสดงในปีถัดไป เพราะเห็นแบบอย่างจากรุ่นพี่ในวงการการผลิดอกออกผลของงานดีไซน์ปีนี้นักออกแบบทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ที่รวมกลุ่มกันในนามของ Design PLANT นำผลงานมาจัดแสดงร่วมกันที่งาน Bangkok Design Week 2022 มากถึง 44 สตูดิโอ เทียบกับครั้งแรก ๆ ที่ Design PLANT มาจัดแสดงงานร่วมกับทางเทศกาลฯ และมีสตูดิโอเข้าร่วมไม่ถึง 20 แห่ง ก็นับเป็นการเติบโตที่น่าจับตามองทีเดียว “คนเริ่มรู้จักเรามากขึ้นและงานของเราก็กลายเป็นหนึ่งในนิทรรศการที่ได้รับความสนใจแบบล้นทะลัก ด้วยความที่ดีไซเนอร์ที่เข้ามาจอยเขาพาเพื่อนมาด้วย ในวันเปิดนิทรรศการครั้งหนึ่งเราเคยมีคนมาร่วมงานพร้อมกันสองสามร้อยคน ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพลอยได้มาจากการที่งาน Bangkok Design Week ทำให้คนรู้สึกว่าดีไซน์เป็นเรื่องปกติที่เข้าถึงได้ ป้าสามารถเข็นรถมาขายลูกชิ้นหน้างานได้ เพื่อนที่ไม่ใช่นักออกแบบก็มาเดินดูงานกัน ต่างจากเมื่อก่อนที่คนนอกวงการรู้สึกว่างานดีไซน์จับต้องยาก ผมรู้สึกว่ามันเป็นงานที่เจ๋งอันดับต้น ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย” เบื้องหลังแนวคิด “Express” : ไม่ใช่แค่ส่งไว แต่ต้องส่งให้โดนใจลูกค้าด้วยคอนเซปต์ในการจัดแสดงงานของกลุ่ม Design PLANT จะเปลี่ยนไปทุกปี ขึ้นอยู่กับโฮสต์ในปีนั้น ๆ เป็นคนตั้งโจทย์ อย่างเช่นปี 2021 ที่ผ่านมา พวกเขาจัดนิทรรศการภายใต้โจทย์ Domestic ซึ่งกำหนดให้นักออกแบบสร้างสรรค์ผลงานจากสิ่งที่มีอยู่ภายในประเทศ เพื่อสะท้อนถึงข้อจำกัดและความท้าทายในสถานการณ์โควิด-19 ส่วนในปีนี้ที่โควิดก็ยังไม่จากเราไปไหน โจทย์การออกแบบจึงยังคงเกี่ยวพันกับภาวะโรคระบาด แต่มีแง่มุมบางอย่างที่ต่างออกไป“ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา การระบาดของโควิด-19 ทำให้เราแทบไม่ได้จัดงานแฟร์เลย นั่นหมายความว่าคนไม่สามารถมาเห็นสินค้าของจริงได้ ถ้าคุณทำของบางอย่างที่ไม่สามารถขายผ่านรูปหรือวิดีโอได้ โอกาสในการขายก็จะน้อยลง นักออกแบบที่สร้างสรรค์งานจากแพสชั่นตัวเอง อันนี้ถือเป็นเรื่องยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ก็จะมีนักออกแบบอีกกลุ่มที่ทำงานจาก Pain Point ทางการตลาดหรือปัญหาของผู้บริโภค อย่างหลังเป็นสิ่งที่โลกยุคปัจจุบันต้องการมาก ช่วงโควิดนี่เห็นชัดเจนเลยว่าความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยน วิธีการซื้อของก็เปลี่ยน คนเดินห้างน้อยลง”“ในปีนี้ที่ PDM Brand เป็นโฮสต์ ผมเลยอยากให้นักออกแบบทำสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับกระแสโลกที่ทุก ๆ อย่างต้องเดลิเวอรี่ได้ในช่วงโควิด จึงคิดออกมาเป็นนิทรรศการ Design PLANT Express 2022 ให้ทำสินค้าพร้อมส่งไปรษณีย์ที่จะขายได้ดีบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเปิดรับผลงาน 5 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ สินค้ากลุ่มแม่และเด็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภาพความงาม ของใช้ในบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่เราทำการรีเสิร์ชจากเทรนด์การตลาดแล้วว่ามันขายดีที่สุดบนแพลตฟอร์ม Market Place และมีข้อกำหนดว่างานออกแบบนั้นต้องใส่ลงกล่องขนาด S, M, L ขนาดใดขนาดหนึ่งได้พอดี”“เราอยากให้งานออกแบบในปีนี้เป็นชิ้นงานที่ดีไซเนอร์ทำออกมาแล้วมีกลุ่มลูกค้ารออยู่บ้างแล้ว ไม่เหมือนงานโชว์เคสอื่น ๆ ที่เน้นนำเสนอไอเดียผลิตภัณฑ์ใหม่ ผมมองว่ามันน่าจะดีถ้าของที่เราออกแบบขึ้นมามีคุณค่ากับตลาด เป็นชิ้นงานที่คนทั่วไปสามารถซื้อไปใช้และชื่นชมมันได้ด้วย ผมจึงเอาโจทย์นี้มาจับเพื่อให้นักออกแบบคิดถึงตรงนั้นด้วย ไม่ใช่ทำของสวยว้าวอย่างเดียวแต่ขายไม่ได้ ซึ่งการกำหนดโจทย์ Express ไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งของทางไปรษณีย์ แต่เราอยากกระตุกต่อมคิดให้นักออกแบบมองไปถึงการนำเสนอข้อมูลทางการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ด้วย”หากสนใจงานสร้างสรรค์ในเชิงธุรกิจและต้องการกระตุกต่อมคิดกระตุ้นไอเดียใหม่ ๆ Design PLANT Express คือโปรแกรมที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง พบกับผลงานสุดครีเอตจาก 44 สตูดิโอ ที่ Creative Space ชั้น 5 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) อาคารไปรษณีย์กลาง ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2022 เวลา 11.00-22.00 น.Design PLANTWebsite : design-plant.comFacebook : facebook.com/Design-PLANT-141504359340956

เปิดประตูสู่ “จักรวาลใจ Mental-verse” เพื่อเข้าใจโลกของคนซึมเศร้า

ความกังวลต่อสถานการณ์โควิด ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ย่ำแย่ ส่งผลให้คนไทยป่วยเป็นโรคทางใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนทำงานด้านสื่อที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคมมาโดยตลอดอย่าง เบสท์-วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Eyedropper Fill จึงทำโปรเจกต์ Conne(x)t ขึ้นมาอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็น Conne(x)t “โลก” ซึมเศร้า ที่เล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายที่สะท้อนสภาวะของโลกภายในใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ด้วยรูปแบบวิดีโอสารคดีอินสตอลเลชัน ภายใต้ชื่อนิทรรศการ “จักรวาลใจ Mental-verse”ก่อนหน้านี้ทีม Eyedropper Fill เคยใช้กระบวนการทางศิลปะเป็นเครื่องมือในการทำโปรเจกต์ Conne(x)t Klongtoey ที่สื่อสารปัญหาด้านการศึกษาและความเหลื่อมล้ำ โดยนำผลงานศิลปะของเยาวชนคลองเตยจากคลาสถ่ายภาพ แฟชั่น แร็ป และการสักลาย มาจัดนิทรรศการในงาน Bangkok Design Week 2019 ก่อนจะต่อยอดไปสู่การผลิตภาพยนตร์สารคดี School Town King ที่ได้รางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากเวทีสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 29 และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2020 จากเวทีคมชัดลึกจุดเริ่มต้นเปิดประตูสู่จักรวาลใจ“ไอเดียของโปรเจกต์นี้เริ่มมาจากเรื่องส่วนตัวของเราเองที่เห็นเพื่อน ๆ และคนรอบข้างเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บางคนจากที่เคยแฮปปี้ดีก็กลายมาเป็นคนป่วย ในฐานะคนทำงานด้านสื่อและการออกแบบ เราเลยมาคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง เป็นไปได้ไหมที่เราจะสื่อสารเสียงของคนเหล่านี้ออกมา โปรเจกต์นี้อยากพาผู้ชมที่อาจจะมีเพื่อนหรือคนรอบข้างเป็นโรคซึมเศร้าเข้าไปทำความรู้จักต้นตอปัญหาของโรคนี้มากขึ้น”“สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเราค้นพบว่าคนคนหนึ่งจะเป็นโรคซึมเศร้าได้ มันไม่ได้เกิดจากปัจเจก พอเรารู้ว่าใครเป็นโรคซึมเศร้า บางทีเราจะโทษว่าเพราะเขามีนิสัยแบบนี้หรือเปล่า แต่พอได้สัมภาษณ์คนเป็นโรคซึมเศร้าสามคนที่อยู่ต่างวัยกัน เราพบว่าแต่ละคนได้รับผลกระทบจากสภาพสังคมกันหมดเลย ยกตัวอย่างเช่น เด็กเจนซีที่โตมาในยุค 2540 ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยล่มสลาย ทำให้พ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกและเขาต้องเจอกับปัญหาครอบครัวมากมาย หรืออย่างเบบี้บูมเมอร์ที่ซับเจกต์คือแม่ของเบสท์เอง เขาโตมากับครอบครัวคนจีนที่มีวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ แต่งงานแล้วเจอสามีไม่ดีก็ต้องอดทน เรารู้สึกว่าแนวคิดและสภาพสังคมเหล่านี้ส่งผลต่อการเกิดโรคซึมเศร้าอย่างชัดเจน”ภาพสะท้อนจากโลกภายในใจผลงานหลักที่จัดแสดงในนิทรรศการจักรวาลใจ Mental-verse คือวิดีโอสารคดีอินสตอลเลชันที่เปิดโอกาสให้ซับเจกต์ทั้งสามคนได้เล่าเรื่องของตัวเองอย่างเต็มที่ “เราแจกกล้องให้กับซับเจกต์ทั้งสามคน เพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในการเล่าเรื่องของตัวเอง เราจะได้รู้ว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าเขามองเห็นอะไรต่างไปจากเรามากน้อยแค่ไหน ท้องฟ้าเดียวกันเราเห็นแล้วรู้สึกแฮปปี้ แต่เขาอาจจะเศร้าก็ได้ วิดีโออินสตอลเลชันนี้จะฉายอยู่ในห้องที่มีที่นั่งและบรรยากาศเหมือนเรานอนอยู่บนเตียงแล้วมองเข้าไปในจักรวาลของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า”กระบวนการทำสารคดีโดยให้ซับเจกต์เล่าเรื่องตัวเองของ Conne(x)t เกิดขึ้นจากความเชื่อว่าเรื่องเล่าที่ดีคือเรื่องเล่าที่ออกมาจากตัวคนคนนั้นจริง ๆ โดยเบสท์อธิบายเพิ่มเติมว่า “เราใช้เครื่องมือทางศิลปะในการทำความเข้าใจพวกเขา พลังในการเล่าเรื่องส่วนตัวออกมามันมีผลต่อคนดูมาก มันทำลายเส้นแบ่งระหว่างคนนอกที่ไม่ได้เข้าใจเขาขนาดนั้นกับคนในที่เป็นเจ้าของเรื่องเอง วิธีการแบบนี้ทำให้เรื่องเล่ามีพลังและมีแง่มุมบางอย่างลึกซึ้งกว่า เพราะไม่มีอคติจากคนทำ ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ได้เข้าใจเขาขนาดนั้น”การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจเมื่อถามถึงขั้นตอนการทำงานกับประเด็นที่ละเอียดอ่อนว่ามีอะไรแตกต่างจากการทำสารคดีทั่วไปบ้าง เบสท์ให้คำตอบว่า “เรามีการทำ Pre-workshop กับซับเจกต์ก่อน โดยมีนักศิลปะบำบัดเป็นที่ปรึกษาและคอยดูแลกระบวนการตรงนี้ ส่วนเซตคำถามที่คุยกับซับเจกต์และตัวหนังสารคดีที่ตัดต่อออกมา ก็มีจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคซึมเศร้ามาเป็นที่ปรึกษาและช่วยดูเนื้อหาด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นที่อาจกระตุ้นประสบการณ์ที่ไม่ดีให้คนดูและตัวซับเจกต์ ซึ่งในเบื้องต้นก่อนที่จะคัดเลือกซับเจกต์เข้ามา เราก็สืบประวัติมาก่อนแล้วว่าเขามีหมอดูแลและอยู่ในสเตจของโรคที่พอจะเล่าเรื่องตัวเองได้”ส่งเสียงสะท้อนสู่สังคมที่ต้องการการเยียวยานอกจากจัดฉายวิดีโอสารคดีอินสตอลเลชันแล้ว อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทีม Eyedropper Fill เตรียมไว้ คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้มาสะท้อนเรื่องราวของตัวเอง เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเยียวยาบาดแผลทางใจท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก “สภาพสังคมแบบนี้ไม่ใช่เฉพาะคนเป็นโรคซึมเศร้าที่แย่นะ คนปกติก็ยังแย่ ปีที่แล้วเจอปัญหาโควิดแล้วคนตกอับยากจน ปัจจัยพวกนี้มีผลต่อภาวะสุขภาพจิตโดยรวมมาก ๆ เราเลยคิดว่างานชิ้นนี้พูดถึงคนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็จริง แต่มันไม่ได้แบ่งแยกเราออกจากกัน เราเองก็อาจมีครอบครัวที่ประสบปัญหาบางอย่างเหมือนกับซับเจกต์เหล่านี้ สุดท้ายแล้วเราค้นพบว่างานชิ้นนี้ไม่ได้ทำเพื่อคนที่เป็นโรคซึมเศร้าอย่างเดียว เพราะคนจำนวนมากในสังคมก็ล้วนประสบปัญหาแบบนี้อยู่เหมือนกัน”นิทรรศการจักรวาลใจ Mental-verse จัดแสดงงานที่ชั้น 2 ศูนย์การค้า River City Bangkok ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2022 เวลา 11.00-22.00 น. บางทีการได้ลองมาสัมผัสและทำความเข้าใจโลกภายในของคนซึมเศร้า อาจทำให้คุณค้นพบบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจของตนเองEYEDROPPER FILLWebsite : eyedropperfill.comFacebook : facebook.com/eyedropperfillInstagram : @eyedropperfill

Co With Garden: เติมชีวิตชีวาให้เมืองด้วยพื้นที่สีเขียว

ความจำเป็นที่ต้องกักตัวอยู่บ้านและความกังวลใจในช่วงที่โควิดแพร่ระบาดหนัก ทำให้ผู้คนโหยหาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สันทนาการกลางแจ้งกันมากขึ้น การเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติกลายเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมือง เทรนด์การออกแบบในยุคหลังโควิดจึงให้ความสำคัญเรื่องแลนด์สเคปมากขึ้นตามไปด้วย บวกกับกระแสการปลูกต้นไม้ในบ้านและคอนโดที่เติบโตจากช่วง Work From Home ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง “Co With Garden” จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่สะท้อนธีมหลักของงาน Bangkok Design Week ครั้งนี้ เพื่อนำเสนอคุณค่าของพื้นที่สีเขียวในฐานะตัวกระตุ้นให้คนออกมาใช้พื้นที่สาธารณะ ที่ทั้งดีต่อใจ และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกด้วยแปลงโฉมไปรษณีย์กลางให้กลายเป็นป่ากลางเมืองเคี้ยง-พลวัฒน์ ภูไท ภูมิสถาปนิกจาก Kernel Design บอกเล่าถึงเบื้องหลังแนวคิดในการออกแบบพื้นที่สาธารณะ Co With Garden ว่า โจทย์หลักของโปรเจกต์นี้คือการสร้างพื้นที่สภาวะน่าสบายที่มีอุณหภูมิเหมาะสมและมอบความร่มรื่น รวมถึงมีชนิดพรรณต้นไม้ที่สามารถฟอกอากาศและดักฝุ่นให้กับคนที่มาชมงาน Bangkok Design Week หน้าอาคารไปรษณีย์กลาง โดยนำต้นไม้นานาพรรณมาเป็นตัวช่วยในการลดอุณหภูมิ เพิ่มพื้นที่สีเขียวสบายตา และแต่งเติมชีวิตชีวาเพื่อส่งเสริมการจัดกิจกรรมอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัดขายสินค้า บูธขายอาหาร การแสดงดนตรี และการแสดงเปิดหมวก“กระบะปลูกต้นไม้ที่นำมาตกแต่งพื้นที่ถูกออกแบบมาเป็นโมดูลขนาดต่าง ๆ ที่ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายและต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ได้ หลังจบงาน Bangkok Design Week จึงสามารถนำไปใช้สร้างพื้นที่สีเขียวในสถานที่อื่นได้ด้วย นอกจากนี้เรายังมีป้ายให้ความรู้เรื่องต้นไม้กับคนที่มาเดินชมงาน เพื่อให้เขาเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวและนำไปต่อยอดหรือประยุกต์ใช้กับที่อยู่อาศัยของตัวเองได้”บ้าน-ป่าที่อยู่สบายผ่อนคลายบนความเขียวขจี“คอนเซปต์ที่เราคิดมาคือ Home-Forest หรือ บ้าน-ป่า ที่ทุกคนสามารถมาใช้พื้นที่ได้ตลอดระยะเวลาที่จัดงาน เราแบ่งพื้นที่สวนออกเป็นห้องต่าง ๆ ที่ตีความมาจากการใช้พื้นที่ภายในบ้าน และดึงคาแรกเตอร์ของพืชพรรณที่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้สอยในแต่ละห้อง เข้ามาโซนแรกจะเจอกับสวนหน้าบ้านที่น้องหมาน้องแมวเข้ามาวิ่งเล่นได้ มีพืชพรรณที่ตอบโจทย์กับสัตว์เลี้ยง เช่น ต้นไผ่เงินที่น้องแมวชอบ ถัดมาคือห้องรับแขกและห้องทำงานที่จะอยู่ตรงกลางลานหน้าอาคารไปรษณีย์กลาง จะมีมุมนั่งพักคอยใต้ร่มเงาต้นไม้ ตกแต่งด้วยดอกไม้สีสัน ดอกไม้กลิ่นหอมที่อยู่นอกแจกัน และไม้ฟอกอากาศที่เปรียบเสมือนเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน ส่วนมุมทำงานก็จะมีโต๊ะ เก้าอี้ จุดชาร์จไฟ สามารถมานั่งทำงานใต้ร่มไม้ได้ ห้องนี้จะปลูกไม้ฟอกอากาศ ปลูกไม้มงคล และมีไม้ดอกสีเหลืองซึ่งเป็นสีที่กระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้บรรยากาศน่าทำงานมากขึ้น ห้องนอนจะมีเนินหญ้าที่ทำหน้าที่เหมือนเตียงธรรมชาติ ที่ปลูกไม้ฟอกอากาศผสมกับดอกไม้สีโทนเย็นเช่นสีฟ้าให้ความรู้สึกผ่อนคลายนอนหลับสบาย ห้องรับประทานอาหารจะมีเก้าอี้ที่นั่งให้นั่งกินอาหาร เน้นตกแต่งด้วยต้นไม้ที่มีสีกระตุ้นความอยากอาหาร เช่น แดง เขียว เหลือง ส้ม และปลูกพืชสมุนไพรควบคู่ไปกับผักสวนครัวต่าง ๆ” เคี้ยงอธิบายเพิ่มเติมว่าแต่ละห้องจะเป็นคอนเซปต์ของการเอาพื้นที่ภายในบ้านมา Co With พืชพรรณที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้พื้นที่ ซึ่งทีมนักออกแบบอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่มาเดินชมงานรู้สึกอยากกลับไปปลูกต้นไม้เหล่านี้ เพื่อสร้างสภาวะน่าสบายในพื้นที่บ้านของตนเองโจทย์สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองเมื่อชวนมองไปรอบ ๆ กรุงเทพฯ ว่าทุกวันนี้เรามีพื้นที่สีเขียวมากน้อยแค่ไหน เคี้ยงให้ความเห็นว่ากรุงเทพฯ ค่อนข้างมีสวนสาธารณะน้อย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปริมาณห้างสรรพสินค้าที่กระจายตัวอยู่แทบทุกหัวมุมเมือง ทั้งที่จริง ๆ แล้วคนเมืองทุกช่วงวัยต่างมีความต้องการใช้งานพื้นที่สันทนาการกลางแจ้งเหล่านี้เป็นจำนวนมาก โจทย์การพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับการยกระดับคุณภาพชีวิต จึงไม่ควรมองแค่มิติของการปลูกต้นไม้เพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดพื้นที่สาธารณะที่คนทุกระดับทุกชนชั้นสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้โควิดที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ปี 2019 จนเข้าสู่ปี 2022 ยังเป็นบทเรียนย้ำเตือนถึงความไม่แน่นอนของอนาคตที่นักออกแบบทุกสาขาวิชาชีพต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้า ภูมิสถาปนิกอย่างเคี้ยงเองก็เช่นกัน “เอาแบบที่เห็นชัด ๆ เลยคือการใช้งานพื้นที่สาธารณะ เมื่อก่อนเรานั่งชิดกันหรือนั่งรวมกันได้ แต่ตอนนี้ต้องมีระยะห่างเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เงื่อนไขพวกนี้ทำให้การออกแบบแลนด์สเคปเปลี่ยนไป เช่น ต้องมีไม้พุ่มคั่นกลางให้คนนั่งห่างกันเกินหนึ่งเมตร เพิ่มจุดออกกำลังกายคนเดียวเพื่อลดการรวมกลุ่ม มีจุดล้างมือภายในสวนสาธารณะเยอะขึ้น โดยเฉพาะในโซนที่ต้องมีการสัมผัส เช่น สนามเด็กเล่น สนามออกกำลังกาย บางสถานที่อาจจะต้องมีจุดวัดอุณหภูมิที่ทางเข้าออก หรือเพิ่มพื้นที่นั่งทำงานและประชุมกลางแจ้ง ซึ่งอากาศถ่ายเทได้ดีกว่าพื้นที่ปิดจึงลดโอกาสในการติดเชื้อได้”  ลานหน้าอาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง จะถูกเนรมิตให้เป็นป่ากลางเมืองในช่วงเทศกาล Bangkok Design Week วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2022 โดยมีกิจกรรมน่าสนใจมากมายให้เข้าร่วม ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. หากอยากสัมผัสความเขียวขจีแสนชุบชูใจอย่างเต็มอิ่ม ต้องลองมา Co With Garden แล้วจะรู้ว่าการอยู่ร่วมกับธรรมชาติคือยาวิเศษจริง ๆBangkok Design WeekWebsite : bangkokdesignweek.comFacebook : facebook.com/BangkokDesignWeekInstagram : @bangkokdesignweekKernel DesignWebsite : https://kernellandscape.comFacebook : facebook.com/kernellandscape

READY made : New normal of culture เตรียมพร้อมเพื่อปรับตัวสู่ชีวิตปกติใหม่ จากไอเดียนักศึกษาออกแบบหลากหลายมหาวิทยาลัย

ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ทุกคนต่างต้องปรับตัวสู่การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ก็ทำให้วัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จนนำไปสู่คำถามว่าเอกลักษณ์ของย่านที่เคยรุ่งเรืองในอดีตจะถูกปรับเปลี่ยนและส่งต่ออย่างไรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบใหม่ Academic Program โปรแกรมโชว์เคสผลงานออกแบบจากนักศึกษาในปีนี้จึงมาพร้อมโจทย์ที่ชื่อว่า READY made : New normal of culture  ซึ่ง หมี-พิบูลย์ อมรจิรพร สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Plural Designs มีบทบาทเป็นคิวเรเตอร์ของ Academic Program 2022 จะมาบอกเล่าที่มาที่ไปของคอนเซปต์ รวมถึงความพิเศษและน่าสนใจที่เขาพบจากการทำงานร่วมกับทีมนักออกแบบรุ่นใหม่ไฟแรงจาก 9 มหาวิทยาลัยจุดเริ่มต้นของ Academic Program“ปกติเทศกาล Bangkok Design Week เปิดโอกาสให้นักออกแบบส่งผลงานโชว์เคสเข้ามาร่วมจัดแสดงอยู่แล้ว ทุกปีจะมีการนำเสนอผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ทางมหาวิทยาลัยจะส่งงานที่นักศึกษาทำระหว่างปีเข้ามา เมื่อก่อนใช้ชื่อโปรแกรมนี้ว่าปล่อยแสง ทีนี้พอเอางานที่มีอยู่แล้วมาจัดแสดง มีตั้งแต่งานสถาปัตย์ อินทีเรียร์ เฟอร์นิเจอร์ โปรดักต์ กราฟิก เรื่องราวของชิ้นงานมักจะโฟกัสไปคนละทางและไม่สอดคล้องกับธีมหลักของเทศกาลฯ เราจึงพูดคุยกับทีมเทศกาลฯ ว่าควรตั้งโปรเจกต์พิเศษขึ้นมาเพื่อให้นักศึกษาแต่ละมหาวิทยาลัยทำงานบนโจทย์เดียวกัน เวลาเอามาจัดแสดงร่วมกันจะได้ดูเป็นกลุ่มเป็นก้อน มีความเชื่อมโยงกับธีมหลักของเทศกาลฯ มากขึ้น และส่งสารออกไปได้มีพลังมากกว่าการทำงานแยกส่วนกัน ความคิดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Academic Program ที่ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่สามแล้ว”กระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน“เราเริ่มจากการส่งโจทย์ให้แต่ละมหาวิทยาลัยดูว่าช่วงเวลาจัดงานประมาณนี้ ธีมเป็นแบบนี้ มีสถาบันไหนสนใจเข้าร่วมบ้าง ซึ่งกระบวนการทำงานก็ไม่ง่ายเพราะต้องทำชิ้นงานขึ้นมาใหม่ แล้วช่วงนี้แต่ละมหาวิทยาลัยเปิด-ปิดภาคเรียนไม่พร้อมกัน ต้องขอบคุณทุกมหาวิทยาลัยจริง ๆ ที่ตั้งใจส่งผลงานเข้ามามีส่วนร่วม ปีก่อนหน้านี้ภาควิชาที่เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และการออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นหลัก แต่ปีนี้เพิ่มคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เข้ามา เพราะเรามองไปถึงพื้นที่สาธารณะหรืองานสถาปัตยกรรมสเกลเล็ก ๆ อย่างเช่น พื้นที่กักตัว Home Isolation ด้วย หลังจากแจกโจทย์ไปแล้วก็จะมีวันนัดประชุมรวมให้แต่ละมหาวิทยาลัยพรีเซนต์งาน หลังจากนั้นเราก็ช่วยดูภาพรวมของงานไปเรื่อย ๆ ตลอดทาง บางทีก็มีคอมเมนต์ให้เขาไปปรับหรือให้คำแนะนำในเชิงการติดตั้งบ้าง เพราะสเกลงานค่อนข้างแตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยทำกันในวิชาเรียน”“จากแนวทางการทำงานที่ผ่านมา บางทีงานของนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยจะมีความเฉพาะทางหรืออิงกับงานวิจัยมาก ๆ และลงลึกไปในแต่ละสาขาวิชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่คนทั่วไปอาจจะเข้าถึงได้ไม่ง่ายนัก พอมาทำงานที่จัดแสดงในเทศกาลฯ มีธีมของเทศกาลและโจทย์ที่เฉพาะเจาะจง ผลงานของนักศึกษาก็มีทิศทางการสื่อสารชัดเจนมากขึ้น มีรูปแบบที่เข้าใจง่ายมากขึ้น”“โจทย์ของปีนี้คือ READY made : New normal of culture คำว่า READY made ความหมายแรกคือความพร้อมของพวกเราทุกคน ไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่ ธรรมชาติไม่เคยมีแบบสอบถามส่งมาถึงเรา ทำให้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเราต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ซึ่งการปรับตัวเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ บางทีต้องอาศัยการนำสิ่งของที่อยู่รอบตัวมาปรับใช้ในงานออกแบบ คล้าย ๆ กับแนวคิด READY made ในงานศิลปะ ความหมายที่สองจึงสื่อถึงการปรับเปลี่ยนบริบทรอบ ๆ ตัวของเราให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ Work from home หรือ Home isolation”ปักหมุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในชุมชนเก่าพื้นที่หลักในการจัดแสดง Academic Program 2022 อยู่ที่ชุมชนฮารูณและชุมชนตลาดน้อย ซึ่งต่างก็เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่คู่กับถนนเจริญกรุงมานานกว่าร้อยปี การสะท้อนแนวคิด Co With Creation ที่พูดถึงการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ซึ่งเป็นธีมหลักของเทศกาลฯ โดยในปีนี้เน้นการทำงานร่วมกับชุมชน จึงเน้นไปที่การดึงเอาจุดเด่นของย่านมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน  โดยมีทั้งงานสเกลใหญ่และสเกลเล็กกระจายอยู่ในพื้นที่“ซึ่งปกติโปรเจกต์ของนักศึกษาส่วนใหญ่ก็มักเป็นงานเชิงทดลองที่มีความสดใหม่ของไอเดียอยู่แล้ว ปีนี้ที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับทีม Creative District จึงมีการจัดทริปพาลงพื้นที่เดินสำรวจย่านชุมชนตลาดน้อยและชุมชนฮารูณ แล้วมาเลือกกันว่าแต่ละมหาวิทยาลัยสนใจพื้นที่ไหน แต่ละย่านจะมีจุดเด่นและคาแรกเตอร์ของตัวเอง มีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่แทรกซึมอยู่ในย่าน ชุมชนฮารูณเขาจะเป็นชุมชนมุสลิม ส่วนตลาดน้อยเป็นชุมชนจีน เราอยากให้นักศึกษาดึงองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้มาเป็นส่วนประกอบในงานออกแบบเพื่อสะท้อนความเป็นย่านนั้นออกมา”“ตอนนี้มี 1 โปรเจกต์อยู่ที่ชุมชนฮารูณ ส่วนอีก 8 โปรเจกต์อยู่ที่ตลาดน้อยเป็นหลัก ระหว่างกระบวนการทำงาน เราก็จะพูดคุยกับตัวแทนชุมชนในพื้นที่ ซึ่งงานที่ตลาดน้อยจะมีทั้งงานที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะของชุมชน เช่น ศาลเจ้าโรงเกือก ท่าน้ำภาณุรังษี นอกจากนี้ยังมีบางงานที่อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว เช่น ร้านค้า คาเฟ่ เราก็จะคุยกับเจ้าของพื้นที่เป็นหลัก”หากมีโอกาสได้มาเดินชม Academic Program สิ่งที่คุณจะได้พบคือผลงานของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สะท้อนถึงความพร้อมในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในย่านเก่าอย่างชุมชนฮารูณและชุมชนตลาดน้อยให้เติบโตไปพร้อมกับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ ๆ มากมาย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่ไม่ควรพลาดในงาน Bangkok Design Week วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2022Academic ProgramWebsite : bangkokdesignweek.comFacebook : facebook.com/BangkokDesignWeekInstagram : @bangkokdesignweekPlural DesignsWebsite : pluraldesigns.netFacebook : facebook.com/pluraldesigns

Future Paradise: นิทรรศการชวนมองอนาคตงานออกแบบไทยในโรงพิมพ์ยุค ร.5

การจินตนาการถึงอนาคตเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และผลักดันให้นักออกแบบมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในหลากหลายมิติ ป๋อง-อมรเทพ คัชชานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ (Design & Objects Association) นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผู้ก่อตั้ง AMO ARTE แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่เน้นใช้วัสดุจากธรรมชาติและมีแนวคิดในการส่งเสริมเรื่องความยั่งยืน จึงหยิบเอาแนวคิดที่ชวนนักออกแบบจินตนาการถึงอนาคตมาเป็นธีมหลักของการจัดแสดงงานโชว์เคส Future Paradise โดยสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ในงาน Bangkok Design Week 2022 ครั้งนี้ งานออกแบบไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า“สมาชิกของสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ส่วนใหญ่เป็นดีไซเนอร์ที่ทำเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และของตกแต่งบ้าน ซึ่งในปีนี้เรามีการพูดคุยกันว่าลองมามองกันไหมว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า งานออกแบบของแต่ละคนจะมีแนวโน้มเป็นยังไง มีความแตกต่างจากปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน” โดยมุมมองต่อคำว่า ‘อนาคต’ ในการจัดแสดงงานโชว์เคสครั้งนี้ ทางสมาคมฯ ไม่ได้มุ่งไปที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการผลิตสุดล้ำเกินจินตนาการแต่อย่างใด แต่พวกเขากลับคิดในอีกแง่มุมว่า ในยุคสมัยที่ความเจริญทางวัตถุและเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง สินค้าแฮนด์เมดที่เกิดจากการประดิษฐ์ด้วยมือของมนุษย์อย่างพิถีพิถัน สามารถจับต้องได้และเต็มไปด้วยความรู้สึก มีที่มาที่ไป มีเรื่องราวเบื้องหลังผลงาน น่าจะมีคุณค่าทางใจและสร้างมูลค่าได้มากกว่าสินค้าที่ผลิตครั้งละจำนวนมาก ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม แข่งขันด้วยอัตลักษณ์ไทยที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้“แนวคิดที่เป็นจุดเชื่อมโยงของแต่ละแบรนด์ในสมาคมของเราคือ เรามองอนาคตข้างหน้าว่าเป็นการเติบโตของงานคราฟต์ การใช้วัสดุท้องถิ่น วัสดุรีไซเคิล วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ของไทยได้ ในอนาคตเทรนด์เหล่านี้น่าจะเติบโตมากขึ้นในวงการออกแบบ เราจึงพยายามสะท้อนเรื่องราวของงานฝีมือจากช่างท้องถิ่น ให้คนหันกลับมาคิดถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น”นอกจากนี้ป๋องยังขยายความเพิ่มเติมว่า คงยากที่นักออกแบบไทยจะแข่งขันกับประเทศโซนยุโรปด้วยนวัตกรรมการผลิตที่ล้ำหน้า เพราะทางนั้นเขามีความพร้อมด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีมากกว่าหลายเท่าตัว แต่เราก็มีจุดแข็งและจุดเด่นแบบไทย ๆ ที่โดดเด่นบนเวทีระดับโลกได้เช่นกัน “จุดแข็งและจุดเด่นของงานเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านในเมืองไทยที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้คือเรื่องของงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น งานที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย เป็นพวกงานที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับงานฝีมือและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยแนวคิดในการออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เทียบกับหลาย ๆ ประเทศต้นทุนการผลิตของไทยอาจจะสูงกว่า แต่สิ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมรับคือฝีมือและเอกลักษณ์ของช่างท้องถิ่นไทยที่ช่างฝีมือชาติอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้”พื้นที่ปล่อยของทดลองทำสิ่งใหม่“งานโชว์เคสเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้แต่ละแบรนด์ได้ปล่อยของและใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยสามารถเลือกทำสิ่งที่แตกต่างออกไปจากสินค้าปกติที่เคยทำขายก็ได้ เช่น แบรนด์เฟอร์นิเจอร์อาจจะหันมาทำของตกแต่ง หรือทำเฟอร์นิเจอร์แนวทดลองเพื่อการใช้ชีวิตแบบมีระยะห่างในยุคหลังโควิด เป็นการมองไปสู่อนาคตข้างหน้าว่าสินค้าที่ทำออกมาต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนไป”“ครั้งนี้เรามีสตูดิโอส่งผลงานมาเข้าร่วมประมาณเกือบ 30 แบรนด์ บางแบรนด์เน้นเรื่องการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ ไม้พื้นถิ่นของไทย บางแบรนด์ใช้วัสดุที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน เช่น วัสดุรีไซเคิล เศษวัสดุเหลือใช้จากโรงงาน ผลงานที่นำมาจัดแสดงค่อนข้างหลากหลาย เป็นงานที่แต่ละสตูดิโอสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ มีทั้งเฟอร์นิเจอร์เพื่อการใช้งาน เฟอร์นิเจอร์เพื่อการตกแต่ง โคมไฟ งานกึ่งอินสตอลเลชัน เฟอร์นิเจอร์กลางแจ้ง เฟอร์นิเจอร์สำหรับพื้นที่สาธารณะ บางแบรนด์ที่ทำจิวเวลรี่เขาก็นำจิวเวลรี่มาดัดแปลงเป็นงานตกแต่งภายใน”สัมผัสประวัติศาสตร์ในโรงพิมพ์เก่าสถานที่จัดงาน Future Paradise คือตึกเก่าบริเวณถนนบำรุงเมืองที่เคยเป็นโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจมาก่อน นอกจากความเหมาะสมในแง่ของพื้นที่ที่สามารถจัดแสดงงานเฟอร์นิเจอร์ได้เป็นอย่างดีแล้ว ที่นี่ยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาน่าสนใจหลายประการ โดยภายในนิทรรศการจะมีส่วนที่บอกเล่าเรื่องราวของโรงพิมพ์แห่งนี้ด้วย “ตึกนี้มีความพิเศษตรงที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์น่าสนใจสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และสามารถเชื่อมโยงกับคอนเซปต์อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่ทางกลุ่มของเราพยายามนำเสนอ ผลงานออกแบบของเราเน้นการพูดถึงอนาคต แต่มาจัดแสดงอยู่ในตึกเก่าที่เป็นตัวแทนของอดีต ซึ่งเราพยายามเชื่อมโยงว่าก่อนที่จะเดินทางไปสู่อนาคต เราต้องมองย้อนดูอดีตก่อน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตย่อมส่งผลถึงปัจจุบัน และขณะเดียวกันสิ่งที่เราทำในปัจจุบันมันก็จะส่งผลถึงอนาคต”ป๋องกล่าวทิ้งท้ายถึงการจัดแสดงงานโชว์เคสที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า “แม้ทุกวันนี้เราแทบไม่ต้องพูดคุยกันแบบเจอหน้าแล้ว แต่มันมีช่องว่างเล็ก ๆ ในความรู้สึกที่เราอยากให้คนมาสัมผัสชิ้นงานที่ไม่สามารถแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัล เป็นงานคราฟต์ที่ทุกคนควรมาสัมผัสในสถานที่จริง มาแบ่งปันความรู้สึกร่วมกัน ซึ่งเรามองว่าในอนาคตคนจะโหยหาความรู้สึกเหล่านี้กันมากขึ้น” มาร่วมสัมผัสงานคราฟต์ท่ามกลางบรรยากาศตึกเก่าในอดีตที่จะพาเรามองไกลไปสู่อนาคตกันได้ที่นิทรรศการ Future Paradise โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ถนนบำรุงเมือง ตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2022 เวลา 11.00-22.00 น.Name : อมรเทพ คัชชานนท์Tel. : 0868984635LINE ID : pongo28The Design & Objects AssociationWebsite : designandobjects.comFacebook : facebook.com/TheDesignAndObjectsAssociation